
ต้องมนต์หนุ่มหน้าใส สรวิช สนธิจิรวงศ์
เห็นเป็นหนุ่มหน้าใส ลุคดูเกาหลีราวกับหลุดออกมาจากซีรี่ส์แบบนี้
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
เห็นเป็นหนุ่มหน้าใส ลุคดูเกาหลีราวกับหลุดออกมาจากซีรี่ส์แบบนี้ แต่ถ้าดูจากโปรไฟล์ตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงก้าวสู่โลกการทำงาน โจ-สรวิช สนธิจิรวงศ์ ผู้บริหารหนุ่มวัย 26 ปี ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา หากมาพร้อมความสามารถที่ครบครัน และเชื่อว่าถ้าสาวๆ ลองได้ทำความรู้จัก คงต้องหลงเสน่ห์ของเขาเป็นแน่
ปัจจุบันโจเป็นแบรนด์แมนเนเจอร์ของเดอะ ซิกเนเจอร์ แบรนด์ ซึ่งประกอบด้วย เทคโนแก๊ส (Tecnogas) จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัวบิลต์อินจากอิตาลี เทคโนพลัส (Tecnoplus) จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัวบิลต์อิน แต่ตอบโจทย์ครัวแบบไทยๆ มากขึ้น เทคโนสตาร์ (Tecnostar) จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องครัวเช่นกัน แต่ลดเกรดลงมาจากสองแบรนด์แรก เน้นเป็นอุปกรณ์เครื่องครัว แยกชิ้น เช่น ซิงก์ล้างจาน เตา และคามาร์ซิโอ (Camarcio) จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลมไอเย็น เครื่องกรองน้ำ เครื่องดูดฝุ่น
“ธุรกิจของครอบครัวครับ ซึ่งผมเพิ่งเริ่มมาทำงานได้แค่ไม่กี่เดือน เพราะก่อนนี้ผมไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Innovation Entrepreneur and Management ที่ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน และไปหาประสบการณ์ที่เชลล์ ประเทศไทย ก่อนอีกประมาณครึ่งปี พอดีคุณพ่อ (สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์) ก็เรียกตัวลูกทั้ง 3 คนให้กลับมาช่วยกันบริหารธุรกิจที่บ้านพอดี เพราะคุณพ่อซึ่งตอนนี้ท่านก็เป็นสมาชิสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะหันไปทุ่มเทให้กับงานการเมืองเต็มตัว ตอนนั้นคุณพ่อบอกว่าให้ลูกกลับมาทำงานพร้อมกันเลย ท่านจะได้สอนทีเดียว (หัวเราะ)”
ถามว่าการเป็นนักธุรกิจคืออาชีพในฝันหรือเปล่า โจบอกว่า แน่นอนเขามีความฝันตั้งแต่วัยเด็กว่าอยากเป็นนักธุรกิจ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะปักธงแห่งความฝันแล้วมุ่งหน้าไปตามทางเส้นตรง เพราะถ้าลองย้อนไปมองเส้นทางชีวิตของเขา กว่าจะถึงวันนี้เขาก็พาตัวเองมาทางลัดบ้าง ทางที่อ้อมบ้าง มีเลี้ยวออกนอกเส้นทางไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ บ้าง
โจบอกว่า เริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยการสอบตรงเข้าภาควิชาวารสารสนเทศ (เจอาร์) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเปิดรับในโครงการสอบตรงเป็นปีแรก โจบอกว่า ด้วยความที่เรียนกรุงเทพคริสเตียน ภาคอินเตอร์ มาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกเขาจึงตั้งใจจะเข้าเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ อินเตอร์ ของจุฬาฯ แต่หลังจากได้ทราบข่าวโครงการรับตรง กลับสนใจเป็นพิเศษ จนเปลี่ยนแผนชีวิตใหม่
“ตอนนั้นผมสนใจอยากเรียนด้านสื่อ ด้านโฆษณา คิดว่าน่าสนุก น่าสนใจ ตอนที่ผมตัดสินใจเข้าภาคเจอาร์ ผมไม่ได้โฟกัสที่สื่อหนังสือพิมพ์นะ แต่ผมสนใจด้านสื่อดิจิทัล ซึ่งผมมองว่าจะไปไกลมากในอนาคต ที่สำคัญผมมองว่าการเรียนด้านเจอาร์ ฝึกให้ผมคิดอะไรอย่างรอบด้าน อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ยิ่งผมเลือกวิชาโทด้านโฆษณา สองศาสตร์นี้บาลานซ์ระบบการคิดของผมได้ดีมาก เพราะขณะที่คนเรียนโฆษณาจะมีไอเดียฟุ้งมาก แต่เจอาร์ทำให้เราคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล ดึงตัวเองกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริง”
หลังจากเรียนจบปริญญาตรี โจบอกว่าเขามาช่วยงานที่บ้านช่วงหนึ่งก่อนจะไปเรียนปริญญาโท 1 ปี พอเรียนจบกลับมาก็ลองไปเข้าโครงการ Management Trainee ของเชลล์ ต้องผ่านการทดสอบ 3 ด่าน ตั้งแต่ทำข้อสอบออนไลน์ ไปสัมภาษณ์และไปสอบวัดผลกับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกอีก 10 คนในด่านการวิเคราะห์ Case Study จริงๆ สุดท้ายเขาเป็น 1 ใน 2 ที่ได้เข้าไปทำงานในแผนกการตลาด ถึงจะได้ทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในช่วงสั้นๆ แต่โจบอกว่าเขาก็เก็บประสบการณ์นั้นมาใช้ยามที่ต้องมาบริหารธุรกิจที่บ้าน โจบอกว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจครอบครัวคือเขาสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
“ผมไม่เข้าใจตรงไหน หรืออยากรู้อะไรก็ถามผู้รู้ เข้าไปดูได้ แต่ความยากคือการทำงานของเราไม่ได้มองเป้าหมายระยะสั้นให้ลุล่วงตามโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น แต่ยังต้องคิดต่อยอดธุรกิจไปด้วย เป้าหมายในอนาคต ผมอยากบริหารธุรกิจนี้ให้ดี ผมคิดเสมอว่าตัวเองโชคดี มีต้นทุนที่ดี ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ดังนั้นผมน่าจะใช้ความโชคดีนี้ต่อยอดต่อไปให้มาก
ผมมองว่าธุรกิจตอนนี้ต้องโฟกัส 4 จุดสำคัญ คือ ทีมขายต้องดี ต้องมีคุณภาพ มีนวัตกรรมที่ดี การตลาดต้องเยี่ยม และเตรียมพร้อมรับการเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งตอนนี้แบรนด์เราก็เริ่มเจาะตลาดไปตามชายแดนบ้างแล้ว”
โจบอกว่า หลักการทำงานของเขาคือ ต้องมีความกล้า รู้จักพัฒนาตัวเอง เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดจะไม่มีทางก้าวทันคนอื่น ผมเชื่อว่าการลองผิดลองถูก จะพาเราไปได้ไกลกว่าจุดที่ยืนอยู่ นอกจากชีวิตตอนนี้จะทุ่มเทให้งานเต็มที่แล้ว โจบอกว่า ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตคือการเดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิตอย่างน้อยทุก 2 เดือน
“ผมมองว่าการเดินทางเป็นการพาตัวเองหลุดออกไปจากคอมฟอร์ทโซน ออกไปจากสิ่งที่คุ้นเคย การที่เราไปต่างประเทศ ทุกอย่างรอบตัวแปลกตาไปหมด ทั้งภาษา ผู้คน บางครั้งอาจเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันแม้จะมีการวางแผนไว้ดี ซึ่งนั่นเป็นจุดที่ทำให้เรากล้า เปิดตัวเองออกไป”
นอกจากท่องเที่ยวแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมของหนุ่มหน้าใสคนนี้ คือ การเลี้ยงสุนัข โจบอกว่า อาจเป็นปมด้อยตั้งแต่เด็กที่อยากเลี้ยงสุนัขมาก แต่คุณแม่ไม่อนุญาต จนพอโตมาคุณแม่ยอมไฟเขียวให้เลี้ยง ทุกวันนี้เลยเลี้ยงทีเดียว 5 ตัวเลย
“มีคนบอกว่าหมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ ผมเห็นด้วยนะ ผมมีความสุขที่บรรยายไม่ถูกเวลาที่อยู่กับพวกมัน ผมว่าพวกมันสื่อสารกับเราได้ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ”
ผู้หญิงแบบที่ใช่...
“ผมชอบคนที่คุยกันรู้เรื่อง มีความเป็นผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่แบบมาเป็นแม่นะครับ (หัวเราะ) เขาต้องไม่ใช่คนที่ต้องการให้มีคนดูแลตลอด ผมชอบคนที่ดูดี อาจจะไม่ต้องสวยมาก แต่มีบุคลิกที่ดี ดูแล้วน่ามอง เป็นคู่คิดที่ดีของผมได้”







