
มองโลกผ่านสถาปัตย์และศาสนา
จากเมืองที่ไม่เคยรู้จัก กลายเป็นเมืองที่รัก “ผักแว่น-ภัคภร ไม้สนธิ์” รู้สึกเช่นนั้นกับ ธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ
โดย...รอนแรม ภาพ... ภัคภร ไม้สนธิ์
จากเมืองที่ไม่เคยรู้จัก กลายเป็นเมืองที่รัก “ผักแว่น-ภัคภร ไม้สนธิ์” รู้สึกเช่นนั้นกับ ธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ
ด้วยหน้าที่การงานทำให้เธอต้องไปธากาเพื่อเก็บข้อมูลเขียนคอลัมน์ แต่เมืองนี้ทำให้เธอติดใจจนต้องกลับไปอีก 2 ครั้ง เก็บรายละเอียดทางด้านสถาปัตยกรรมอย่างที่เธอชอบ ตามหารากพระพุทธศาสนาอย่างที่เธอศรัทธา และสัมผัสกับวัฒนธรรมเท่าที่เธอทำได้ เมื่อกลับมาเธอและเพื่อนร่วมทางร่วมกันเขียนพ็อกเกตบุ๊กเรื่อง “ธากา รักพาไป” ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือและภาพถ่ายความยาว 253 หน้า
บทสนทนาระหว่างมื้ออาหารครั้งนี้ออกรสชาติ อรรถรส และมีประโยชน์ โดยเฉพาะกับคนที่ชอบสถาปัตยกรรม ศรัทธาพระพุทธศาสนา และหลงใหลเมืองไร้ตัวตน
ตามหาอาคาร
ไม่ใช่แค่ไม่รู้จักธากา แต่ผักแว่นไม่รู้จักทั้งบังกลาเทศ สำหรับการเดินทางครั้งแรกเธอไปธากาเพราะต้องไป โดยมีจุดมุ่งหมายที่สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่เธอมักมองหาอยู่เสมอไม่ว่าจะไปที่ใดก็ตาม เมื่อเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตอาคารที่ขึ้นมามากที่สุดคือ อาคารรัฐสภา (Jatiyo Sangsad Bhaban) แต่เมื่อเสิร์ชไปถึงชื่อสถาปนิก เธอถึงกับนับวันไปเห็นอาคารนี้ด้วยตัวเอง
เพราะชื่อหลุยส์ คาห์น สถาปนิกชื่อดังที่ได้รับรางวัลระดับโลกเพราะผลงานออกแบบหลังนี้ “อาคารรัฐสภารวมความหมายของบังกลาเทศไว้ทั้งหมด เราจะเห็นว่าที่นี่เป็นประเทศแห่งสายน้ำ ใกล้ชิดธรรมชาติ มีรากมาจากพระพุทธศาสนา” เธอกล่าว
ปรัชญาการออกแบบของหลุยส์ คาห์น มักนำเสนอวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ทำให้อาคารรัฐสภาบอกเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นอิฐแดงที่มักใช้ในพุทธศาสนสถาน บึงน้ำขนาดใหญ่ตัวแทนของสายน้ำ และความเรียบง่ายเหมือนชีวิตชนบท
นอกจากนี้ เมืองธากามีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก และห้างสรรพสินค้าที่มีการออกแบบที่ดี ผักแว่นไม่ได้ดูถูกว่าบังกลาเทศมีอะไรแบบนี้ แต่เธอแปลกใจตัวเองถึงมุมที่ใช้มอง “เพราะเราไม่รู้จักเขา” เธอกล่าว เพราะความไม่รู้ ทำให้เธอทึ่งกับสิ่งที่บังกลาเทศมี
นอกจากนี้ ธากายังมีป้อมปราการลัลบาราห์ สถาปัตยกรรมสีชมพู สร้างสรรค์ด้วยศิลปะโมกุล และมัสยิดไบตุล มุคคาร์ราม สถาปัตยกรรมสีขาว ติดอันดับ 10 ของมัสยิดที่สวยที่สุดในโลก เมื่อมีอาคารที่ได้รับการออกแบบอย่างดี แสดงว่าต้องมีสถาปนิกฝีมือดีด้วย เธอจึงพยายามติดต่อสถาปนิกชาวบังกลาเทศที่ออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมจนพบกับ ราฟิก อาแซม สถาปนิกชาวธากาที่ไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มิลาน ประเทศอิตาลี
