
ณัฐวรนัชย์ เลอกีรติกุล จำกัดความดิฉันว่า...ผู้หญิงข้ามเพศ
“...รู้ตัวเมื่อไรว่า ไม่ใช่ผู้ชาย...?” ณัฐวรนัชย์ เลอกีรติกุล ตอบด้วยน้ำเสียงต่ำห้าว
โดย...ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
“...รู้ตัวเมื่อไรว่า ไม่ใช่ผู้ชาย...?” ณัฐวรนัชย์ เลอกีรติกุล ตอบด้วยน้ำเสียงต่ำห้าว โดยไม่พยายามดัดให้ดูงามหวานแหลมอะไร สาวหน้าสวยใบหน้าคมคายน่ามองน่าค้นหาบอกว่า ตั้งแต่จำความได้ก็รู้สึกแปลกแยกจากเด็กผู้ชายคนอื่นมาตลอด ไม่ชอบเล่นกับเด็กผู้ชาย ชอบเล่นกับเด็กผู้หญิงมากกว่า ที่จำได้แม่นๆ เลย คือช่วงอนุบาล ในวันหยุดพ่อแม่จะพาเราไปอยู่บ้านย่า ก็จะชอบเอาเสื้อคอกระเช้าของย่ามาใส่ ชายเสื้อมันจะยาวคลุมเข่า เหมือนใส่เดรสเหมือนใส่กระโปรง ตอนนั้นก็มีความสุขดี จนเริ่มเข้าประถม สังคมก็เริ่มตีกรอบโดนเพื่อนล้อว่า ตุ๊ดๆ ถึงได้รู้ว่า อ่อ... ที่เราเป็นเขาเรียกว่า ตุ๊ด กะเทย หรอกหรือ? เราไม่เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่น แต่ก็ไม่ใช่เด็กผู้หญิงด้วย???
...เป็นกะเทย เกย์ ตุ๊ด รู้สึกอย่างไรกับคำพวกนี้ แล้วถ้าให้เลือกจะใช้คำไหน...? เออีฟรีแลนซ์เวิร์กกิ้งเกิร์ล วัย 25 ปียิ้มบางๆ น้อยๆ ก่อนตอบด้วยโทนเสียงไม่หวานเช่นเดิม
“ตามตัวเลือกที่ให้มาตอบว่า เป็นกะเทย ก็เป็นคำที่สังคมบัญญัติขึ้นมาเพื่อจำแนกประเภทเพื่อความเข้าใจนะคะ ขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียง อารมณ์ร่วม ในการใช้มากกว่า แต่ส่วนตัวจะรู้สึกว่า คำว่ากะเทย ยังพอจะสุภาพ ตุ๊ด ตุ๊ดนี่ส่วนใหญ่ใช้เรียกจิกด่ากันเสียมากกว่านะคะ อีตุ๊ด อีตุ๊ด อะไรทำนองนี้
ยินดีกับคำว่า ผู้หญิงข้ามเพศ ค่ะ ตามคำจำกัดความ เราเป็นผู้หญิงที่เกิดมาในร่างกายผู้ชาย สปิริตที่ถูกต้องในแพลตฟอร์มที่ผิดพลาด จิตใจเราไม่มีปัญหา ที่มีปัญหาคือร่างกายที่ไม่ตรงกับจิตวิญญาณของเรา” ณัฐวรนัชย์ บอกการเปิดหมดใจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกวันนี้สังคมเปิดกว้างดีพอแล้ว
แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องฝ่าฟันของคนข้ามเพศ ก็คือความรู้สึกพ่อแม่ และเคสของเธอคือพ่อ ซึ่งเข้าใจในชุดความคิด ใน Mentality ของผู้ชายยุคนั้นที่ย่อมเป็นไปตามสังคมรอบตัวเขา
“ข้อนี้ดราม่าหน่อย เอาจริงๆ คือ ก็เหมือนท่านจะรู้มานานละค่ะ รู้มาตลอดตั้งแต่เราเด็กๆ ก็เลี้ยงเรามากับมือ ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน ต้องรู้พฤติกรรมลูกอยู่แล้ว ว่าไม่เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ แต่เหตุการณ์สำคัญที่ป๊าพูดออกมาเลยว่ารับรู้ คือ ป.6 เพื่อนผู้ชายเขียนจดหมายรักประสาเด็กๆ มาให้ (เห็นไหมว่ามีความเป็นผู้หญิงมาแต่เด็ก 555) แล้วเราก็ลืมใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงนักเรียน พอแม่เอาผ้าไปซัก ก็ตามวิถีแม่บ้านเนาะ ต้องตรวจเอาของในกระเป๋าเสื้อผ้าออกก่อนโยนผ้าลงเครื่อง ก็เจอจดหมาย ลงชื่อ จอร์จ
ชัดเจนเลย (โอ้วววว ไม่น่าพลาดเลยซาราห์) จดหมายรักจากผู้ชาย ป๊าก็เรียกไปคุยเลย ส่วนแม่นี่นั่งเงียบ บรรยากาศมาคุมากกกกก ตึงเครียดที่สุด ใจความสำคัญในวันนั้นที่ป๊าสื่อสารกับเราคือ “ผิดหวังมาก รับไม่ได้ ให้เลิกซะ!!!” เราก็ร้องไห้อย่างเดียว ไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ว่า รับปากเขาไปก็ทำไม่ได้หรอก จะเลิกได้ยังไง ก็เป็นแบบนี้ ทั้งกลัวทั้งเสียใจว่าป๊าจะไม่รัก
หลังจากวันนั้นที่เจอจดหมาย ก็เหมือนจะเป็นวันสุดท้ายเลยที่เราคุยกันดีๆ ช่วงหลังจากนั้น บรรยากาศในบ้านแย่มาก อึดอัดไปหมด และที่น่าเศร้าคือ หลังจากนั้นไม่ถึงปี ป๊าประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต ซึ่งก่อนเกิดอุบัติเหตุไม่นาน ป๊ามีท่าทีอ่อนลงบ้าง เริ่มพาไปเที่ยวห้าง กินข้าว เหมือนอย่างที่เคยทำก่อนเจอจดหมายบ้าง แต่ป๊าก็ไม่เคยพูดออกมาว่า “ไม่เป็นไรนะ...” หรืออะไรอื่นๆ ที่จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายลงเลย ก็น่าเสียดายที่ต้องจากกัน ทั้งที่ยังเหมือนมีปมค้างคาในใจ
สำหรับแม่ ดิฉันรู้เลยว่าแม่รับได้มาตลอด แค่ไม่อาจสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าได้ เพราะป๊า แม่เคยเล่าให้ฟังว่า แม่เองก็อาจมีส่วนในความเป็นเรา ตอนเรายังเป็นเด็กเล็กๆ แม่ไม่ชอบให้เราเล่นกับเด็กผู้ชาย เพราะเด็กผู้ชายเกเร ชอบแกล้ง แม่ก็จับเราให้มาเล่นกับเด็กผู้หญิง ตอนเรียนอนุบาล จะมีนอนพักกลางวัน แม่ก็สั่งครูไว้ ให้แยกเรามานอนกับเด็กผู้หญิง เพราะเด็กผู้ชายเขาจะเล่นกัน ไม่นอน
คือถ้ากับแม่ เราไม่มีอะไรค้างคาในใจในความเป็นเรา และรู้ว่าแม่รักเรา แม่เองก็เสียชีวิตหลังจากป๊าประสบอุบัติเหตุแค่หกเดือน ช่วงก่อนนั้นแม่ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวอยู่ก่อนแล้ว พอเสียป๊า ท่านก็เลยหมดกำลังใจ อาการทรุดลงจนท่านไม่ไหว จดหมายฉบับสุดท้ายที่ท่านเขียนทิ้งไว้ก่อนสิ้นลม คือ อยากให้ดิฉันได้ทำและได้เป็นในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากเป็น ส่วนป๊า คือก็รู้นะว่าเขาก็รัก ไม่ใช่ไม่รัก แต่ก็เข้าใจในความผิดพลาดในการแสดงออกของเขา
หลังจากพ่อแม่เสียทั้งคู่ ดิฉันกับน้องชายไปอยู่กับย่า ทำอย่างไรให้ย่ายอมรับหรือคะ??? คือ ย่าก็ไม่เคย ตำหนิอะไรในความเป็นเราเลยค่ะ ดิฉันก็เรียนหนังสือรับผิดชอบในหน้าที่ เอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ (เกษตรศาสตร์) ตามนิยามของเด็กที่ดีในสมัยนั้น ย่าไม่เคยสร้างบรรยากาศของความเป็นชายขอบในเรื่องเพศให้เลยค่ะ และค่อนข้างให้อิสระในการคิด การตัดสินใจ ในช่วงชีวิตวัยรุ่นอย่างค่อนข้างเปิดกว้างเลยเริ่มซื้อเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ ก็ตอนอยู่กับย่านี่แหละ กระโปรงตัวแรก ที่ไม่ใช่กระโปรงนิสิต ก็เป็นของย่า เป็นกระโปรงยาวคลุมเข่าฮิปปี้ลายลูกน้ำที่ย่าเคยใส่สมัยสาวๆ วินเทจมาก”
ถึงแม้สองคนรักที่สุดจะจากไป แต่แน่นอนว่าชีวิตไม่มีคำว่าโดดเดี่ยวสำหรับหญิงสาวข้ามเพศวัยเยาว์หน้าตาดี ณัฐวรนัชย์ บอกว่าตอนนี้เธอมีคู่คิด เธอแตะจอโทรศัพท์โชว์ทั้งอาชีพการงานเชฟร้านอาหารดังและหน้าตาก็ใช้ได้เลย คบกันมา 3 ปีแล้ว...
