posttoday
ถึงเวลาปฏิรูปศรัทธา

ถึงเวลาปฏิรูปศรัทธา

22 มีนาคม 2558

เรื่องปฏิรูปผ้าเหลืองเงียบหายไปตามกาลเวลา หลังอยู่ดีๆ คณะกรรมการที่มุ่งหวังจะปฏิรูปศาสนาก็ปิดจ๊อบตัวเองไปเสียดื้อๆ

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

เรื่องปฏิรูปผ้าเหลืองเงียบหายไปตามกาลเวลา หลังอยู่ดีๆ คณะกรรมการที่มุ่งหวังจะปฏิรูปศาสนาก็ปิดจ๊อบตัวเองไปเสียดื้อๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร

ซ้ำรายงานที่ปล่อยออกมามีข้อเสนอแนะเจือจางไร้การรื้อระบบเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรม  จนอาจนำไปปฏิบัติจริงไม่ได้ ซึ่งก็น่าคิดว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่สามารถทำอะไรกับสถาบันสงฆ์ เพื่อให้ดีขึ้นได้ ทั้งที่เป็นสถาบันที่ (ควรจะ) อยู่ได้ด้วยความศรัทธาของฆราวาสล้วนๆ

ครับเรื่องของวงการสงฆ์ที่ชาวพุทธต้องให้ความสนใจ ไม่ใช่มีแต่เรื่องของ “วัดพระธรรมกาย” ที่ใช้พุทธพาณิชย์สร้างธุรกิจบุญกระจายความร่ำรวยเพียงแห่งเดียวอย่างที่ใครหลายคนเชื่อ

เพราะวิธีการสร้างธุรกิจบุญอย่างวัดพระธรรมกาย ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียวแต่ยังถูกกระจายออกไปยังวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยที่กระบวนการควบคุม-ตรวจสอบกันเองของพระ ไม่รู้ไม่ชี้กับวิธีการดังกล่าว

ขณะเดียวกันขั้นตอนการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระชั้นผู้ใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ มีการติดสินบนซื้อตำแหน่งไปจนถึงมีเรื่องราวรั่วไหล ว่าพระชั้นผู้ใหญ่บางคนนำเงินที่ญาติโยมทำบุญ ไปให้ลูกหลานตัวเองทำธุรกิจใหญ่โต

โครงสร้างสังคมแบบไทยๆ ที่นับถือคนผ่านอำนาจบารมี ทำให้พระสงฆ์ที่ควรจะมีหน้าที่สอนถึงความดีงามของการมีชีวิตสงบ รวมถึงมีหน้าที่เผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธเจ้าเข้าใกล้อำนาจทางโลกมากขึ้นทุกที

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นชาวพุทธที่น่านับถือคนหนึ่งถึงกับเตือนออกมาแรงๆ ว่าคณะสงฆ์ทุกวันนี้ไม่คิดอะไร นอกจากไต่เต้าเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจเลื่อนชั้นขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่า อันเป็นวิถีเดียวกับที่ตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการ ใช้ในการก้าวหน้าในอาชีพการงาน

ยิ่งนานวันก็ยิ่งห่างไกลจากความเรียบง่าย สมถะ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าย้ำอยู่เสมอ

ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่ซุกกันอยู่ใต้พรม พุทธศาสนิกชนจำนวนมากก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับไม่สนใจปล่อยให้เป็นเรื่องของพระ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนยังอาศัยความเป็นลูกศิษย์ของพระชั้นผู้ใหญ่เพื่อเติบโตในอาชีพการงาน

กลายเป็นว่าคำสอนตามพระธรรมวินัยถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ และผ้าเหลือง กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับไต่เต้าทางการเมือง แสวงหาอำนาจที่สูงขึ้นสำหรับพระบางกลุ่ม รวมถึงกลายเป็นเครื่องมือที่ฆราวาสได้เกาะเพื่อใช้ไต่เต้าผ่านระบบอุปถัมภ์นั่นเอง

เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านการรับรู้ขององค์กรที่ปกครองคณะสงฆ์อย่าง “มหาเถรสมาคม” และผ่านการรับรู้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีอำนาจเป็นสำนักงานฝ่ายเลขาฯ ของมหาเถรสมาคมเท่านั้น

เป็นมหาเถรสมาคมเดียวกับที่เกิดขึ้นโดยหวังผลทางการเมืองจากผู้นำเผด็จการเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ภายใต้หลักคิดที่เชื่อในอาวุโสของพระและความดัง-ความใหญ่ของวัด ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกสิ่ง รวมถึงควบคุมพฤติกรรมของพระให้เข้ารูปเข้ารอยได้

ระบบการปกครองแบบอิงมหาเถรสมาคม ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากหลงใหลศรัทธาในคำนำหน้าชื่อของพระและการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม แทนที่จะศรัทธาในผ้าเหลือง ทั้งที่พระชั้นสมเด็จและพระบวชใหม่ก็ต้องถือศีลเท่ากันและก็ต้องมีวัตรปฏิบัติภายใต้ผ้าเหลืองที่เหมือนกัน

แต่แค่กรณีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชเรื่องวัดพระธรรมกายและการยืนยันไม่เข้าร่วมประชุมกับมหาเถรสมาคมของสมเด็จพระสังฆราชนานสิบกว่าปี ก็สะท้อนชัดแล้วว่าแม้แต่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของคณะสงฆ์ยังปฏิเสธระบบนี้

ในยุคแห่งการปฏิรูป ผมคิดว่าเรากำลังก้าวสู่โอกาสสำคัญที่จะย้อนกลับมาดูคณะสงฆ์ ว่าจะทำให้คนไทยมีโอกาสดูแลคณะสงฆ์อย่างไรได้บ้าง โดยยึดหลักการสำคัญว่าวัดและพระเองต้องโปร่งใสพอที่จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงต้องโปร่งใสพอที่จะแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายว่า เงินบริจาคที่ญาติโยมอุปถัมภ์ค้ำจุนนั้นถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง

ขณะเดียวกันการบิดเบือนคำสอน การใช้พุทธพาณิชย์นำหน้า รวมถึงการอิงยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อความก้าวหน้านั้นก็ควรจะต้องมีกลไกสำหรับตรวจสอบโดยฝ่ายฆราวาส ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมอย่างเดียว

ถ้ามหาเถรสมาคมหรือสำนักพุทธฯ ไม่สามารถทำได้ ก็น่าคิดนะครับว่าเราควรกำหนดที่ทางให้วัดกันใหม่หรือไม่ คิดแบบง่ายๆ ที่สุดก็คือกำหนดให้เป็น “หน่วยงานราชการ” ที่ต้องแสดงบัญชีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส และรับการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทุกปี

เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสะท้อนชัดแล้วว่าทั้งสองหน่วยงานล้มเหลว แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ รวมถึงกลายเป็นทั้งสองหน่วยงานเสียเองที่สร้างปัญหาใหม่ให้พุทธศาสนาในบ้านเราแทน

ไม่ว่าใครหรือกลุ่มใดก็แล้วแต่ ถ้าถูกอนุญาตให้ใช้อำนาจได้เกินขอบเขตและคงไว้ซึ่งสถานะพิเศษจนไม่สามารถมีใครเข้าไปตรวจสอบได้ ในที่สุดก็รอวันพังเท่านั้นแหละครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท