
‘ชีวิตเฉียดตาย’ บทเรียนล้ำค่าของ พงศธร ธรรมวัฒนะ
“ในชีวิตคนเราจะเจอประสบการณ์ที่เรียกว่า สุดๆ ในชีวิตได้กี่ครั้ง?”
โดย...พุสดี ภาพ (portrait) กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
“ในชีวิตคนเราจะเจอประสบการณ์ที่เรียกว่า สุดๆ ในชีวิตได้กี่ครั้ง?” คำถามนี้ดังขึ้นในใจหลังจากฟังเรื่องราวในชีวิตของ จีฟ-พงศธร ธรรมวัฒนะ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านเพลย์เฮาส์ (PlayHouse) ตัวแทนจำหน่ายของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขาล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวไม่คาดฝันที่หวิดจะทำให้เขาสิ้นชื่อมาแล้วเท่านั้น
“ผมเคยคิดนะว่า ชีวิตเราทำไมมันถึงซวยขนาดนี้ หลายคนบอกว่าผมเป็นคนดวงแข็งนะ เพราะจะว่าไปชีวิตผมอันตรายตั้งแต่เกิด เพราะผมเกิดในตระกูลนี้” จีฟพูดติดตลก ก่อนจะเริ่มเล่าถึงประสบการณ์ที่ไม่ลืม...
แชปเตอร์ที่ 1 : ซ่าจนเกือบถูกทรายดูด
“ตอนผมอายุ 15 ปี มีโอกาสไปอังกฤษกับคุณแม่และพี่สาว พร้อมกับกรุ๊ปเพื่อนอีก 10-20 คน เราไปทัวร์กันที่สวนสนุกไบรตัน ซึ่งด้านล่างของสวนสนุกนี้จะเป็นทะเลสาบ ไปถึงผมก็ไปเดินเที่ยวเล่นกับพี่ๆ ที่ไปทริปด้วยกันตามประสาเด็ก
เดินไปเดินมาผมดันไปเห็นจุดหนึ่งเป็นเหมือนทรายดูด ด้วยความสนใจบวกกับนึกสนุกเลยชวนรุ่นพี่อีกคนไปเล่นด้วยกัน เริ่มจากเอากระป๋องโยนลงไป เอาของนู่นนี่โยนลงไปให้ทรายดูด แล้วผมนึกสนุกคิดเล่นๆ ว่า ถ้าผมกระโดดลงไปจะหายไปไหม คิดได้ปุ๊บไม่ไตร่ตรองอะไร กระโดดเลย ปรากฏว่าเหตุการณ์นั้นทำให้ผมและรุ่นพี่เกือบตายทั้งคู่
พอผมโดดลงไปโดนทรายดูดไปครึ่งตัว เกือบถึงคอ รุ่นพี่ที่ไปเล่นด้วยกันก็ตกใจ แต่ยังมีสติคว้าตัวผมไว้จนตัวเขาเกือบจมลงไปด้วยกัน สภาพตอนนั้นตัวพี่เขาเลอะทรายไปเกือบครึ่งตัว โชคดีที่ตอนที่พี่เขากำลังพยายามดึงผมขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มีฝรั่งที่เห็นเหตุการณ์มาช่วยดึงเราสองคนขึ้นไป พอผมขึ้นมาได้ ผมนี่สำลักทรายเต็มปาก”
จีฟ บอกว่า พอมองย้อนกลับไป ก็นึกตำหนิตัวเองทุกครั้งที่ทำไปเพราะความซน ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถามว่า รู้มั้ยถ้าโดดทรายดูดลงไปตอนนั้นจะไปไหน เขาบอกพร้อมหัวเราะว่าจนทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน จีฟ บอกว่า พอรอดตายมาได้ ก็ร้องไห้ด้วยความกลัว โดนคุณแม่ต่อว่ายกใหญ่ คนที่อยู่รอบข้างก็ตกใจร้องโวยวาย
เหตุการณ์ครั้งนัั้นเขายกให้เป็นเหตุการณ์เฉียดตายครั้งแรกในชีวิต และทำให้เขากลัวทรายดูดไปตลอดชีวิตอีกด้วย
