posttoday
จุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมระหว่างเพศ

จุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมระหว่างเพศ

26 มีนาคม 2558

แม้ข่าวพระราชบัญญัติ “ความเท่าเทียมระหว่างเพศ”

โดย...ธวัชชัย ดีพัฒนา บรรณาธิการนิตยสาร attitude ภาพ : เอพี

แม้ข่าวพระราชบัญญัติ “ความเท่าเทียมระหว่างเพศ” จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จะเป็นข่าวเล็กๆ ที่มีคนสนใจเพียงหยิบมือ แต่ก็เป็นข่าวที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของกฎหมายไทย และการให้ความสำคัญในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ซึ่งก็น่าแปลกใจว่า ในยุคที่บ้านเมืองมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “ลิเบอรัล” ผู้ยกย่องเชิดชูเสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพ ตามหลักการประชาธิปไตยของ “ขุ่นพ่อเมกา” กลับไม่ค่อยออกมาแสดงทัศนะกับกฎหมายนี้เท่าใดนัก หรือว่ามันออกมาในช่วงรัฐบาลทหารก็ไม่ทราบได้ เลยทำให้คนกลุ่มนี้ตั้งแง่รังเกียจเอาไว้ก่อน แล้วค่อยไปเหมารวมกันว่าเป็นกฎหมายของเผด็จการ (ถ้าเผด็จการจะให้ความสำคัญในเรื่องที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกไม่เคยสนใจเลยสักนิด บางทีปัญหาอาจจะอยู่ที่อคติของไทยลิเบอรัลก็เป็นได้นะ)

พระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยให้ลดอคติระหว่างเพศให้ดีขึ้นจริงหรือ? หลายท่านอาจกำลังตั้งคำถามกลับ ผมบอกได้เลยว่า ต่อให้กฎหมายไทยดีเลิศกว่ากฎหมายประเทศโลกที่หนึ่ง แต่ถ้าการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ที่มีอำนาจยังหย่อนยานเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ ก็ป่วยการที่จะมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะขนาดเรามีกฎหมายจราจร กฎหมายอาญา และอีกมากมาย เรายังละเมิดกันเลย กฎหมาย ป.ป.ช.ก็ออกมาตั้งชาติหนึ่งละว่าให้ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการเข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ก็ยังมีนักการเมืองที่จงใจ “ซุก” พอถูกจับได้ก็แถว่าถูกกลั่นแกล้ง ตัวเองบกพร่องโดยสุจริต (จริงๆ นะ)

แต่การมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย เพราะนั่นถือได้ว่าการเสริมสร้างความเท่าเทียมกันทางเพศ เริ่มที่จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น และให้ความเป็นธรรมกับทุกเพศจริงๆ เนื้อความในมาตรา 3 ระบุนิยามไว้ชัดเจนมากว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หมายความว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใด อันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด ขีดเส้นใต้ประโยคหลังเอาไว้เลย

การนิยามว่า “การแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด” สะท้อนการเข้าใจในธรรมชาติเรื่องเพศและความหลากหลายทางเพศอย่างจริงจัง เพราะเพศกำเนิดกับเพศสภาพเมื่อเราโตขึ้นอาจไม่สัมพันธ์กัน มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา ล้วนต้องผ่านสภาวะ “การค้นพบตัวเอง” (Self-discovery) ที่ทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง ชีวิตจะแสดงเพศสภาพออกมาเช่นไร (บางคนอาจจะค้นพบตั้งแต่เด็กๆ แต่บางคนก็ไปพบเอาตอนแก่ก็มี) ฉะนั้นการตั้งข้อรังเกียจ ดูถูก เหยียดหยาม ย่อมเป็นการแสดงความไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนคนนั้น ต่อไปเหตุการณ์แบบที่ซาริน่า ไทยเคยเจอเมื่อเดือนก่อน ซึ่งเธอโดนเชิญออกจากผับชื่อดังย่านอาร์ซีเอ ด้วยข้อหาว่า “เป็นสาวประเภทสอง” จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

ถามต่อว่า แล้วใครจะเข้ามาดูแล กรณีเฉพาะที่เกิดขึ้นในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างทางเพศ” (สทพ) และคณะกรรมการชุดนี้จะต้องวางกฎระเบียบเพื่อดูแลเรื่อง “การกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทำมิได้” ตามมาตรา 17 แต่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับว่า ถ้าเรื่องนี้มันจะไม่ประสบความสำเร็จ ก็น่าจะเป็นเพราะคณะกรรมการชุดนี้ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ และไม่เข้าใจความว่าอะไรคือ “เจตนาที่สะท้อนถึงพฤติการณ์และการเลือกปฏิบัติอันนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ” ตรงจุดนี้บอกเลยว่ายากครับ

ยกตัวอย่างเช่น เกย์ท่านหนึ่งเข้าไปซื้ออาหารในร้านอาหารตามสั่งแถวบ้าน แล้วปรากฏว่า ถูกแม่ค้าปฏิเสธที่จะขาย ถ้าเกย์ท่านนั้นไปฟ้อง สทพ. ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการหยุมหยิมที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเมื่อมีการนำสืบความกันไป หากปรากฏว่า มนุษย์ป้าบอกว่า ที่ไม่ขายเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน (อาจจะอยู่กันคนละสี) เคสแบบนี้จะวินิจฉัยให้เข้าวาระได้หรือไม่? แต่ถ้าเป็นกรณีของบริษัท/ห้างร้าน หากปฏิเสธกะเทยแต่งหญิงที่เข้าไปสมัครงาน ด้วยข้อหาว่าเป็นสาวประเภทสอง อันนี้ถือว่าเข้าข่าย 100%

ที่ผมยกตัวอย่างพวกนี้ และตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนทั้งๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ยังไม่เกิด ไม่ใช่ว่าจะไปดูถูกการทำงานของเขาตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เพียงแต่อยากให้การคัดเลือกคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการ สทพ.นั้นเป็นคนที่เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศจริงๆ เพื่อให้งานเป็นรูปธรรม ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะสนับสนุนคณะกรรมการชุดนี้อย่างเต็มที่

แล้วลำดับต่อไป หากพระราชบัญญัติเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ จะมีอะไรตามมาหรือไม่ คำตอบคือมีแน่นอนครับ เพราะถ้ามีคู่รักชาย-ชาย หญิง-หญิง เดินเข้าไปจดทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่ของรัฐจะบอกว่าไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่ความเท่าเทียมกันทางเพศใช่หรือไม่ หรือกรณีสาวประเภทสอง และชายประเภทสอง ซึ่งผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว เดินเข้าไปขอเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ เจ้าหน้าที่รัฐจะทำอย่างไร?

ผมนี่ตั้งตารอกฎหมายจดทะเบียนสมรสคนเพศเดียวกัน และกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเลยนะครับเนี่ย!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท