
อุงคลากสังขาร
ร่ำลือกันว่า อุงเค ช่างสลักจากยุคโบราณเตรียมลงมือสลักรูปทวารบาล 2 องค์ที่ประตูใหญ่ของวัดโกะโคะคุ
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
คืนที่ 6
ร่ำลือกันว่า อุงเค ช่างสลักจากยุคโบราณเตรียมลงมือสลักรูปทวารบาล 2 องค์ที่ประตูใหญ่ของวัดโกะโคะคุ ผมจึงรีบดิ่งไปชมด้วยตาตัวเอง เมื่อไปถึงก็ต้องพบกับฝูงชนเบียดเสียด ส่งเสียงพูดคุยจ้อกแจ้ก ขณะรอชมผลงานของศิลปินเอก
“ทวารบาล ยังมีคนแกะสลักรูปทำนองนี้อยู่อีกหรือ ผมนึกว่ารูปทวารบาลสมัยนี้เป็นของตกทอดจากสมัยก่อนทั้งนั้นนี่” ชายคนหนึ่งรำพึง
“ทวารบาลย่อมแข็งแกร่งมิใช่รึ” อีกคนพูดกับผม “เมื่อแข็งแกร่งก็ย่อมทำสิ่งใดก็ได้ตามปรารถนา อย่างที่ว่ากันว่า แม้นผู้คนแกร่งกล้า แต่หาได้เทียมเท่าสองเทพสวรรค์ทวารบาล ว่ากันว่า ทวารบาลแข็งแกร่งยิ่งกว่าวีรบุรุษยะมะโตะ ดะกะ โนะ มิโคโตะ เสียอีก” ชายคนนี้เหน็บชายกิโมโนเข้าไปในผ้าคาดเอว ที่ศีรษะไม่ได้สวมหมวกไว้ รูปร่างหน้าตาไม่ได้ส่อถึงเฉลียวฉลาดอันใด
อุงเคไม่ยี่หระกับฝูงชนที่กำลังแห่แหนมารายล้อม เขายังคงขยับสิ่วไปตามจังหวะตอกค้อนอย่างชำนาญ สายตาของเขาไม่แม้กระทั่งชำเลืองมองไปรอบกายแม้สักครั้งเดียว ผมเฝ้าชมด้วยความเพลิดเพลิน จนไม่นานนัก เขาเริ่มไต่ขึ้นไปสลักไล่จนถึงส่วนใบหน้าของทวารบาล
ช่างสลักสวมหมวกคล้ายเครื่องทรงข้าราชสำนักสมัยโบราณ แต่งกายด้วยอาภรณ์ยุคก่อนเก่า แขนเสื้อของเครื่องแต่งกายยุคนั้นมักยาวรุ่มร่ามจนเขาต้องร้อยโยงเข้ากับเชือกแล้วคล้องไว้กับแผ่นหลัง เมื่อมองปราดเดียวก็ทราบได้โดยไม่ต้องเอ่ยว่าชายผู้ราวกับหลุดมาจากอดีตอันไกลโพ้น ยากที่จะเสาะหาความเชื่อมโยงระหว่างตัวเขากับผู้คนจ้อกแจ้กจอแจที่กำลังห้อมล้อมอยู่ด้านล่าง ผมได้แต่ฉงนว่า อุงเคประคองชีวิตยืนยาวถึงสามร้อยปีได้อย่างไร ได้แต่บอกกับตัวเองว่า บางเรื่องหาคำอธิบายไปก็เปล่าประโยชน์ ผมคิดตลบแล้วตลบเล่าขณะที่ยืนมองเขาสร้างสรรค์ผลงาน
แต่ดูเหมือนอุงเคจะไม่รับรู้ถึงความลึกลับดำมืดที่อบอวลอยู่รอบกายเขา เขายังคงย้ำสิ่วสลักต่อไป ชายหนุ่มข้างๆ ผมเงยหน้ามองเบื้องบนแล้วทอดถอนใจ เขาเหลียวหันมาที่ผมแล้วพูดว่า “นั่นล่ะอุงเค เขาไม่เคยสนใจว่าใครจะอยู่หรือจะไป ใต้หล้านี้คงเหลือเพียงเทพทวารบาลกับตัวเขาเท่านั้น ช่างอัศจรรย์จริง”
สำหรับผม นั่นเป็นคำพรรณนาที่น่าสนใจทีเดียว ผมจ้องหน้าชายหนุ่ม เขายังคงเอ่ยต่อไป “ดูสิ วิธีที่เขาใช้สิ่วสลักกับค้อนตอก มันบ่งบอกว่าเขาได้บรรลุความงามแห่งอิสรภาพอันสมบูรณ์แบบแล้ว”