“ผมเริ่มกลัวทรายดูด กับพวกพื้นแตก พื้นร้าว เห็นแล้วขนลุก ยิ่งหลังจากเหตุการณ์นั้น ผมดันไปเจอเหตุการณ์ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับทรายอีก ตอนที่ขี่จักรยานเล่นในหมู่บ้านจัดสรรที่กำลังก่อสร้าง ด้วยความซนผมไปกระโดดเล่นบนกองทรายที่เป็นกองๆ เหมือนนินจา ปรากฏ... ตกลงไปอีก พอบวกกับประสบการณ์ที่เพิ่งเจอเลยยิ่งกลัว แถมพอจะรีบขี่จักรยานกลับบ้านก็เกือบชนกับมอเตอร์ไซค์ รถล้มทั้งคู่ แต่โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร”
จีฟ บอกว่า ชีวิตช่วงนั้นถือว่าเป็นประสบการณ์สุดๆ ในชีวิตเหมือนกัน ประจวบเหมาะกับคุณแม่ไปดูดวงให้พอดี คงเห็นว่าเราดวงไม่ดี คุณแม่เลยสั่งห้ามไม่ให้เขาออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก นั่นเลยเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมหันมาเล่นกีฬาอย่างจริงจัง เพราะแม่ให้ไปสนามกีฬาได้อย่างเดียว
แชปเตอร์ที่ 2 : รถไฟเหาะตกสวรรค์
ชีวิตเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เหมือนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แล้วการเดินทางไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรียตอน ม.3 กลับเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต
“ครั้งนี้เป็นประสบการณ์แย่ๆ ที่ชีวิตนี้ผมไม่อยากเจออีกแล้ว และเป็นอีกหนึ่งความกลัวฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เลย นั่นคือ โรลเลอร์โคสเตอร์รางไม้ ตอนนั้นผมเป็นตัวแทนโรงเรียนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรีย ผมเป็นผูู้ชายคนเดียวในกลุ่มไปกับเพื่อนผู้หญิงอีก 4 คน วันนั้นเราไปสวนสนุกชื่อดังในเมืองลินซ์ ใกล้ๆ กรุงเวียนนา ในกลุ่มเด็ก 5 คนไปกันหมด มีอาจารย์ผู้ดูแลคนไทย 1 คน และครอบครัวโฮสต์แฟมิลี่
ครั้งนั้นเราไปเล่นกันเต็มที่ เล่นมาครบทุกเครื่องเล่นในสวนสนุก จนมาถึงโรลเลอร์โคสเตอร์รางไม้ มีคนบอกว่าเครื่องนี้เด็ดที่สุด หลังจากเล่นมาแล้ว 5 รอบ เราตัดสินใจเล่นกันเป็นรอบที่ 6 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายก่อนที่เครื่องจะหยุดพัก ผมจำได้ว่าตอนนั้นน่าจะประมาณ 4 โมงเย็น”
จีฟ บอกเล่าถึงความหวาดเสียวเร้าใจของโรลเลอร์โคสเตอร์บนรางไม้ ว่าตัวเครื่องจะค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปยังจุดสูงสูด คือที่ความสูงประมาณตึก 5-6 ชั้น จากนั้นเครื่องจะเหวี่ยงหมุนลงมาด้านล่าง ถามว่าตอนที่ขึ้นไปเล่น ได้ตรวจสอบว่าใช้อุปกรณ์ล็อกแน่นหนาหรือไม่ จีฟตอบอย่างฉะฉานว่า ตอนนั้นขึ้นไปพร้อมเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เขาได้เช็กตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ และมีการตรวจสอบก่อนจะเริ่มเดินเครื่อง ทุกอย่างก็เรียบร้อยปลอดภัยดี
