posttoday
โปรดติดตามตอนต่อไป

โปรดติดตามตอนต่อไป

20 มิถุนายน 2553

ระยะหลังจึงกลายเป็น “แพตเทิร์น” ก่อนเข้าสู่หัวข้อสนทนาล่อแหลม ด้วยการออกตัวประกาศตนว่าไม่ได้อยู่ “สีไหน” หรือ “ฝ่ายใด” ทำนองว่า “พูดตรงๆ เลยนะ ไม่ได้อยู่สีไหนนะ”

ระยะหลังจึงกลายเป็น “แพตเทิร์น” ก่อนเข้าสู่หัวข้อสนทนาล่อแหลม ด้วยการออกตัวประกาศตนว่าไม่ได้อยู่ “สีไหน” หรือ “ฝ่ายใด” ทำนองว่า “พูดตรงๆ เลยนะ ไม่ได้อยู่สีไหนนะ”

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

ได้กระแสฟุตบอลโลกมาช่วยเบรกอารมณ์ ปัญหาค้างคาประเทศจึงพลอยได้อานิสงส์ “ทุเลา” แบบทันตาเห็น ต่างจากออกอาการ “ร่อแร่” ที่สะท้อนให้เห็นว่ายืดเยื้อมานาน แม้อาการ “ทุเลา” ที่ว่า จะไม่ต่างไปจากฤทธิ์มอร์ฟีน ให้ลืมเจ็บลืมทุกข์กันชั่วคราว รอวันกลับมาเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้ายกันใหม่

หัวข้อสนทนาวันนี้ จึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเรื่องผลคะแนน ฟอร์มการเล่น โปรแกรมการแข่งขัน วิเคราะห์คาดการณ์ทีมแชมป์ ไปจนถึงการพนันขันต่อ

หลุดพ้นจากหัวข้อสนทนาเดิมที่วนเวียนมานานหลายเดือน โดยเฉพาะคำถามยอดฮิต จบยัง? จบจริงหรือ? มีเผาอีกไหม? จะจับได้ไหม? ปรองดองได้จริงหรือ? รัฐบาลอยู่ได้หรือ? ฯลฯ

คำถามประเภทนี้ ลำพังแค่จะตอบก็ยากเกินหยั่งรู้แล้ว... ไหนจะต้องคอยระมัดระวังคำพูดไม่ให้ถูกนำไปตีความเข้าใจผิดว่า ฝักใฝ่กลุ่มนู้น แอบอิงสีนี้ อย่างที่คนบางกลุ่มพยายามถีบคนที่มีความเห็นตรงข้ามออกไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตนเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป

ระยะหลังจึงกลายเป็น “แพตเทิร์น” ก่อนเข้าสู่หัวข้อสนทนาล่อแหลม ด้วยการออกตัวประกาศตนว่าไม่ได้อยู่ “สีไหน” หรือ “ฝ่ายใด” ทำนองว่า “พูดตรงๆ เลยนะ ไม่ได้อยู่สีไหนนะ” หรือ “มองจากคนตรงกลางไม่ได้เข้าข้างสีไหนเลยนะ” จึงเป็นคำพูดที่ “คุ้นชิน” จนน่ารำคาญ

ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยความ “บริสุทธิ์ใจ” ในการพูดคุย หรือจะเป็นเพียงการสร้างเกาะกำบังเบื้องต้นให้คู่สนทนาสบายใจ ไม่เคลือบแคลงในเนื้อหาสาระที่พูดกัน แม้สุดท้ายจะปรากฏชัดผ่านคำพูดว่าประกาศตัวเลือกข้างชัดเจน

ราวกับ “นักมวย” ที่ต้องโชว์ลีลา “ไหว้ครู” ก่อนฟาดฟันกันบนสังเวียน นอกจากการวอร์มอัพ ป้องกันการ “ตื่นเวที” พ่วงไปกับการแสดงความเคารพถึงครูบาอาจารย์ที่สอนมวยมาให้แล้ว

อีกด้านหนึ่ง ลีลาผ่านท่วงท่าบท “ไหว้ครู” ยังเป็นการประกาศตัวว่าเป็นศิษย์สำนักไหน “ทางมวย” เป็นอย่างไรดุเดือด...สุขุม...บุก...รับ...หรือ “ไม้ตาย” ของสำนักคืออะไร คนดูและคู่ต่อสู้จะได้รู้ที่มาที่ไป แบบไม่ต้องอาศัยสีเสื้อคอยประกาศตัวตน

ยิ่งในยุคนี้ที่ “พลังสังคม” กำลังเบ่งบานออกมาประกาศตัว แสดงจุดยืนต่อสถานการณ์บ้านเมือง โดยใช้ “สี” มาเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม เปิดทางเลือกใหม่ให้เห็นว่าพลังประชาชนไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่ 2 สี ถ้าไม่อยู่สีนี้ก็ต้องถูกกันให้ไปอยู่อีกสีหนึ่ง

ชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงหนังญี่ปุ่นประเภทขบวนการพิทักษ์โลกในตระกูลเรนเจอร์ทั้งหลาย กับพล็อตเรื่องที่ไม่มีอะไรมากนอกจากให้ตัวเองทั้ง 5 ตัว 5 สี ออกมาปราบคนโกง ปราบสัตว์ประหลาด โดยอาศัย “จุดเด่น” ของตัวเอกแต่ละสีมาช่วยแก้ปัญหา ที่เด็กชอบยึดมาเล่นเลียนแบบกับเพื่อนๆ

