
เส้นทางร่วมฝัน
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์
ในโอกาสที่เราผ่านพบกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ผมเห็นความตั้งใจของเด็กหนุ่ม แต่ก็แอบคิดในใจว่า ระหว่างความฝันของลูกชายคนกลางและความวาดหวังของผู้เป็นพ่อ สิ่งไหนจะเดินมาถึงก่อนกัน
มากไปกว่านั้น สงสัยอยู่ว่าชายหนุ่มกำลังสับสนใจในเป้าหมายที่กำลังท้าทายอยู่หรือไม่
ในค่ำคืนหนึ่ง เขาร่วมวงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตามประสาพี่ๆ น้องๆ บทสนทนาคนื นั้น ทำ ให้ผมรู้ว่าเด็กหนุ่มผ่านด่านทดสอบของชีวิตมาโชกโชนพอควรข้อดีของการรับฟังคู่สนทนาอย่างตั้งใจ บางครั้งก็ทำให้ใจเราเปิดกว้างขึ้น และก็เห็นหัวใจของอีกฝ่ายมากขึ้น
เด็กหนุ่มเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง พอมีพอกิน แต่ก็ใช่ว่าไม่ต้องหาเลี้ยงตัวเอง
ด้วยประสบการณ์ในวิชาชีพสื่อของพ่อที่รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา หากเลือกจะฝากฝังลูกชายไปทำงานด้วยคงไม่ยากแต่เขาไม่เลือกวิธีการนั้น
เด็กหนุ่มดูเป็นคนนอบน้อมถ่อมตน มีแววตามุ่งมั่นอยู่ในที แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กัน กว่าคนคนหนึ่งจะรู้ความต้องการของตัวเองมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องใช้ระยะเวลาในการค้นหา
เขาอาจเป็นคนโชคดีที่พ่อมีวิสัยทัศน์ ลูกชายจึงถูกผลักออกไปพิสูจน์โลกกว้างตั้งแต่เยาว์วัยเขาเริ่มไปฝึกงานในค่ายเพลงตั้งแต่เรียนชั้น ม.6 ด้วยวัยแค่นั้น อย่างมากก็ได้หน้าที่แจกใบสอบถาม ถ่ายเอกสาร ทำตามคำสั่งพี่ๆ ในบริษัท
กระทั่งก้าวสู่มหาวิทยาลัยผ่านปีแรกก็ได้ไปฝึกงานต่อที่สถานีวิทยุ นักศึกษาภาคโฆษณาเริ่มได้ฝึกคิดงานครีเอทีฟ คิดเกมโฆษณา ฯลฯ เขาได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น แม้จะยังเด็ก
อยู่มาก
ผ่านเข้าสู่ปีที่ 2 เด็กหนุ่มขยับไปฝึกงานรายการบันเทิงยักษ์ใหญ่ ได้ทำงานคุมเวที และอื่นๆ ต่อมาช่วงปลายภาคเรียนเลือกไปฝึกงานค่ายเพลง เริ่มได้ทำเอ็มวีดูแลเรื่องสต๊อก การกระจายสินค้าแม้จะไม่ตรงตามที่่เรียนมา แต่ก็เริ่มน่าสนใจ
นักศึกษาปี 3 ที่วันหนึ่งอาจมีโอกาสก้าวสู่วงการโฆษณา ถูกพ่อแนะนำให้ไปฝึกงานที่สถาบันนิติเวช ช่างไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เขาร่ำเรียนมาแม้แต่น้อย แต่พ่อต้องการทดสอบชีวิตอีกมิติของลูกผู้ชาย
ที่สถาบันแห่งนี้สอนให้คนเราเข้าใจคำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตายสอนให้เข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างประมาท เด็กหนุ่มได้เห็นในสิ่งที่ไม่อยากจะเห็น แต่ทุกกระบวนการที่ผ่านสายตา ทั้งการผ่าตับไตไส้พุงไปตรวจพิสูจน์สาเหตุ การเลื่อยหัวกะโหลกออกมาเป็นชิ้นๆ การเย็บศพก่อนห่อเก็บ...ช่างสลดหดหู่
แต่คุณค่าของการมีชีวิตก็ผุดลอยปรากฏเป็นภาพที่ชัดขึ้นปีสุดท้าย เขามุ่งมั่นไปฝึกงานที่เอเยนซีชื่อดัง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะงานบางชิ้นถูกนำไปใช้จริงแม้จะไม่โดดเด่นมากนักเมื่อเทียบกับมืออาชีพ
แต่แล้ววิชาโฆษณาที่ร่ำเรียนมาก็ยังไม่ใช่คำตอบลึกๆ แล้วพ่ออยากให้เขาเข้าส่วู งการสื่อ แต่ลูกชายไม่ได้เลือกเส้นทางนี้มาตั้งแต่ต้น ดีที่สุดคงต้องเริ่มฝึกงานอีกครั้ง แม้จะจบปริญญาแล้วก็ตาม
เขาถูกแนะนำให้เข้าฝึกงานข่าวที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะหัวหน้างานสั่งให้ลงสนามจริงตั้งแต่เริ่ม จากไม่มีความรู้งานข่าวมาก่อน ทุกอย่างจึงต้องนับหนึ่งใหม่ ตั้งแต่การจับประเด็น การเขียนข่าว การทำงานแข่งกับเวลา การเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ฯลฯ
การบ่มเพาะตัวเองจากการฝึกและก็ฝึกมันแทบทุกอย่างทำให้เด็กหนุ่มเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น สามารถผลิตชิ้นงานข่าวออกสู่สาธารณะได้อย่างน่าพอใจ“ผมคิดว่าเริ่มชอบแล้วครับพี่” เขาบอกความรู้สึกในอีกไม่นาน...วันที่ลูกชายได้เป็นนักข่าวตัวจริง พ่อแม่คงยิ้มด้วยความภาคภูมิ
แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางฝันของชายหนุ่มถึงจุดหมายแล้ว เขายังคงต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก นับจากนี้ยังต้องหมั่นฝึกฝน ท้าทายโจทย์ใหม่ๆ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพในวันหน้า







