
จันทรุปราคา 4 เม.ย. 2558
ช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ที่4 เม.ย. 2558 จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง โดยดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงกันอยู่ในแนวเส้นตรง เงาของโลกทอดยาวในอวกาศไปตกที่พื้นผิวดวงจันทร์
โดย...วรเชษฐ์ บุญปลอด
ช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ที่4 เม.ย. 2558 จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง โดยดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงกันอยู่ในแนวเส้นตรง เงาของโลกทอดยาวในอวกาศไปตกที่พื้นผิวดวงจันทร์ ทำให้ดวงจันทร์เว้าแหว่ง และเปลี่ยนสีเมื่อถูกเงามืดของโลกบังมิดหมดทั้งดวง
จันทรุปราคามีโอกาสเกิดได้เฉพาะในคืนวันเพ็ญ ซึ่งดวงจันทร์มีตำแหน่งอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เมื่อมองจากโลก ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์เอียงทำมุม 5 องศา กับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้วันเพ็ญส่วนใหญ่ของปีไม่เกิดจันทรุปราคา จันทรุปราคาจะเกิดขึ้นได้เมื่อจันทร์เพ็ญอยู่ใกล้จุดตัดระหว่างระนาบทั้งสอง ซึ่งมีสองจุดอยู่ตรงข้ามกัน ดังนั้นในแต่ละปีจึงมีโอกาสเกิดจันทรุปราคาได้อย่างน้อยสองครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 6 เดือน
ปีนี้มีจันทรุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้นสองครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เห็นได้ในประเทศไทย ครั้งที่สองเกิดในเดือน ก.ย. แต่ตรงกับเวลากลางวันตามเวลาประเทศไทย ดวงจันทร์เพ็ญอยู่ในซีกโลกด้านกลางคืน ทำให้เราไม่สามารถเห็นจันทรุปราคาครั้งที่สองได้
เงาโลกแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ เงามืดที่อยู่ด้านใน และเงามัวที่อยู่ด้านนอก ส่วนที่เป็นเงามัวมีความทึบต่ำ จังหวะที่ดวงจันทร์ผ่านเงามัวจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงบนดวงจันทร์ได้ยาก เราจะเห็นดวงจันทร์แหว่งเว้าอย่างชัดเจนเมื่อบางส่วนของดวงจันทร์สัมผัสหรือเข้าไปในเงามืดแล้วเท่านั้น
วันที่ 4 เม.ย. 2558 จันทรุปราคาเริ่มขึ้นเมื่อดวงจันทร์แตะเงามัวในเวลา 16.01 น. ดวงจันทร์เริ่มแหว่งเมื่อแตะเงามืดในเวลา 17.16 น. ซึ่งทั้งสองจังหวะนี้ประเทศไทยยังเป็นเวลากลางวัน ดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น เมื่อสังเกตจากบริเวณกรุงเทพฯ ดวงจันทร์จะขึ้นเวลา 18.26 น. จังหวะนั้นขอบบนของดวงจันทร์แตะขอบฟ้า หากขอบฟ้าปลอดโปร่ง ไม่มีเมฆหรือหมอกควันบดบัง เราจะเห็นดวงจันทร์ขึ้นมาทั้งดวงในอีกราว 2 นาทีถัดมา ขณะนั้นดวงจันทร์แหว่งลึกเข้าไปแล้วราว 5 ใน 6 ส่วน ดวงจันทร์จึงมีลักษณะเป็นเสี้ยว ขอบสว่างอยู่ทางด้านซ้ายบน
เสี้ยวที่เห็นจะเล็กลงเรื่อยๆ จนดวงจันทร์เข้าไปในเงามืดของโลกหมดทั้งดวง หรือที่เรียกว่าจันทรุปราคาเต็มดวง เกิดขึ้นในช่วงระหว่างเวลา 18.58-19.03 น. นับว่าเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงในเวลาที่สั้นมาก นานราว 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนี้ บริเวณกรุงเทพฯ ดวงจันทร์อยู่สูงเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกเพียง 7 องศา และท้องฟ้ายังสว่างอยู่ด้วยแสงสนธยา หากมีเมฆหรือหมอกควันเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก อาจทำให้สังเกตได้ยาก จึงควรดูจากสถานที่สูงหรือขอบฟ้าทิศตะวันออกไม่มีสิ่งใดบดบัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเห็นดวงจันทร์สูงกว่านี้ เช่น ที่อุบลราชธานี ดวงจันทร์มีมุมเงย 11 องศา
ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ดวงจันทร์จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม แดงเข้ม หรือน้ำตาล แต่ละส่วนของผิวดวงจันทร์มีสีและความสว่างต่างกัน จันทรุปราคาครั้งนี้ดวงจันทร์อยู่ค่อนไปทางด้านทิศเหนือของเงาโลก จึงคาดหมายว่าเมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ซีกด้านซ้ายมือของดวงจันทร์ควรจะสว่างกว่าซีกด้านขวา อย่างไรก็ตามแสงสนธยาและหมอกควันใกล้ขอบฟ้าอาจเป็นอุปสรรคทำให้เห็นดวงจันทร์ได้ยากกว่าปกติ จึงควรสังเกตด้วยกล้องสองตา
เมื่อสิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวงแล้ว ดวงจันทร์จะเคลื่อนออกจากเงาโลก ส่วนสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงในเวลาประมาณ 20.00 น. แล้วกลับมาสว่างเต็มดวงในเวลา 20.45 น. โดยขณะนั้นที่กรุงเทพฯ เห็นดวงจันทร์อยู่ที่มุมเงยประมาณ 31 องศา หลังจากนี้ถึงแม้ว่าดวงจันทร์จะดูสว่างเต็มดวงแล้ว แต่เราอาจสังเกตได้ว่าดวงจันทร์ยังดูหมองคล้ำอยู่เล็กน้อยต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้ขอบด้าน
ขวาบนของดวงจันทร์ เนื่องจากดวงจันทร์ยังอยู่ในเงามัว จันทรุปราคาจะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงจันทร์ออกจากเงามัวในเวลา 21.59 น.
