
ค่ายวรรณกรรม เปิดโลกนักเขียน(ใหม่)
แววตาของเยาวชนที่จับจ้องไปยังนักเขียนใหญ่มีชื่อ แถมยังมีรางวัลซีไรต์การันตีคุณภาพของผลงานอีก
โดย...นกขุนทอง ภาพ... สกลวรรษ แซ่ลี้
แววตาของเยาวชนที่จับจ้องไปยังนักเขียนใหญ่มีชื่อ แถมยังมีรางวัลซีไรต์การันตีคุณภาพของผลงานอีก
แววตาหลายคู่นั้นบ่งบอกได้หลายอย่าง ชื่นชม ค้นหาความหมาย ประกายตามีพลังแห่งความฝัน...
ในวันนี้เมื่อเราได้มาใคร่ครวญถึงค่ายวรรณกรรม หรือค่ายนักเขียน ที่เป็นอีกหนึ่งฐานที่จะส่งต่อให้เยาวชนก้าวไปสู่คำว่า “นักเขียน” นั้น ในบ้านเมืองเรามีมากพอ(ไหม) และมันสำคัญพอ ที่ควรมี และผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหันมาให้ความสนใจและผลักดันหรือไม่
อาชีพ “นักเขียน” ก็มีในโลก
น้อยนักที่เด็กจะยกมือบอกว่า อยากเป็นนักเขียน ร้ายถึงขั้นเข้าใจว่า นักเขียน คือ คนเขียนป้ายโฆษณาตามข้างทางนั้นหรือ เป็นตลกร้ายที่เหล่านักเขียนมักพูดให้ขำทว่าขมขื่นในความรู้สึก
“วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง” นักเขียนสารคดี อีกหนึ่งบทบาทที่เขาทำควบคู่ไปกับการเขียน นั้นคือ เป็นวิทยากร
“สิ่งที่ผมทำอยู่นี้คล้ายช่วยงานครูแนะแนว ไปบอกกับเด็กๆ ว่า ยังมีอาชีพนักเขียนอยู่บนโลกนี้นะ เด็กวัยมัธยมไม่รู้หรอกว่าเขาฝันอยากเป็นอาชีพนักเขียน มีอาชีพนักเขียนให้เขาเลือกอยู่นะ อีกอย่างทำให้คนรู้จักโลกหนังสือ สร้างนักอ่าน คนเราไม่สามารถสอนให้เขียนเป็นได้ใน 2-3 วัน บางคนเป็นนักเขียนไม่ได้ ไม่อยากเป็น แต่เรื่องของการอ่านจะติดตัวเขาไป ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลบวกต่อเขาแน่ๆ เป็นช่องทางหนึ่ง ในการสร้างบรรยากาศการอ่านการเขียนผ่านค่าย”
แม้ว่าอาชีพนักเขียนจะไม่ติดท็อปเทนอาชีพในฝัน แต่ใช่ว่าจะแล้งไร้ซึ่งคนสนใจ หากแต่ทุกอาชีพใช่ว่าจะเป็นกันได้ง่ายๆ
“ผมหัดเขียนสารคดีเมื่อปี 2539 เขียนอยู่ 5 ปี ถึงเริ่มเขียนเป็น สมัยผม ผมหัดเอง ไม่ได้มีโอกาสเข้าค่ายวรรณกรรม เมื่อผมมารับเป็นครูเป็นวิทยากร ผมคิดแบบนี้ การเขียนสารคดีถ้ามี 10 ขั้น มันมีหลักเกณฑ์เบื้องต้น อยู่ 3-4 ขั้น ซึ่งส่วนนี้แหละเราหัดอยู่ 5 ปี มันใช้เวลา เสียเวลา ผมก็เอาหลักการตรงนี้แหละไปบอกนักเขียนใหม่ เขาจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาถึง 5 ปีอย่างเรา เพราะขั้นอื่นนั้นอยู่ที่ตัวเขา ความ
มุ่งมั่น ความฝึกฝน ทักษะ จินตนาการ”
ยุคสมัยนี้เยาวชนมักหมกตัวอยู่ในห้อง ก้มหน้าจิ้มจอโทรศัพท์หนังสือ การเปิดประตูออกมาสู่ค่ายวรรณกรรม เป็นทั้งส่วนเติมและส่วนต้าน ในการนำเยาวชนออกมาสู่โลก
วีระศักดิ์ มองว่า “การที่เรานำเด็กมาสู่โลกการอ่านการเขียน มันต้านพวกจิ้มจอไปในตัว การอ่านหนังสือดีกว่าจิ้มจอ เล่นเกม ด้านส่วนเสริม แม้ไม่เป็นนักเขียนอาชีพ แต่เขียนหนังสือเป็นก็สามารถเขียนลงเฟซบุ๊กให้สนุกขึ้นได้ ผมสอนเด็กในโรงเรียนแบบนี้ ไม่ได้สอนให้เป็นนักเขียน แต่สอนให้เขียนเป็น ถ้าเราเขียนให้กระชับ มีสุนทรโวหาร ฝึกถ่ายทอดความคิด อธิบายสิ่งที่เห็นให้คนอื่นเข้าใจได้ เรื่องเราก็อ่านสนุก คนก็เข้ามากดไลค์”