ปัญหาอยู่ตรงที่ตัวหัวหน้า (สีอะไรจำไม่ได้) จะถูกรุมแย่งกันเป็น แต่สำหรับสีชมพูจะมีแต่เกี่ยงกันไม่ยอมเป็น เพราะในเรื่องเป็นผู้หญิง แถมท่าตอนแปลงร่างจะไม่เท่เหมือนสีอื่นๆ
แต่สุดท้าย...ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อไปได้ ต้องมีคนยอมเสียสละ แม้หลายครั้งจะต้องพึ่งพาการตัดสินแบบเด็กๆ ด้วยการ “โอน้อยออก” ซึ่งแน่นอนคนเสียสละต้องมีทั้งผิดหวั

เสียดาย แต่ก็ต้องยอมรับกติกา ไม่คิดต่อรอง หรือคิดแก้กติกา หรือถอนตัวแล้วมาขัดขวางการเล่นของคนอื่น

เมื่อบทเรียนสำคัญจากหนังสอนให้รู้ว่าวันใดที่ตัวเอกทั้ง 5 ตัว ไม่ร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว การผนึกกำลังแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ทรงพลัง ไปปราบสัตว์ประหลาดก็จะไม่สามารถเกิดขึ้น หลายต่อหลายครั้ง “หนัง” มักจะทิ้งปมสำคัญแบบชวนให้ติดตาม ว่าพระเอกที่กำลังเพลี่ยงพล้ำจะกลับมา|ชนะอธรรมได้หรือไม่ ก่อนจบตอนไปแบบมีชั้นเชิง ทิ้งไว้เพียงตัวอักษรญี่ปุ่น 3 ตัว  มุมจอชวนให้ติดตามตอนต่อไป

แน่นอนว่าในหนัง อย่างไรเสียธรรมะก็ต้องชนะอธรรม บ้านเมืองที่สัตว์ประหลาดพังทลาย เผาไหม้เป็นตอตะโกไปเมื่อตอนที่แล้ว กลับมาตอนใหม่ก็|กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น

ทว่า ในชีวิตจริงไม่ใช่หนัง...ซากความเสียหายจากการเผาบ้านเผาเมือง ยังคอยประจานตอกย้ำความขัดแย้งรุนแรงในประเทศ

ผ่านมา 1 เดือนพอดิบพอดีกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่ราชประสงค์ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมหลายคนอยู่ระหว่างการถูกควบคุมตัวดำเนินคดี

รัฐบาลกำลังจะเดินหน้า “เยียวยา” สร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้น

หลายคนไม่เชื่อน้ำยา ว่าลำพังแค่การตั้งคณะกรรมการสารพัดชุดมาสะสางความวุ่นวายจะแก้ปัญหายุ่งเหยิงได้ เพราะแค่กรรมการสืบหาข้อเท็จจริง แก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปประเทศ ฯลฯ ซึ่งพอเริ่มปรากฏชื่อกรรมการหลายคนถูกตั้งแง่ไม่ยอมรับจากอีกฝ่าย

ดังนั้น การจะตั้งความหวังกับกระบวนการเหล่านี้อย่างเดียวคงอาจไม่เพียงพอ

ไม่ต้องพูดถึงการจะคาดหวังจากฝั่งการเมืองให้มาช่วยสะสางความขัดแย้ง เมื่อทุกวันนี้ต่างฝ่ายต่างพาตัวเองเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งแบบเต็มตัวจนสภาผู้แทนราษฎรกลายเป็นอีกสมรภูมิ

ที่เร่งเร้าให้ความแตกแยกรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น แทนการหาทางแก้ปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น

จะหวังพึ่ง “สภาสูง” ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ ลำพังปัญหาความแตกแยกในกลุ่ม สว. เองยังแตกแยกแบ่งฝ่ายกันเป็นสองกลุ่มชัดเจน ทั้งการประชุม การมีความเห็นหาทางออกให้กับสังคม จนยากจะเชื่อใจให้ไปแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ

นาทีนี้จึงชวนให้นึกถึงคำพูด พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถ่ายทอดต่อมายังคนใกล้ชิดทายาทการเมืองว่า

“การเมืองให้หมดเป็นยกๆ” คือ ตัดสินใจอะไรแล้วก็ให้จบไป ไม่คิดแค้น ไม่ผูกบรรยากาศเจ็บใจไม่รู้จบ

แน่นอนว่าการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้กลับคืนมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือน “กระชับพื้นที่” หรือ “ขอคืนพื้นที่” ที่สำคัญไม่ใช่หน้าที่เฉพาะของรัฐบาล หรือ ศอฉ. เท่านั้น แต่เป็นของทุกฝักทุกฝ่ายในสังคมต้องร่วมมือร่วมใจ อาสาเป็นตัวหนึ่งในขบวนการพิทักษ์ประเทศ ร่วมต่อสู้กับสัตว์ประหลาดวายร้าย และไม่ว่าจะได้รับบทบาทเป็นตัวไหนก็ต้องเต็มใจเพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไป

ถ้าเปรียบเป็นหนังตระกูลขบวนการเรนเจอร์ ก็คงจบตอนที่แล้วไปด้วยฉากสลายการชุมนุม และเข้ามอบตัวของแกนนำเพื่อสู้คดี

แต่ในชีวิตหนังเรื่องนี้ยังไม่น่าจะจบลงง่ายๆ คงได้แต่ต้องรอดูว่า คนในประเทศนี้จะเลือกตัดสินใจเข้ามาร่วมขบวนการเรนเจอร์ ต่อสู้กับเหล่าอธรรม ปกป้องประเทศกันมากน้อยแค่ไหน และผลสรุปสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

ถ้าเป็นหนังขบวนการเรนเจอร์ก็ต้องจบกันแบบ โปรดติดตามตอนต่อไป 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท