
ฟุตบอลกับแฟชั่น ห่างกันแค่เอื้อมมือ (1)
นักฟุตบอลคือหนึ่งอาชีพในฝันของผู้ชายทั่วโลกเพราะมันไม่ใช่คุณได้ทำตามฝันเท่านั้นแต่มันหมายถึงโอกาสต่างๆ
โดย...กองบรรณาธิการนิตยสาร แอล เมน ไทยแลนด์
นักฟุตบอลคือหนึ่งอาชีพในฝันของผู้ชายทั่วโลกเพราะมันไม่ใช่คุณได้ทำตามฝันเท่านั้นแต่มันหมายถึงโอกาสต่างๆ ที่จะเข้ามาตามชื่อเสียง(หากว่าคุณเป็นดาวเด่นได้สำเร็จ)ชื่อของตัวเองปักอยู่ด้านหลังเสื้อฟุตบอลที่ไปแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าของใครต่อใครหรือการเป็นต้นแบบทรงผมที่หนุ่มๆเซฟใส่มือถือไปเป็นตัวอย่างให้ช่างตัดผเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าเท่ และปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า นักเตะอย่าง เดวิด เบคแฮม นั้น ทำให้โลกกีฬาและโลกแฟชั่นนั้นเข้ามาใกล้กันกว่าที่เคย
The Changing of Jersey
ในอดีตเครื่องแบบของนักฟุตบอลคือหนึ่งในชุดกีฬายอดฮิตที่ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับดีไซเนอร์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วัฒนธรรมฟุตบอลจะมีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของเรา กระทั่งการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน
หากจะย้อนกลับไปสู่รากเหง้าของชุดฟุตบอล เราคงต้องว่ากันตั้งแต่ยุควิกตอเรีย ช่วงแรกเครื่องแบบของนักเตะส่วนใหญ่เป็นเสื้อสีขาวล้วนสวมกับกางเกงขายาว โดยมีหมวก ผ้าพันคอ และเข็มขัดคาดเอวสีต่างๆ เป็นเครื่องหมายที่ใช้แยกทีมคู่แข่งออกจากกัน
จนกระทั่งปี 1870 วงการกีฬาในอังกฤษเป็นที่นิยมมากขึ้น เสื้อสีพื้นหลากสีถูกใช้ในการบ่งบอกทีมของตน สนับเข่าถูกหยิบยืมมาจากกีฬาคริกเก็ตโดย Sam Weller แห่งทีมนอตติงแฮม ฟอเรสต์ เป็นคนต้นคิด ส่วนรองเท้าฟุตบอล ผู้เล่นจะยึดตะปูเข้ากับพื้นรองเท้า ก่อนที่ภายหลังจะมีกฎห้าม และได้เปลี่ยนมาเป็นสตั๊ดที่ทำจากหนังหนาๆ ในเวลาต่อมา
เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 กีฬาฟุตบอลเริ่มแผ่ขยายความนิยมไปทั่วทั้งยุโรปและส่วนอื่นของโลก ชุดของนักแข่งล้วนแล้วแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากทีมอังกฤษทั้งสิ้น เสื้อฟุตบอลที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายและผ้าวูล ถูกนำมาใช้ในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น มีคอเสื้อทั้งแบบคอกลมและปกโปโล ผ้าลายทางทั้งแนวนอนและแนวขวางถูกนำมาใช้ กางเกงถูกปรับให้สั้นขึ้น เรียกว่า Knickers ก่อนที่หลังยุค’60s จะเปลี่ยนมาเป็นชื่อคุ้นหูว่า Shorts เมื่อแต่ละทีมมีชุดทีมที่หลากหลายและมีจำนวนนักฟุตบอลมากขึ้น ตัวเลขซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยแยกแยะนักเตะแต่ละคนจึงถูกนำมาทดลองใช้ในช่วงปี 1920 แต่กลับไม่เป็นที่นิยม กระทั่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์จึงได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่
กลางศตวรรษที่ 20 ผ้าใยสังเคราะห์ถูกนำมาใช้ เพราะความเบาบางคล่องตัวที่มีมากกว่าเสื้อแบบเก่า และเสื้อแบบคอวีเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย รองเท้าหุ้มข้อแบบเก่าถูกดีไซน์ให้ขอบอยู่ต่ำกว่าข้อเท้าโดย Adidas เป็นผู้คิดค้นและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และทำให้อาดิดาสกลายเป็นผู้นำแฟชั่นของวงการฟุตบอล การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวัฒนธรรมฟุตบอลกลายเป็นหนึ่งในป๊อปคัลเจอร์ ช่วงยุค’60s เสื้อฟุตบอลที่มีโลโก้สโมสรเริ่มถูกนำออกจำหน่ายแก่แฟนบอล การแข่งขันนัดสำคัญๆ กลายเป็นพื้นที่โฆษณาสินค้า แบรนด์ชั้นนำยอมทุ่มเงินควักกระเป๋าเพื่อขอฝังโลโก้ลงไปโชว์อยู่บนเสื้อ นักเตะอย่าง “เปเล่” ได้เงินถึง 1.2 แสนเหรียญสหรัฐ เพียงแค่เขาสวมรองเท้าสตั๊ดของ Puma ลงแข่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ปี 1970
ช่วงยุค’90s กางเกงขาสั้นถูกปรับให้หลวมเพื่อความคล่องตัวขณะแข่งขัน และเสื้อฟุตบอลก็ผ่านการออกแบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เทคนิคการพิมพ์เงาและลวดลาย การเย็บ และการเล่นสีสันถูกนำมาใช้ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้นักเตะดูดีเท่านั้น มันยังเป็นดีไซน์ที่คำนึงถึงแฟนบอลที่จะต้องดูดีเมื่อซื้อไปใส่เช่นกัน สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงขั้นเคยออกแบบเสื้อทีมสีเทาในฤดูกาล 1996-1997 เพื่อให้แฟนคลับนำไปใส่กับกางเกงยีนส์ได้อย่างลงตัว เพียงแต่มันไม่ลงตัวในสนาม จน เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สั่งเปลี่ยนเสื้อระหว่างพักครึ่งในเกมกับเซาแธมป์ตัน โดยให้เหตุผลว่านักฟุตบอลไม่สามารถมองเห็นผู้ร่วมทีมในสนามได้อย่างชัดเจน
ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆ ยังคงถูกพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับนักกีฬาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมมากในวงการฟุตบอลเรื่อยมาจนถึงหนุ่มๆ ผู้หลงใหลกีฬาก็คือ เทคโนโลยี Climacool ของอาดิดาส ที่ใช้เทคนิคการทอที่ช่วยระบายความร้อน ทำให้ร่างกายนักเตะมีอุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป
นวัตกรรมของโลกปัจจุบันทำให้วงการเสื้อผ้ากีฬาเติบโตไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ในตอนหน้า (อังคารที่ 24 มี.ค.) เราจะไปสำรวจกันว่าวงการแฟชั่น วงการฟุตบอลและนักฟุตบอลในปัจจุบัน เขากำลังคิดและทำอะไรกันอยู่บ้าง
ห้ามพลาดเด็ดขาด