“วัชระ สัจจะสารสิน” นักเขียนซีไรต์ปี 2551 ได้ให้ความเห็นถึงค่ายวรรณกรรมในเมืองไทยว่า ยังมีน้อย จะมีก็เพียงในสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นค่ายปิด และก็จัดขึ้นบ้างหยุดบ้าง หรือกิจกรรมพิเศษของบริษัทเอกชนที่ทำแบบ ซีเอสอาร์ คืนกำไรสู่สังคม ซึ่งก็ยังมีน้อยที่จะมุ่งเน้นมาในด้านการจัดค่ายนักเขียน ส่วนค่ายวรรณกรรมระดับชาตินั้นยังไม่มีให้เห็น
“ค่ายนักเขียนไม่ได้จัดง่ายๆ คนจัดค่ายต้องมีบารมี มีคอนเนกชั่น เข้าใจถึงงานเขียน อย่างค่ายวรรณกรรมสัญจร อาจารย์ไพฑูรย์ ธัญญา เป็นคนจัด เป็นทั้งอาจารย์เป็นทั้งนักเขียนก็สามารถถ่ายทอดจัดกิจกรรมได้ตรงวัตถุประสงค์ ค่ายนี้จะแตกต่างจากค่ายอื่นตรงที่ว่า สืบเนื่องมายาวนาน พอสืบเนื่องมาตลอด ก็มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะมาช่วยกันทุกปี แตกต่างจากค่ายอื่น พอมีรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์กลับมาก็เป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ได้
ผมมองว่าอาชีพนักเขียน คนเขียนหนังสือไม่ได้เกิดปุบปับ อย่างมาค่ายครั้งเดียวเป็นนักเขียนได้เลย เราไม่ใช่การขายตรง มันต้องมีการบ่มเพาะข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นนักเขียนต้องใช้เวลา ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ดูขัดแย้งกับสังคมปัจจุบันที่ได้อะไรมาง่ายๆ แต่แน่นอนว่าการมาค่ายครั้งเดียวสามารถได้แรงบันดาลใจกลับไปได้รับการแนะนำจากวิทยากร แต่ที่สำคัญเราเอาไปต่อยอด ไปพัฒนาต่อ มีใจมุ่งมั่นจริงๆ ต้องพยายาม เป็นการฝึกฝนด้วย”
จุดประกายฝัน ต่อแรงบันดาลใจ
มีกิจกรรมมากมายนับร้อยพันที่เยาวชนไทยให้ความสนใจ แต่เมื่อมองย้อนดูแล้ว กิจกรรมที่เกี่ยวกับการอ่าน-เขียน ดูจะนับจำนวนเด็กได้ที่สมัครใจมา
“เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์” กวีซีไรต์ ปี 2547 กล่าวไว้ในค่ายวรรณกรรมสัญจร ของชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ว่า
“ผมได้มาเห็นน้องๆ ที่มีไฟ มีแรงกระตือรือร้น ผมมานี้ไม่รู้จะมาช่วยน้องๆ ให้เป็นนักเขียนได้ไหม แต่น้องๆ ช่วยผม แรงพลังของน้องๆ กระตุ้นจิตใจ ทำให้เราอยากทำงาน นี้คือความประทับใจที่ไม่ลืมค่ายนี้ น้องๆ แต่ละคนมีความฝัน มีความอยากที่จะเขียน หรือกลับจากค่ายอยากอ่านหนังสือมากขึ้น ผมว่าการมาค่ายประสบความสำเร็จไปแล้วหลายส่วน
มองย้อนกลับไปในวัยหนุ่มผมไม่มีเจอนักเขียน ไม่เคยเข้าค่ายวรรณกรรม ซึ่งกาลเวลาต่อมาผมก็ได้มีโอกาสพูดถึงน้องๆ ที่เป็นผลิตผลของค่ายนี้ ผมเฝ้ามองน้องๆ ที่มุ่งมั่นก้าวเดินในวงวรรณกรรม อย่าง โขงรัก คำไพโรจน์ ประยูร หงษาธร อีกหลายคนที่ผมเห็นงานตามหนังสือต่างๆ เราติดตามมาตลอด เมื่อยุคสมัยของผมหมดไป คนพวกนี้จะมาแทนที่ น้องๆ ในที่นี้เหมือนกัน มีความรักการอ่านเขียน ร้อยคนออกไปตั้งใจเขียนสักสองคนงานค่ายก็ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อเช่นนั้น”
ด้านนิสิตที่มาเข้าค่ายวรรณกรรมสัญจร “สุพรรณษา ศรีพันดอน” นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เล่าความรู้สึกว่า