“ในเคสผู้หญิงข้ามเพศ รูปแบบลักษณะมาทางคู่รักเพศตรงข้ามมากกว่าค่ะ แล้วผู้ชายมีรสนิยมหรือความรู้สึกให้กับผู้หญิงข้ามเพศได้นี่นะคะ ดิฉันมองว่าเขาต้องเห็นเราในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เขามองเห็นว่าเราสวยงามในแบบเฟมินิสต์ ในที่นี้ยังไม่รวม ไบเซ็กชวล ซึ่งรักได้ทั้งสองเพศ หรือผู้ที่มีความลื่นไหลและรสนิยมทางเพศต่างหาก แฟนดิฉันคือผู้ชายที่ชอบผู้หญิงมาตลอด เพราะก่อนหน้านั้นก็ใช้ชีวิตคู่ มีลูกติดมา 1 คน (หัวเราะ) พ่อม่ายลูกติดค่ะ เคยถามเขาค่ะว่าทำไมเลือกเรา? เขาก็บอกอยู่ด้วยแล้วสบายใจดี อบอุ่นพูดคุยกันรู้เรื่อง”
เมื่อถามเรื่องความสำคัญของเรื่องเซ็กซ์ ณัฐวรนัชย์ บอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า ถ้าคุณกล้าถาม ดิฉันก็กล้าตอบ
“ก็ไม่มีปัญหาเพราะว่าเขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อนตลอดเวลา (หัวเราะ) เพศสภาพดิฉันไม่ใช่ปัญหาเรื่องนี้เลยค่ะ แล้วอย่างที่บอกว่า เขารู้มาก่อนดิฉันไม่ใช่หญิง แต่ก็เลือกคบหา แล้วก่อนที่จะคบก็แอบไปส่องเฟซบุ๊กดิฉันทุกรูป เขาก็บอกว่าไม่เห็นมีตรงไหนที่ไม่เหมือนผู้หญิง”
ชุดราตรีลูกไม้ยาวสีขาวบริสุทธิ์ย่อมเป็นฝันที่สุดในการครองคู่ ชีวิตหลังแต่งงานไม่เคยคิดเรื่องการ Adoption สิ่งสำคัญคือในเรื่องจดทะเบียนสมรส ซึ่งจะมีผลก็ต่อเมื่อกฎหมาย LGBT (เลสเบียน เกย์ ไบเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์) เกิดขึ้นได้ในเมืองไทย ทั้งเรื่องการถือครองทรัพย์สินร่วมกัน เรื่องการอนุญาตผ่าตัดกรณีฉุกเฉิน ไปจนถึงเรื่องพินัยกรรมและสิทธิการรับศพ
“ฟังดูเครียดนะคะ แต่เรื่องนี้สำคัญมากเพื่อนดิฉันมีแฟนเป็นข้าราชการ ถ้าเป็นผู้หญิงทั่วไปก็เบิกค่ารักษาพยาบาลจากสิทธิของสามีได้ แต่นี่ก็ทำไม่ได้เลยค่ะ”
การเป็น LGBT ในสังคมที่ด้อยความรู้ความเข้าใจ และยังขาดความรู้จักที่จะเคารพยอมรับในความหลากหลายทางเพศ ณัฐวรนัชย์บอกมีผลทุกช่วงชีวิต ชีวิตวัยรุ่นที่ต้องอดทนกับการถูกแซว ถูกล้อเลียน ถูกเหยียดหยาม หรือความอึดอัดที่ยังต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบการแต่งกายเครื่องแบบนักเรียนชาย ในขณะที่ความต้องการที่จะเป็นผู้หญิงก็ชัดเจนแรงกล้าขึ้นทุกขณะ ในขณะที่ความคาดหวัง พ.ร.บ.LGBT เธอบอกว่าขอแค่เปลี่ยนคำนำหน้าได้ ชีวิตก็ดีแล้ว