“แต่ตอนที่่กำลังไต่ระดับขึ้น ผมได้ยินเสียงแกร๊กๆ ในใจคิดว่าเป็นเสียงของเครื่องเล่นเสียดสีกับรางไม้ปกติ เลยไม่ได้สนใจ ยังหันไปตกลงกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ ว่า เดี๋ยวรอบนี้เราจะเพิ่มความพิเศษด้วยการยกมือ ไม่ต้องจับอะไร เพราะเราขึ้นมาหลายครั้งจนชินแล้ว ที่สำคัญตามกฎการเล่น ผู้เล่นจะจับราวหรือไม่ก็ได้ ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้บังคับ เพราะเข็มขัดที่ล็อกเป็นเข็มขัดล็อกเป้า 3 มุมแล้วค่อนข้างปลอดภัย
โดยส่วนใหญ่ผู้เล่นจะปล่อยมือตรงจุดที่มาร์กไว้ว่าเป็นจุดถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว แต่ครั้งนี้โชคไม่ดี พอเครื่องเล่นเริ่มเข้าโค้งแรก ผมตกลงมาทันที นาทีนั้น ภาพในหัวผมหยุดอยู่ที่ประโยคที่คุยกับเพื่อนว่า... ปล่อยมือนะ เฮๆ”
จีฟ บอกว่า จากตรงนั้นเหมือนสติผมหลุดเลยนะ มาฟังเพื่อนเล่าให้ฟังที่หลังว่า นาทีนั้นเขาก็ตกใจ เหมือนว่ากำลังนั่งคุยกันอยู่ดีๆ หันมาอีกทีเราหายไปซะแล้ว
“จากตรงนั้นผมจำอะไรไม่ได้อีกเลย แต่ได้ฟังเรื่องราวหลังจากนั้นว่า ผมโชคดีที่หลุดลงมาจากเครื่องมาอยู่บนตะแกรง ตอนนี้เป็นวินาทีชีวิตมาก เพราะถ้าผมพลิกตัวผิดด้าน ถ้าจำไม่ผิดคือ ด้านซ้ายนี่คือตกลงไปตายเลยนะ คือ เท่ากับเราตกจากจุดสูงสุดลงไปชั้นล่าง เพื่อนๆ ทุกคนที่เห็นตกใจมาก ลุ้นระทึกกันมาก ช่วยกันตะโกนลงมาบอกให้ผมพลิกไปด้านที่จะทำให้ปลอดภัย ถามว่าผมได้ยินหรือรู้เรื่องมั้ย ไม่เลยครับ จำได้แต่ว่า กำลังจะพลิกไป ก็ไปเจอเซฟตี้ เลน ซึ่งปกติเป็นเลนสำหรับเจ้าหน้าที่มาซ่อมราง เขามารับผมทันที ผมก็นั่งลงมา ตอนนั้นผมไม่ได้หมดสตินะ มีสติดี แต่ในหัวมันว่างเปล่า”
จีฟ เล่าต่อว่า หลังจากลงมาอย่างปลอดภัย ได้เจออาจารย์คนไทยและครอบครัวโฮสต์ที่อยู่ข้างล่าง ตัวเขาเองยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง พอจะจับภาพได้ว่ามีคนมามุงอยู่ตรงนั้นเยอะ ก็ยังอดถามคนรอบข้างไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีคนดังมาเที่ยวสวนสนุกเหรอ?
“ผมเห็นมีตำรวจ คนมามุงดูเยอะแยะ ด้วยความเป็นเด็กกวนๆ ผมเลยถามอาจารย์ว่า ฝรั่งที่เห็นเป็นคนดังเหรอ เป็นดาราดังหรือเปล่า ทำไมมีคนมามุงดูเยอะแยะ อาจารย์ก็บอกมามุงเธอนั่นแหละ ผมก็ตกใจบอกว่ามามุงผมทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรเลย อาจารย์เลยเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ทันทีฟังเหมือนผมมาได้สติตอนนั้นเลย
ผมจำได้ว่า อาจารย์พูดกับผมว่า เธอไม่ได้เป็นอะไรที่ไหนกัน จากนั้นก็พาผมไปดูกระจกในห้องน้ำ ตอนนั้นเริ่มมีตำรวจเข้ามา ผมก็ยังงงว่าเราไปทำอะไรผิด ปรากฏว่าพอเห็นตัวเองในกระจก โอ้โห ตกใจเลย สติยิ่งกลับมาเต็ม คราวนี้เริ่มปวดเลย มึน ปวดหัวมาก ไปนั่งห้องพยาบาล ตำรวจก็มาสอบสวนผมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พาผมไปเอกซเรย์ ปรากฏว่าซี่โครงร้าว ต้นคออักเสบ กระดูกสันหลัง-เข่าช้ำ หัวแตก หน้าผากบวมเหมือนโดนผึ้งต่อย ตาลืมไม่ได้”