“มาร่วมค่ายครั้งที่ 2 แล้ว ตอนแรกชอบกิจกรรมเดินป่า เพราะไม่คิดว่าตัวเองเขียนหนังสือได้ ครั้งแรกเลือกอยู่กลุ่มเขียนเพลง อาจารย์วสุ ห้าวหาญ เป็นวิทยากร ให้คำแนะนำว่า ใช้ภาษาดี แต่งเพลงแบบลูกทุ่งสมัยเก่า ตอนนั้นหนูคิดว่า เราทำได้ด้วยเหรอ ก่อนมาค่ายไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่เคยลองเขียน เลยคิดว่าตัวเองเขียนไม่ได้ พอมาเข้าค่ายครั้งที่สอง หนูเลือกอยู่กลุ่มการเขียนเพื่อการสื่อสาร อยากเปรียบเทียบด้วยว่าสองอย่างนี้เราชอบอะไรมากกว่ากัน หนูคิดว่าการเข้าค่ายวรรณกรรมสัญจรทำให้เราปรับโฟกัสให้ชัดเจนขึ้นกับตัวเอง คิดว่าเราชอบจริงไหม ที่เราไม่เคยทำ เราอาจทำได้และทำได้ดีด้วย”
ด้านเพื่อนร่วมชั้น “พีระพงษ์ มณีวงษ์” บอกว่า “ผมเรียนสายวิทย์มาตลอด ไม่เคยมาค่ายนักเขียน พอมาค่ายวรรณกรรมสัญจรทำให้เราได้ฝึกความกล้า กล้าแสดงออก กล้าคิด ทั้งได้รับคำแนะนำจากวิทยากร และรุ่นพี่ที่มาร่วมค่าย รุ่นพี่ก็เป็นตัวอย่าง เป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำให้ได้อย่างรุ่นพี่”
สำหรับ “ศักดิ์สิริ มีสมสืบ” กวีซีไรต์ปี 2535 กล่าวถึงงานค่ายในฐานะวิทยากรว่า “เป็นชีวิตของเขา เขาเติบโตได้ ส่วนเราเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ทุกคนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดูเหมือนว่า เรามาสอนเขา แต่จริงๆ เราเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมหนึ่ง เราเป็นเพียงครูคนหนึ่ง ขณะเดียวกัน ครูคนสำคัญอยู่ในตัวเขา การเติบโตก็เป็นวิถีของเขา การเดินก็เดินด้วยขาของเขา เขาต้องก้าวด้วยเท้าของเขาเอง”
เส้นทางสู่ “นักเขียน” ไม่ได้สั้น หากแต่ระหว่างนั้นมีค่ายวรรณกรรม ที่ช่วยเป็นพลังให้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย มีพี่ๆ มีครู มีวิทยากร คอยประคับประคองสนับสนุน หากใครยังไม่เคยสัมผัสความรู้สึกของชาวค่ายวรรณกรรม ลองมองหา แล้วเดินเข้าไป ไม่แน่เมื่อคุณกลับออกมา โลกของคุณจะเปลี่ยนไป...
23 ปี ค่ายวรรณกรรมสัญจร
โดย...ชลันลิน สีมาตย์
“อาจเป็นเพราะผมเป็นนักเขียนและเป็นครูสอนวรรณกรรม และการเป็นนักเขียนนั้นกระมัง ที่ทำให้เกิดความคิดที่จะจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง เพื่อให้นิสิตที่เป็นคนหนุ่มสาวได้พบปะนักเขียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้และ
ประสบการณ์ในการเขียน การอ่าน การวิจารณ์ และที่สำคัญคือ ได้สร้างแรงบันดาลใจในการหันมาสนใจงานวรรณกรรม จะเป็นผู้อ่านที่ดี หรือริจะเขียนหนังสือก็ไม่ว่ากัน และนี่เองคือที่มาของโครงการวรรณกรรมสัญจร”
ข้อความนี้ได้ถูกบอกเล่าจากปากของผู้ก่อตั้งชมรมวรรณศิลป์ นั้นคือ “ไพฑูรย์ ธัญญา” กวีซีไรต์ ปี 2530จากเรื่องสั้น “ก่อกองทราย” หรือ “ผศ.ดร.ธัญญาสังขพันธานนท์” อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและ
ภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สมุดค่ายของทุกปีจึงได้บันทึกย้อนรอยเก่าเล่าเรื่องค่ายนี้ไว้ เพื่อส่งเจตนารมณ์ให้สมาชิกค่ายได้ทราบถึงแก่นแท้ของการจัดทำค่ายวรรณกรรมสัญจรขึ้นมา
ค่ายวรรณกรรมสัญจร จัดโดย ชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดเป็นค่ายวรรณกรรมที่มีอายุนานที่สุด ถึงปีนี้เดินทางมาสู่ครั้งที่ 23 และเป็นค่ายที่มีนักเขียนระดับชั้นครูเข้าร่วมเป็นวิทยากรมากที่สุดในบรรดาค่ายที่ไม่ได้มีการพาณิชย์นำทางทั้งนี้เมื่อปี 2557 ได้รับรางวัลจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นองค์กรที่มีคุณูปการต่อวงการภาษาไทยหรือภาษาถิ่น