“ดิฉันโชคดีที่บ้านย่าโอเคกับตัวตนของเรา เลยผ่านจุดนั้นมาได้ มีผลกับการทำงานไหม?... ในสังคมที่ยังไม่เปิดกว้างทางด้านสายอาชีพให้กับกลุ่ม LGBT เสียความหลากหลายทางสายอาชีพไปเยอะมากค่ะ เราอาจจะอยากเป็น ทหาร ตำรวจ เป็นนางพยาบาล เป็นครู เป็นข้าราชการพลเรือน แต่อาชีพเหล่านี้ในตอนนั้น (หรือในตอนนี้ด้วย ) ยังไม่เปิดโอกาสผู้หญิงข้ามเพศ (หรือกะเทยแต่งหญิง) ถ้าหล่อนสอบได้ มีเส้นสายถึง แต่สุดท้ายแล้ว หล่อนก็ต้องกล้อนผม ตัดรองทรง แต่งเครื่องแบบสำหรับผู้ชาย เพราะคำนำหน้าชื่อตามกฎหมายของหล่อนคือ ‘นาย’ รัฐไทยและหน่วยงานราชการ ไม่เคยรองรับสิทธิของผู้หญิงข้ามเพศในข้อนี้
ก็โชคดีที่ดิฉันก็มีอิสระเลือกตัวตนของเรามาก่อน ก็เลยเลือกสายอาชีพมาทางสายสื่อ สายโฆษณา การตลาดกับองค์กรเอกชน ซึ่งค่อนข้างเปิดพื้นที่กว้างให้ผู้หญิงข้ามเพศ ถือว่าเลี่ยงนะคะเพราะความจริงแล้วดิฉันอยากเป็นครู ถามว่าดิฉันวันนี้มีผู้หญิงข้ามเพศเป็นครูไหม มีค่ะแต่เพียงในระดับมหาวิทยาลัย แต่ในระดับประถม-มัธยม ยังเป็นเรื่องแอนตี้นะคะ ในอาชีพที่ต้องการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นปฏิปักษ์กับความหลากหลายทางเพศ
ดิฉันอยากเป็นครูเพราะกว่าเราจะโตมาก็พลาดไปหลายเรื่อง อยากแนะนำให้เด็กๆ รุ่นหลังค่ะที่ต้องเป็นเพศนี้อีกมากมายที่เลี่ยงไม่ได้ แล้วในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ กลับไม่มีครูที่เป็นแบบเขาที่มีความรู้ความเข้าใจที่จะคอยแนะนำเขา ปฏิเสธได้ไหมคะว่าโรงเรียนไหนไม่มีนักเรียนกะเทย ทอม เกย์
กระนั้นก็ตาม ก็เคยมีครั้งหนึ่งที่ถูกปฏิเสธจากองค์กรเอกชน เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ตอนนั้นฝ่ายบุคคลรีครูทเราไปในแผนก Customer Relation แต่ทางไดเรกเตอร์ฝ่ายขอสัมภาษณ์เราซ้ำอีกรอบ บรรยากาศการสัมภาษณ์ มีแต่ว่า... กลัวอ่ะ แบบน้องนี่จะอารมณ์รุนแรงมั้ย จะวีนลูกค้ามั้ย?? จะตบลูกค้ารึเปล่า กลัวจริงๆ นะ... คำถามเหล่านี้ วนๆ ซ้ำๆ ก็สรุปผลสัมภาษณ์ว่า จะติดต่อกลับมาแจ้งผลให้ทราบอีกครั้ง ตอนนั้นได้แต่หัวเราะ และสันนิษฐานในใจเงียบๆ ว่า ท่านไดเรกเตอร์คงเคยมีประสบการณ์ได้รับความรุนแรงจากกลุ่มกะเทยมาก่อนในวัยเด็กกระมัง?? ก็คิดติดตลกเพื่อปลอบใจตัวเองให้ปล่อยวางอารมณ์ผิดหวังไป
ก็ตระหนักมาเสมอค่ะว่านี่เป็นปัญหา ปัญหาด้านความเข้าใจ ที่สังคมมีต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ นี่คืออคติทางเพศที่เรายังได้รับจากคนในสังคมอยู่ค่ะ”
ณัฐวรนัชย์ บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ แต่กลับทำให้เห็นภาพความเป็นจริงของสังคมได้แจ่มชัด







