
ชคระ โอวรางค์ และผองเพื่อน กับธุรกิจส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย
การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ง่าย แต่คงไม่เกินปัญญาและความสามารถของคนเราแน่นอน
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : วรธาร ทัดแก้ว/พิเชษฐ สรรค์วรรณะ
การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ง่าย แต่คงไม่เกินปัญญาและความสามารถของคนเราแน่นอน ทุกคนจึงมีสิทธิเสมอกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนแน่ที่จะประสบความสำเร็จ เพราะการทำธุรกิจต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ของอย่างนี้จึงเข้าลักษณะ ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น ไม่ทำไม่เป็น
ชคระ โอวรางค์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตเกษตรนานาชาติ กับเพื่อนนักเรียนรวมชั้นประมาณ 30 คน ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็กนักเรียนที่ต้องเรียนหนังสือจะเอาเวลาที่ไหนไปทำธุรกิจเพราะเรียนก็หนักอยู่แล้ว แต่เขากับเพื่อนๆ ได้ก้าวเข้าสู่โลกของการทำธุรกิจจริง คือมีบริษัทของตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยประธานบริษัท ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ผู้ช่วยฝ่าย พนักงาน ที่ปรึกษาบริษัท เงินลงทุน เพียงแต่บริษัทขึ้นทะเบียนกับธนาคารกรุงไทย
ชคระ บอกว่า การที่ต้องจดทะเบียนกับธนาคารกรุงไทย (ในรูปแบบบริษัทจำลอง) เพราะบริษัทเข้าร่วมโครงการกรุงไทยยุววาณิช ครั้งที่ 13 ประจำปี 2557 ซึ่งเป็นโครงการที่ธนาคารกรุงไทยส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมปลายและระดับ ปวช.ทั่วประเทศได้ทดลองทำธุรกิจจริง และเพิ่งมีการประกาศผลการตัดสินหาทีมชนะเลิศจาก 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบริษัท UnIC (ยูนิค) ของเขาและเพื่อนได้รับรางวัลธุรกิจสร้างสรรค์ประจำภาค
“แม้จะเริ่มจากบริษัทในรูปแบบจำลอง แต่หลังจบโครงการไปแล้วผมและเพื่อนๆ ยังคงขับเคลื่อนบริษัทนี้ต่อไปและมองถึงการจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าธุรกิจเหมือนเช่นบริษัทเอกชนทั่วไป เพราะเรารู้แล้วว่าการทำธุรกิจต้องทำอย่างไรบ้าง ต่างจากบริษัทอื่นที่เข้าร่วมโครงการตามที่ผมได้พูดคุยมาบางบริษัทพอเรียนจบออกไปรุ่นน้องจะรับช่วงต่อ บางบริษัทก็อาจจะหยุดกิจการไปเลยก็มี”
ตัวแทนบริษัท ยูนิค เล่าต่อว่า การขับเคลื่อนบริษัทในช่วงต่อจากนี้ไปจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพราะทุกคนต่างเรียนหนังสือและเป็นช่วงที่ต้องทุ่มเทให้กับการเรียนมากขึ้นเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย ทว่าหลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเรียบร้อย เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงจะดำเนินการจดทะเบียนบริษัทตามที่พูดคุยกันไว้ และตอนนี้สินค้าตัวใหม่ของบริษัทคือสายรัดเอวยังอยู่ในช่วงออกแบบ
“เบื้องต้นผมกับเพื่อนๆ หลายคนในบริษัทคุยกันแล้ว บริษัทนี้เราไม่ทิ้งแน่นอนและจะดำเนินการต่อไป เพราะส่วนใหญ่เริ่มหลงรักการทำธุรกิจแล้ว ตอนแรกอาจยังไม่เท่าไหร่ แต่พอได้ลองทำ ได้เรียนรู้ ได้สัมผัสทำจริงๆ ทั้งผลิตจริง ทำการตลาดจริง ขายจริง บริหารจัดการรายได้จริง หลายคนรวมถึงผมจึงรู้สึกสนุกและชอบกับมัน ทุกคนมองเป็นความท้าทาย มองถึงประสบการณ์ที่จะได้รับ และมองถึงความสำเร็จในอนาคต แต่อย่างน้อยล่ะที่ทุกคนได้คือประสบการณ์และการเรียนรู้”