สำหรับเครื่องเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์รางไม้นั้น ต้องงดให้บริการทันที แต่ก็ยังมีคนมาถ่ายรูปทุกมุมที่เกิดเหตุเก็บไว้หลังจากนั้น จีฟ บอกว่า ได้มีโอกาสไปดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นเลยว่าตัวเองหลุดออกมาจากเครื่องเล่น เจ้าหน้าที่คาดว่า อาจเพราะตอนเครื่องกระชากแล้วเข็มขัดเลยปลดตัวเองหลุดออก
จีฟ บอกว่า พอผ่านพ้นเหตุการณ์เฉียดตายมา ก็ไม่ได้ไปโรงเรียนในช่วง 3 สัปดาห์ต่อมา เพราะเจ็บหนัก และจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ต้องมีการตรวจสอบเครื่องเล่นนี้ เพื่อดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
“ครอบครัวผมไม่ได้เอาเรื่องอะไรกับสวนสนุกนี้นะ เพราะคุณแม่บอกว่าไม่ต้องเอาเรื่อง ผมยังคิดเล่นๆ นะ ถ้าตอนนั้นเอาเรื่องป่านนี้รวยไปแล้ว (หัวเราะ) ถามว่ากล้าไปสวนสนุกอีกมั้ย ก็ยังกล้าไปนะครับ แต่ไม่กล้าเล่นอะไรที่เป็นรางไม้ เล่นเฉพาะที่เป็นเหล็กอย่างเดียว สำหรับรางไม้เข็ดเลย กับอีกอย่างคือ พวกเครื่องเล่นแบบลิฟต์ตกกลัวมาก พี่สาวเคยหลอกไป น้ำตาไหลเลย”
หลังเจอเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในชีวิตมากขึ้น จีฟ ยอมรับว่านอกจากจะหันมาบุญสร้างกุศลมากขึ้น โดยเฉพาะการถวายสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ยังยอมไปหาหมอดู ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เชื่อเรื่องหมอดูเท่าไหร่ แต่ก็ฟังไว้บ้าง
“ผมชอบที่หมอดูบอกว่า ชีวิตคนเราเหมือนบทละครที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องเจออะไร ซึ่งถ้าคิดในแง่ดี ผมว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก็มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคารพเคยทักนะครับว่า ผมเป็นคนดวงแข็งมาก ผมก็ว่างั้นนะ เพราะจริงๆ เกิดในตระกูลนี้ก็ถือว่าอันตรายตั้งแต่เกิด (หัวเราะ)”
แชปเตอร์ที่ 3 : รวมพลคนดวงตก
หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมา จีฟ บอกว่า ชะตาชีวิตยังเข้าสู่เส้นทางที่หวิดเอาชีวิตไม่รอดอีกครั้ง นั่นคือ ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเขายกให้เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต ยิ่งกว่าการตกโรลเลอร์โคสเตอร์รางไม้เสียอีก...
“วันนั้นผมไปซื้อของเล่นที่สะพานเหล็ก ตอนนั้นผมเรียนอยู่ปี 2 กำลังจะขึ้นปี 3 เป็นช่วงปิดเทอมที่ว่างพอดี เพราะยังไม่เรียนซัมเมอร์ โชคดีที่คะแนนสอบเทอมนั้นออกมาดี ผมเลยขอเงินคุณแม่ไปซื้อของเล่น ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมเพิ่งเริ่มทำธุรกิจของเล่นใหม่ เงินทุนยังไม่เยอะ ผมจำได้ว่าตอนนั้นอยากได้รถบังคับ เลยขับรถไปกับคุณแม่และคุณลุง