แล้วอุงเคเสร็จสิ้นการแกะสลักย่นขมวดคิ้วโทโสของทวารบาล จากนั้นเขาบรรจงประทับคมสิ่วในองศาเฉียงบนเนื้อไม้ แล้วสับหน้าค้อนลงบนด้ามสิ่ว ทันใดไม้เนื้อแข็งแตกออกเป็นส่วนสัดงดงามกระเด็นไปจากรูปประติมากรรมในวินาทีเดียวกับที่เสียงลั่นค้อนกึกก้องไปทั่ว ทันใดนั้นจมูกย่นรั้นของใบหน้าเกรี้ยวกราดปรากฏขึ้นอย่างถนัดตา ท่วงท่าสลัดคมสิ่วของเขาบางคราคล้ายกับหยาบกระด้างไปบ้าง แต่มันสำแดงถึงใจที่ปราศจากความลังเลแม้เพียงครู่
“เขาบังคับสิ่วได้ตามใจชอบยังงั้นได้อย่างไร แค่สลักไม่กี่ครั้งกลับปรากฏขมวดคิ้วกับสันจมูกได้เหมือนดังใจสั่ง” ผมรำพึงเสียงสะท้าน
ชายหนุ่มได้ยินเสียงรำพึงดังลั่นของผม จึงตอบว่า “ไม่ ไม่คุณ เขาไม่ได้สลักคิ้วหรือจมูก แต่ทั้งคิ้วและจมูกซุกซ่อนในเนื้อไม้อยู่ก่อนแล้ว เขาแค่ใช้สิ่วกับค้อนตอกขุดมันออกมา เหมือนกับขุดหินก้อนหนึ่งจากพื้นดิน เมื่อขุดแล้วย่อมพบหิน ไม่มีทางผิดเพี้ยนไปเป็นสิ่งอื่นได้”
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าใจถึงนัยแห่งประติมากรรมเช่นนั้น ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง ใครๆ ก็จับสิ่วตอกค้อนสลักอะไรก็ได้นี่ ในฉับพลันผมเกิดนึกอยากจะลองแกะสลักทวารบาลด้วยฝีมือตัวเองขึ้นมาบ้าง ผมจึงหยุดชมการแสดงฝีมือของอุงเคไว้แค่นั้น แล้วกระหืด
กระหอบกลับไปที่บ้าน
ผมหยิบสิ่วกับค้อนจากลังเครื่องมือช่างแล้วเดินไปที่หลังบ้าน ที่นั่นผมตั้งแท่นไม้โอ๊กสำหรับผ่าฟืนเอาไว้ กับยังมีเศษไม้อีกจำนวนหนึ่งจากต้นเดียวกับที่ใช้ทำแท่น ที่ผมเก็บรวบรวมมากองไว้หลังจากที่ต้นโค่นลงด้วยแรงพายุไม่นานวันก่อน
ผมเลือกชิ้นไม้ท่อนใหญ่ที่สุดแล้วเริ่มสลักอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ แต่อนิจจาจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นวี่แววของทวารบาลจากท่อนไม้ ครั้นโยนของเก่าแล้วเลือกท่อนไม้มาลองใหม่โชคก็ยังไม่เข้าข้าง ยังขุดเนื้อไม้ไม่เจอทวารบาลเสียที จนผมเสียเวลาสลักสิ่วจนหมดกองท่อนไม้ที่มีอยู่ก็ยังไม่พบทวารบาลตนไหนซุกซ่อนอยู่ภายใน
สุดท้ายผมก็ตาสว่าง ไม้สมัยเมจิมันคงไม่มีทวารบาลยุคก่อนซ่อนอยู่เป็นแน่
และนั่นเป็นมูลเหตุให้ผมเริ่มเข้าใจว่า ทำไมอุงเคจึงต้องลากสังขารอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ &O5532;