จันทรุปราคาครั้งนี้เห็นได้ในเกือบทั้งหมดของทวีปเอเชีย ด้านตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย ออสเตรเลีย มหาสมุทรแปซิฟิก โดยเกิดในช่วงก่อนหรือใกล้เที่ยงคืน ส่วนในอเมริกาเหนือ ด้านตะวันตกของอเมริกาใต้ และด้านตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เกิดจันทรุปราคาในเวลาเช้ามืดของวันเดียวกันตามเวลาท้องถิ่น
จันทรุปราคาในวันที่ 4 เม.ย. นับเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงที่มีระยะเวลามืดเต็มดวงสั้นที่สุดนับตั้งแต่จันทรุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 1529 หลังจากนี้ไม่มีจันทรุปราคาเต็มดวงที่สั้นกว่านี้อีกจนถึงวันที่ 11 ก.ย. 2155 (ทั้งสองครั้งเต็มดวงนาน 2-3 นาที)
หลังจากจันทรุปราคาในปีนี้ ประเทศไทยไม่มีโอกาสเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงไปอีกนานเกือบ 3 ปี โดยจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งถัดไปที่เห็นได้ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 31 ม.ค. 2561 โดยดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดนานถึง 76 นาที
เวลาหัวค่ำมีดาวศุกร์และดาวอังคารอยู่ทางทิศตะวันตกดาวพฤหัสบดีอยู่ทางทิศตะวันออก ดาวศุกร์สว่างที่สุด ดาวอังคารจางกว่าและอยู่ต่ำกว่าดาวศุกร์ อาจสังเกตดาวอังคารได้ยากเนื่องจากอยู่สูงจากขอบฟ้าไม่มาก ดาวอังคารตกลับขอบฟ้าก่อน 2 ทุ่ม ดาวศุกร์ตกลับขอบฟ้าราว 3 ทุ่ม
ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวปู เคลื่อนสูงผ่านเหนือศีรษะในเวลาก่อน 2 ทุ่มเล็กน้อย แล้วย้ายไปอยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันตก สังเกตได้จนตกลับขอบฟ้าราวตี 3 ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง เริ่มเห็นราว 4 ทุ่มครึ่ง จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้น อยู่สูงสุดทางทิศใต้ในเวลาตี 4
ต้นสัปดาห์ยังเป็นข้างขึ้น คืนวันที่ 30 มี.ค. ดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดี จากนั้นวันถัดไปจะผ่านใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโต จันทร์เพ็ญในวันที่ 4 เม.ย. เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง
สถานีอวกาศนานาชาติปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าโดยมีลักษณะคล้ายดาว แต่เคลื่อนที่ไปบนท้องฟ้า สัปดาห์นี้สถานีอวกาศผ่านเหนือประเทศไทยในเวลาเช้ามืดและหัวค่ำเกือบทุกวัน ครั้งที่น่าสนใจมีดังนี้
ค่ำวันอังคารที่ 31 มี.ค. สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 19.52 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้น เข้าสู่เงามืดของโลกเวลา 19.54 น. ที่มุมเงย 47 องศา
ค่ำวันพุธที่ 1 เม.ย. สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ในเวลา 18.59 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่มุมเงย 28 องศา ในเวลา 19.02 น. แล้วไป
สิ้นสุดใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 19.05 น.
เช้ามืดวันศุกร์ที่ 3 เม.ย. สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 05.32 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้น ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่มุมเงย 71 องศา ในเวลา 05.36 น. แล้วไปสิ้นสุดใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 05.39 น.
ค่ำวันเดียวกัน สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 18.48 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้น ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่มุมเงย 72 องศา ในเวลา 18.51 น. แล้วไปสิ้นสุดใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 18.54 น.