ปรากฏว่า คุณแม่ตัดสินใจจะนั่งรถไปต่อรถไฟฟ้าเพื่อไปหาพี่สาวผม (แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ) ผมจะไปส่งถึงที่คุณแม่ก็ไม่ยอม บอกว่านั่งรถไปเองใกล้ๆ เชื่อมั้ยว่าคุณแม่ลงไปได้ไม่ถึง 5 นาที ตรงแยกบรรทัดทอง ผมจอดรถติดอยู่ ข้างหน้าเป็นรถเมล์ ข้างหลังมีรถสิบล้อขนส้มมาประมาณ 30 ตัน เหมือนเขามองไม่เห็นรถผม จะไปจี้รถเมล์ เลยอัดรถผมเต็ม นั่งๆ อยู่ผมได้ยินเสียงดัง ปัง! แรงแค่ไหนให้นึกสภาพจากรถยุโรป 4 ประตูหดเหลือ 2 ประตู นาทีนั้น ผมคิดเลยนะว่าโชคดีมากที่คุณแม่ดื้อไม่ให้ผมไปส่ง เพราะถ้าคุณแม่นั่งอยู่ด้านหลังรถไม่คงรอดแน่ หรืออย่างน้อยก็ต้องบาดเจ็บสาหัส”
จีฟ บอกว่า ตลอดเวลาที่เกิดเรื่อง เขารับรู้เหตุการณ์โดยตลอด ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนมีคนมาตบหลัง จะออกจากรถก็ไม่ได้ ประตูเปิดไม่ได้แล้ว วิธีการเดียวที่จะออกจากตัวรถด้วยการปีนออกทางหน้าต่าง เขาเลยปีนออกมา ในใจยังแอบหวังว่ารถคงไม่เป็นอะไรมาก แต่พอลงมาตั้งหลักได้ เห็นสภาพรถเท่านั้น ไม่ต้องบรรยาย เขารีบไปรื้อดูหลังรถ ว่ารถบังคับที่ซื้อไว้เป็นอย่างไร ปรากฏว่าเละไม่มีชิ้นดี
“ผมโกรธตรงนี้มากกว่าเรื่องที่รถชนอีกนะ (หัวเราะ) เพราะรถยังมีประกัน แต่ของเล่นที่ซื้อมา ผมจำได้ว่าเสียเงินซื้อรถมา 1.8 หมื่นบาท ไม่รวมที่ชาร์จและอุปกรณ์รถนะ ตอนขับรถกลับผมตั้งใจว่าจะเอากลับไปเล่น แต่มาเจอเหตุการณ์นี้รถพังเละหมดเลย ส่วนตัวผมบาดเจ็บประมาณหนึ่ง เพราะตอนเกิดเหตุแอร์แบ็กก็ไม่ทำงาน แต่ยังไม่หนักเท่าคุณลุงนะ”
อย่างไรก็ตาม ในความโชคร้ายนี้ ยังมีมุมตลกร้ายแฝงอยู่ จีฟ เล่าว่า อุบัติเหตุในครั้งนั้นเป็นข่าวฮือฮา แชร์ภาพต่อกันในโลกไซเบอร์เยอะมาก แต่หนึ่งในต้นตอภาพ เป็นฝีมือเพื่อนของเพื่อนจีฟที่ผ่านมาพบเห็นเหตุการณ์โดยบังเอิญ เลยถ่ายรูปแล้วเอาไปโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ประมาณว่าเห็นสภาพรถแล้วไม่น่าเชื่อว่าคนขับรอดมาได้
“ตลกตรงที่เพื่อนจีฟที่เห็นโพสต์นี้ ไม่แน่ใจว่าใช่รถของจีฟหรือเปล่า แต่ทะเบียนก็ใช่ เลยส่งมาให้ดู ผมก็ขำนะพอเห็นรูปที่เพื่อนผมส่งมาถาม ก็ตอบไปว่าใช่”
จีฟ บอกว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นมีรถชนกันทั้งหมด 6 คัน มีรถขนส้ม รถของจีฟ รถเมล์ รถกระบะ รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์อีก ครั้งนั้นลุงของเขากระดูกสันหลังแตก ส่วนตัวจีฟกระดูกสันหลังร้าว 2 ท่อน ทุกวันนี้จีฟยังเสียใจเพราะอาการบาดเจ็บนี้ทำให้เขาไม่สามารถเล่นกีฬาแบดมินตันได้อีกเลยตลอดชีวิต
อย่างไรก็ตาม จีฟบอกว่าอุบัติเหตุนี้ทำให้เขาได้มีโอกาสสัมผัสน้ำใจของคนไทย ที่เคยคิดว่าหายาก เพราะนอกจากคนที่มามุงดู ถ่ายรูป ก็มีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วย หลังเกิดอุบัติเหตุ รถของจีฟกับรถสิบล้อถูกลากไปพร้อมกัน เพราะหน้ารถสิบล้อกดทับรถของเขาอยู่
