
ชัยชนะ ธรรมตระกูล โฟล์คเต่าเร้าใจ ขับได้ฟีลลิ่ง
หนุ่มวัยเบญจเพส ไปท์-ชัยชนะ ธรรมตระกูล ชีวิตการทำงานของเขาเริ่มต้นจากคนที่หลงรักในกีฬาโต้คลื่น
โดย...ตุ้ย ชลธาร ภาพ เสกสรรค์ โรจนเมธากุล
หนุ่มวัยเบญจเพส ไปท์-ชัยชนะ ธรรมตระกูล ชีวิตการทำงานของเขาเริ่มต้นจากคนที่หลงรักในกีฬาโต้คลื่น ต่อมาได้ก้าวขึ้นมาเป็นครูสอนกีฬาชนิดนี้ ที่โฟลว์ เฮาส์ แบงค็อก (Flow House Bangkok) สถานที่เล่นกีฬาโต้คลื่นแห่งแรกในประเทศไทย ในซอยสุขุมวิท 26 และด้วยความชำนาญ ประกอบกับภาษาอังกฤษดีเพราะเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐ 1 ปี ตอนเรียน ม.6 ก็ถูกขยับขึ้นไปทำเซลมาร์เก็ตติ้งในปัจจุบัน
"ผมทำที่โฟลว์ เฮาส์ มาได้ 2 ปี ก่อนนี้ช่วงเรียนเอแบคก็เป็นครูสอน แต่เป็นลักษณะพาร์ตไทม์ พอโฟลว์ เฮาส์มาเปิดใหม่ก็มาเล่น ต่อมาได้รับการเทรนจนได้ขึ้นมาเป็นครูสอนในที่สุด ปัจจุบันมาทำอยู่ในส่วนของเซลมาร์เก็ตติ้ง ถ้าใครสนใจจะไปเล่นโต้คลื่นยินดีมากเลยครับ"
นอกจากทำที่โฟลว์ เฮาส์ ไปท์ยังมีธุรกิจส่วนตัวที่บ้าน โดยเพาะเลี้ยงปลากระเบนสวยงาม ตลาดหลักที่เขามองไว้คือจีน ซึ่งนิยมกระเบนสวยงาม ตอนนี้มี 5 ตัว แต่ละตัวราคาอยู่ที่เลขหกหลัก ทว่าเวลานี้ยังไม่พร้อมยังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมบ่อ ซึ่งคืบหน้าไปกว่า 95% แล้ว เหลือแค่ตกแต่งและเก็บรายละเอียดเท่านั้น
หันไปดูของเล่นของไปท์ ถ้ามองตามความรู้สึกอายุ 40, 50 จะไม่แปลกใจ แต่เขาแค่ 25 ปี กลับไปหลงใหลรถโฟล์คเต่าโบราณ ซึ่งมีอยู่ 4 คัน (ไม่รวมเก๋งและรถตู้) โดยหนึ่งคันจอดอยู่บ้านที่เชียงใหม่และได้ฟังเขาเล่าก็จะรู้ว่าคนคนนี้ชอบจริงหลงจริง เพราะเขาศึกษารถโฟล์คทั้งจากหนังสือรถและเว็บไซต์จนสามารถเล่ารถโฟล์ครุ่นเก่าๆ ได้ค่อนข้างถึงใจ
ไปท์ เล่าว่า จุดเริ่มของการสะสมรถโฟล์คเต่าต้องย้อนกลับไปสมัยเรียน ม.2 เป็นช่วงหัดขับรถ แล้ววันหนึ่งน้าได้ขับรถเต่าคันสีน้ำเงิน (คันแรก) มาจอดที่บ้านและบอกมีคนรู้จักกันต้องการขาย ด้วยความที่เพิ่งขับรถเป็น จึงเอาไปทดลองขับเล่น แต่พอขับจริงก็รู้สึกว่าฟีลลิ่งมันแตกต่างจากรถทั่วไปเลย จึงซื้อไว้ในราคา 9 หมื่นบาท