วกมาที่บริษัท ยูนิค นั้น ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลาง-ปลายปี 2557 มี สุรเชษฐ์ เหลืองสอด นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสาธิตเกษตรนานาชาติ ในฐานะประธานบริษัทและเป็นผู้ก่อตั้งเพื่อประกอบกิจการการผลิตและจัดจำหน่ายสายรัดต้นแขนออกกำลังกายอเนกประสงค์ที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ภายใต้ชื่อสินค้า ยูนิแบนด์ (Uniband) ด้วยทุนเริ่มต้น 7,600 บาท มีการทำงานเป็นทีม และแบ่งงานรับผิดชอบเป็นระบบ
“เรามีพนักงานประมาณ 30 คน แบ่งการบริหารออกเป็น 5 ฝ่ายในการขับเคลื่อนบริษัทไปสู่เป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้จัดการฝ่ายการบริหารจัดการ อัสนี ไลละวิทย์มงคล ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการติดต่อสื่อสาร เบญญาภา วงษ์สง่า ผู้จัดการฝ่ายการผลิต คือผม (ชคระ โอวรางค์) มี อังศุธร สินเรืองวิไลย เป็นผู้ช่วยฯ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด พีรภัทร ลีลาปัญญาเลิศ มี พัชชา หงส์ทอง เป็นผู้ช่วยฯ ผู้จัดการฝ่ายการเงิน ภาวินี เมฆารัตน์ โดยมี ภัทราภรณ์ บุญอนันต์ ทำหน้าที่ผู้ช่วยฯ ทุกฝ่ายมีการทำงานเป็นระบบเหมือนบริษัทจริงทุกอย่าง เช่น ถ้าพนักงานทำดี ขยัน เราก็ให้โบนัสเป็นเงินแต่ไม่ได้มาก ใครทำผิดก็จะมีบทลงโทษตามสมควรแก่เหตุ เป็นต้น”
หันไปที่สินค้าที่บริษัทเลือกผลิตสายรัดแขนออกกำลังกายอเนกประสงค์ ภายใต้ชื่อ ยูนิแบนด์ นั้น เขาและเพื่อนมีแรงบันดาลใจในการผลิตสินค้าประเภทนี้ เพราะเขามองว่าคนไทยในปัจจุบันสนใจออกกำลังกายกันมาก แต่ขณะเดียวกันก็พบว่าหลายคนประสบปัญหาในการออกกำลังกายนอกบ้าน บางคนรู้สึกเบื่อที่จะออกกำลังกายเนื่องจากไม่มีแรงจูงใจ ประกอบกับราคาของสินค้าประเภทดังกล่าวที่ขายในตลาดค่อนข้างแพง คนมีเงินเท่านั้นที่ซื้อได้ ดังนั้นเขาและเพื่อนๆ จึงเลือกผลิตโปรดักต์นี้ออกมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนที่ชอบออกกำลังกายและส่งเสริมให้คนหันมามีความสุขกับการออกกำลังกาย
“พวกเราเลือกผลิตสายรัดแขนออกกำลังกายอเนกประสงค์ เพราะเห็นปัญหาในกลุ่มคนออกกำลังกายที่ไม่มีความสะดวกในการพกพาเครื่องมือสื่อสารต่างๆ โดยเฉพาะโทรศัพท์ติดตัวไปในการออกกำลังกาย ไม่ต้องอื่นไกล คนที่มาวิ่งออกกำลังในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางคนในมือถือโทรศัพท์วิ่ง บางคนวิ่งอยู่ดีๆ โทรศัพท์ปลิ้นตกจากกระเป๋ากางเกง สิ่งนี้คือแรงบันดาลใจให้พวกเรา ขณะเดียวกันเมื่อหันไปดูสินค้าตัวนี้ในตลาดก็พบว่าบริษัทดังๆ ที่ผลิตออกมาราคาค่อนข้างแพง ส่วนของจากจีนก็ไม่มีคุณภาพแถมราคาก็แพง จึงตอกย้ำให้พวกเราเลือกผลิตภายใต้ชื่อยูนิแบนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนชอบออกกำลังกายและเป็นแรงจูงใจให้คนที่ไม่ชอบออกกำลังหันมาออกกำลังกายมากขึ้นผ่านโปรดักต์ของเรา”
สายรัดแขนออกกำลังกายอเนกประสงค์ยูนิแบนด์มีจุดเด่นที่อยู่สีสันมีทั้งหมด 10 สีให้เลือก ราคาไม่แพงที่ 250 บาท แต่คุณภาพการใช้งานและวัสดุที่ใช้ในการผลิตไม่เป็นรองบริษัทใหญ่ๆ เลย ต่างกันแค่ราคาเท่านั้น ซึ่งข้อมูลนี้เขาไม่ได้พูดเอง แต่เป็นลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ไปแล้วกลับมาบอกเล่าถึงคุณภาพและการใช้งาน