“คู่กรณีคันอื่นก็ทยอยขับไปที่โรงพัก ระหว่างนั้นจีฟก็โทรไปบอกพี่สาวว่าเกิดอุบัติเหตุ รถเละหมดเลย พี่สาวก็ถามถึงคุณแม่ ผมก็บอกว่าคุณแม่ไปแล้ว พี่สาวผมเข้าใจผิดคิดว่าคุณแม่เสียแล้ว ตกใจร้องไห้ใหญ่ ทั้งที่ผมจะบอกว่า คุณแม่ไปแล้ว คือ แยกไปหาพี่แพรแล้ว พอเคลียร์กันได้ พี่แพรรีบขับรถกลับไปหาแม่ ร้องไห้ใหญ่เลย ส่วนผมเองก็ไปโรงพัก ปรากฏตอนที่ยื่นบัตรประชาชนกัน เห็นว่าทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เกิดปีนักษัตรเดียวกันหมด แล้วเป็นปีชงเหมือนกันหมด ยกเว้นจีฟ เอาจริงๆ ผมก็ไม่เชื่อเรื่องดวงนะ แต่เรื่องนี้ก็บังเอิญเกินไป ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง คุณลุงเพิ่งไปดูดวงมา และมีคนทักว่าจะเจอเรื่องอุบัติเหตุ”
แชปเตอร์ที่ 4 : บัณฑิตกระดูกหลังช้ำ
อีกครั้งที่ชีวิตจีฟต้องเจอกับบททดสอบครั้งใหญ่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอีกวันสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา นั่นคือ วันรับปริญญา จีฟ บอกว่า หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนของผู้ใหญ่เรื่องช่วงเวลาก่อนงานบวช หรือรับปริญญา แต่ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้นจนได้
“มีคนเตือนว่าช่วงวันแบบนี้ เป็นช่วงอันตรายที่สุด ผมก็ไม่ค่อยเชื่อนะ เอาจริงๆ ผมคิดว่าช่วงรับปริญญาเป็นวันที่น่ายินดี ไม่น่ามีเหตุการณ์อะไร จนกระทั่งเช้าวันรับปริญญาของผม ผมตั้งใจเอารถไปจอดที่ศศินทร์ วันนั้นผมนั่งรถไปกับช่างภาพ กะจะเอารถไปจอดทิ้งไว้แล้วนั่งแท็กซี่ต่อไป ปรากฏว่าตอนที่ไปถึงสี่แยกวัดดวงแข รถผมที่วิ่งมาด้วยความเร็ว เพราะเรามาทางตรงถนนโล่ง เป็นช่วง 6 โมงเช้า ปรากฏรถผมเจอแท็กซี่ที่วิ่งมาเร็วเหมือนกันตัดหน้า ผมดึงเบรกมือขึ้นทำให้รถผมหมุนติ้ว เกือบไปชนกับเสาไฟฟ้า ซึ่งถ้าชนคือชนเข้าฝั่งผมเต็มๆ ตอนนั้นเข็มขัดนิรภัยที่คาดไว้รัดผมจนเป็นรอยแดงขึ้น หน้าอกกระแทกพวงมาลัยจนเริ่มหายใจไม่สะดวก ส่วนพี่ช่างภาพที่มาด้วยกัน ไม่เป็นไรมาก แต่เลนส์กล้องร้าว”
จีฟ บอกว่า ถึงจะเจ็บ หายใจไม่สะดวก แต่ก็ไม่มีเวลาไปหาหมอ ต้องรีบไปรับปริญญา จึงต้องปล่อยผ่านรอวันรุ่งขึ้นถึงได้ไปหามอ ปรากฏว่า กระดูกสันหลังช้ำ ไปกระแทกซ้ำจุดเดิมที่เคยบาดเจ็บ ทำให้ทุกวันนี้จีฟไม่สามารถนั่งหลังตรงได้
ถามว่าผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้ง มองคุณค่าในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร จีฟ บอกว่า ยอมรับเลยว่าเลิกซ่า ต้องระมัดระวังตัวขึ้น ยิ่งตอนนี้เราทำธุรกิจด้วย ทำอะไรก็อาศัยประสบการณ์ทุกอย่างคอยเตือนสติ ที่ผ่านมาเราเป็นคนไม่คิดอะไร โดยเฉพาะเรื่องดวงเราไม่เคยเชื่อ แต่ตอนนี้ก็หมั่นทำบุญ อย่างน้อยผลที่เห็นทันตาคือช่วยให้จิตใจเราสงบขึ้น