"ช่วงนั้นผมชอบรถและศึกษาเกี่ยวกับรถอยู่แล้ว ทั้งจากหนังสือรถจากเว็บไซต์ เช่น vwshowtime ซึ่งเป็นร้านขายอะไหล่รถจะมีเว็บบอร์ดให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันเกี่ยวกับรถรวมถึงโฟลค์ด้วย จนได้รู้จักพี่ๆ ในวงการรถโฟล์คหลายคนยิ่งทำให้สนใจมากเรียกว่าบ้าเลยช่วงนั้น และมีโอกาสได้ไปมีตติ้งกับพวกพี่ๆ จากนั้นมาก็มองถึงการสะสม"
ไปท์ บอกว่า คันแรกสีน้ำเงินเป็นโฟล์คเต่า TYPE1 ไฟตั้ง ปี 1970 (รถตู้จะเป็น TYPE2) เครื่อง 1,600 ซีซี แต่ต่อมาได้ไปอัพเครื่องเป็น 1,900 ซีซี และทำสีใหม่ (ก่อนนั้นน้ำเงินบรอนซ์เลื่อมๆ) เคยขับไปเขาใหญ่และปราณบุรี ส่วนสีเขียวขี้ม้า ปี 1960 ซื้อมาในราคา 2 แสน เพราะรุ่นเก่ากว่าโดยไปเห็นในเว็บไซต์ แต่คันนี้แทบไม่ได้ขับ จะขับเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่บ่อย เนื่องจากตอนซื้อเห็นเป็นรถที่ได้ปี ได้รุ่น และที่แปลกกว่าคันอื่นคือจะไฟกระดกอยู่ด้านข้าง
หากพูดถึงคันโปรดไปท์ยกให้สีครีม เพราะเป็นรถหลังคาถลก (มีช่องตรงกลางหลังคาเปิดได้) รุ่นปี 1962 ราคาจะสูงกว่าคันสีเขียว เขาเคยขับไปเรียนที่เอแบคบางนาเป็นประจำ ขณะเดียวกัน ก็เจอปัญหาหลายอย่างบนท้องถนนอยู่บ่อยๆ เช่น ตายกลางถนน แย่สุดๆ คือน้ำมันหมดท่ามกลางสายฝนและพายุ
"ครั้งหนึ่งเลิกเรียนจะกลับบ้าน รถน้ำมันหมดกลางถนน ผมก็นั่งในรถไม่รู้จะทำยังไงฝนก็ตกหนัก พายุก็แรง น้ำก็เริ่มจะเข้ารถ ติดอยู่ในรถเป็นชั่วโมง ในที่สุดก็โทรหาพี่สาวให้โทรไปบอกเพื่อนซื้อน้ำมันมาเติม ซึ่งประสบการณ์แบบนี้เจอแทบทุกคัน บางวันขับไปทำงานรถตายตรงทางลงทางด่วนไม่รู้ทำยังไงก็ทิ้งต่อรถแท็กซี่ไปทำงานก็มี กลับมาก็มาเคลียร์กับคุณพี่ตำรวจ (หัวเราะ)"
ขณะที่รถตู้หน้าวีเขาบอกว่าเป็นรถที่ใช้ทั่วไปในบ้าน ได้มาในงานมีตติ้งโฟล์คที่ไบเทค เป็นรถสภาพดี อะไหล่เดิมยังครบ เครื่องยังดี และไม่เคยถูกดัดแปลง เคยขับไปวิ่งไปถึงเชียงใหม่มาแล้ว ส่วนคันสุดท้ายเป็นโฟล์คเหมือนกันแต่เป็นเก๋ง TYPE3 ทุกคันแอร์เย็นเจี๊ยบ เครื่องยังดี สภาพภายนอกสวยดูดี ข้างในยังเจ๋ง
โดยเฉพาะรถเต่าเวลาขับออกไปข้างนอกวิ่งบนถนน ไปท์บอกว่า ให้คอยสังเกตผู้คนที่เห็นมันวิ่งจะ "หยิก" คนรู้จักที่อยู่ข้างๆ ซึ่งคัลเจอร์นี้เขาไม่รู้ว่าจริงแท้คืออะไร แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะบนถนนคนไม่ค่อยได้เห็นรถเต่าวิ่ง นานๆ พอได้และยิ่งเป็นเต่าโบราณด้วย คนอยู่ใกล้ๆ คงต้องระวังคนข้างๆ (หัวเราะ)