“ลูกค้าพอใจมากกับสินค้าของพวกเราซื้อไปใช้แล้วกลับมาเล่าให้ฟัง เขาชอบสีที่มีให้เลือกเยอะถึง 10 สี ราคาก็ไม่แพง ตอบสนองคนชอบออกกำลังกาย ส่วนแบรนด์ดังๆ ราคาอยู่ที่ 800-1,000 บาท ขณะที่การใช้งานดี ลูกค้าพึงพอใจ สามารถปรับสายยืดหยุ่นได้ มีความทนทาน ใช้แล้วไม่ระคายผิว ซักได้ กันเหงื่อและน้ำซึมเข้าข้างได้ สามารถใส่โทรศัพท์ได้หลายรุ่นหลายแบรนด์ ต่างจากแบรนด์อื่นที่จำกัดเฉพาะบางรุ่น แต่ยูนิแบนด์ใช้ใส่โทรศัพท์ได้หลายขนาด แบรนด์อื่นถ้าเครื่องขนาดนี้ใช้ได้หมด นอกจากใส่โทรศัพท์แล้วยังมีที่ใส่กุญแจและเงินด้วย”
ไม่น่าเชื่อว่าหากนับเวลาตั้งแต่ตั้งบริษัทมาได้ประมาณ 6 เดือนกว่าๆ ชคระและเพื่อนๆ สามารถออกผลิตภัณฑ์มาแล้ว 2 ล็อต ล็อตแรกอยู่ที่ 300 ชิ้น ล็อตที่สอง 500 ชิ้น ทั้งที่ทุนดำเนินการในช่วงแรกมีแค่ 7,600 บาท จากการขายหุ้น หุ้นละ 100 บาท ได้ 76 หุ้นเป็นทุนในการดำเนินงาน ซึ่งทุน 7,600 บาท ไม่เพียงพอแน่นอนต่อการออกสินค้าในจำนวน 300 ชิ้น
“ช่วงแรกเราออกแบบให้ร้านตัดเย็บทั่วไปผลิต แต่ร้านทำไม่ถึงมาตรฐานที่เราตั้งไว้ เลยไปติดต่อโรงงาน ทางโรงงานบอกต้องทำบล็อกและผลิตขั้นต่ำ 300 ชิ้น ซึ่งต้องใช้ทุน 8.4 หมื่นบาท เราจึงใช้กลยุทธ์พรีออร์เดอร์ขายล่วงหน้าไปก่อน ให้ลูกค้าดูแบบสินค้าที่จะผลิตออกมาโดยเราลดราคาพรีออเดอร์ให้ 20 บาท จากราคาปกติ 250 ก็เหลือ 230 บาท ขายพรีออเดอร์ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยแค่ 1 อาทิตย์ได้เงินตามที่ต้องการรวมกับทุนเดิม สามารถผลิตออกมาทั้งหมด 5 สี จำนวน 300 ชิ้น ต่อมาผลิตเป็นล็อต โดยใช้กำไรจากล็อตแรกมาผลิต”
แน่นอนว่าการจะออกสินค้ามาได้แต่ละล็อตไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกฝ่ายต้องทำงานแข็งขันและในเวลาจำกัดเพื่อให้เสร็จทันหลังจากผ่านรอบคัดเลือกเพื่อเข้าสู่ 10 ทีม เพื่อหาทีมชนะเลิศในโครงการ ทั้งงานด้านออกแบบ การผลิต การตลาด การติดต่อประสานงาน ประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่การเงินที่เป็นหัวใจสำคัญ
“พวกเราทำโฆษณาโปรโมทสินค้า 2 ชุด ชุดแรกโปรโมทสินค้าล้วนๆ ชุดที่สองโปรโมทกิจกรรมการกุศลของพวกเรา กล่าวคือรายได้ที่ได้มาเราจะจัดสรรเงิน 30% ให้กับคนด้อยโอกาสทางสังคมและคนพิการด้วย ทั้งนี้โดยการเผยแพร่ทางโซเชียลต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และออกบูธตามงานมินิมาราธอนซึ่งทำมาแล้ว 2 งาน ผลตอบรับดีมาก ขายครึ่งชั่วโมงสินค้าหมด”
ปัจจุบันมีคนสนใจสินค้าของยูนิคจำนวนมาก เช่น สนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาขอซื้อผลิตภัณฑ์ไปขาย บริษัท เมจิกบ๊อกซ์ ก็ต้องการในจำนวนที่มาก แต่ทางยูนิคเองยังไม่พร้อมเพราะต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้ของลูกค้าก่อน ซึ่งชคระและเพื่อนๆ เชื่อว่าถ้าแบรนด์เป็นที่รู้จักของลูกค้าและมีความเข้มแข็ง ลูกค้าก็คงพร้อมให้การสนับสนุนทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตาม การที่ยูนิค ชคระ และผองเพื่อนก้าวมาถึงจุดนี้ได้นอกจากความสามารถและความทุ่มเทของทุกๆ คนแล้ว ยังต้องยกเครดิตให้กับที่ปรึกษาบริษัท ยูนิค ก็คืออาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสี่คน และธนาคารกรุงไทยที่ทำให้เขาและเพื่อนๆ เข้าสู่โลกของการทำธุรกิจในสนามจริง
โปรดรอชมผลงานของเขาต่อไป เพราะทราบมาว่าตอนนี้กำลังจะออกสินค้าใหม่เป็นสายรัดเอวออกกำลังกายที่ออกแบบเพื่อใส่ไอแพดสำหรับคนชอบขี่จักรยานออกกำลังกาย ปั่นไปด้วยดูไอแพดฟังเพลงไปด้วย นอกจากนี้ยังผลิตแอพพลิเคชั่นเกมอีกด้วย โอ้... ความสามารถเหลือล้นจริงๆ