ตั้งแต่ได้พบกับราฟิกครั้งแรก ผักแว่นได้ไปเห็นแนวคิดและสถาปัตยกรรมที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งทำให้เธอทึ่งไปกันใหญ่กับสิ่งที่คนธากาคิดและสิ่งที่ธากามี ยิ่งไปกว่านั้นราฟิกยังเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมและเป็นต้นตอให้ผักแว่นได้ไปพบพระพุทธเจ้า
ตามหาพระพุทธองค์
การใช้ชีวิตของผักแว่นเปลี่ยนไปเมื่อศึกษาธรรมะอย่างเข้มข้น เธอมองโลกตามหลักธรรมและใช้ชีวิตตามศีล 5 ให้มากที่สุด การเดินทางไปบังกลาเทศจึงมีเป้าหมายเพื่อไปยังสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ เพราะประเทศนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีปเมื่อครั้งอดีตกาล
เมื่อกลับมาธากาครั้งที่ 2 ราฟิกแนะนำให้ไปเมืองคูมิลลา เมืองที่มีวัดพุทธใกล้ที่สุดจากธากา ผักแว่นนั่งรถร่วม 3 ชั่วโมง แต่เมื่อไปถึงแล้วเธอรู้สึก “ผิดหวัง” เพราะในวัดยังไม่มีอะไรสมบูรณ์สักอย่าง อย่างที่หากเดินผ่านก็มองไม่ออกว่าที่นี่คืออะไร แต่เธอได้ไปเจอกับครูที่กำลังสอนเด็กภายในวัดทำให้เกิดบทสนทนาที่เธอไม่เคยลืม
ครูถามเธอว่า “มาทำอะไร” เธอตอบ “มาตามหาวัดพุทธ” “ทำไมตามหา” ครูถาม “เราเป็นคนไทยอยากมาตามหาวัดพุทธที่นี่” เธอตอบ ครูร้องไห้ทันทีแล้วถามต่อว่า “คุณเป็นคนปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดใช่ไหม” เธอตอบ “ใช่ เรานับถือพุทธศาสนาและเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง” ครูยังน้ำตาไหลและกล่าว “มีอยู่จริง ที่นี่มีหลักฐาน”
วัดนั้นชื่อ Shalban Vihara มีโครงสร้างโบราณที่เชื่อได้ว่าเคยเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าเคยเทศนามาก่อน ลักษณะเหมือนพุทธคยาที่ประเทศอินเดีย หลักฐานนี้ทำให้เธอเชื่อว่าพระองค์มีอยู่จริง จากความรู้สึกที่ว่าหลงทางไปกลายเป็นว่าสิ่งนี้คือธรรมะจัดสรรให้เธอไปพบด้วยตัวเอง
ตามหาธากา
ปัจจุบันบังกลาเทศมีชาวมุสลิมร้อยละ 88 ผู้หญิงใส่ส่าหรีแบบอินเดียผสมปากีสถาน “ตัวตนจริงๆ ของชาวบังกลาเทศบอกไม่ได้ว่าคืออะไร” เธอกล่าวตามที่ได้ฟังคนธากาพูด เพราะเดิมบังกลาเทศเคยเป็นหนึ่งของชมพูทวีปหรืออินเดีย ต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถานเรียกว่าปากีสถานตะวันออก และสุดท้ายสามารถปลดแอกแยกตัวเป็นอิสระเป็นประเทศบังกลาเทศ ส่วนศาสนาอิสลามได้เข้ามาตั้งแต่ยังเป็นอินเดียโดยพ่อค้าชาวอาหรับทำให้พระพุทธศาสนาเหลือเป็นส่วนน้อยนิด
ส่วนที่แสดงถึงชีวิตคนธากาแบบดั้งเดิมเห็นได้ที่ โอวด์ ธากา เธอบอกว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในซอยท่าพระจันทร์หรือวังหลัง ที่นี่เป็นตรอกเล็กๆ กว้าง 1.5 เมตร เป็นทางดิน ขายของทุกอย่าง และเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนฮินดู
ส่วนตึกอาคารใหม่จะสร้างขึ้นจากภูมิปัญญาและแรงคน เพราะบังกลาเทศยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย “มันน่าทึ่งที่มีทุกแขนงของงานดีไซน์รวมอยู่ในอาคาร” เธอกล่าว ทั้งภูมิสถาปัตย์ สถาปัตยกรรม อินทิเรียดีไซน์ วิธีคิด และภูมิปัญญา เธอยังบอกด้วยว่า เทคโนโลยียังเข้าไปไม่ถึงบังกลาเทศ ยกตัวอย่าง ถ้ามีเทคโนโลยีใหม่จากเมืองนอกมันจะมาถึงไทยในอีก 6 เดือน แต่สำหรับบังกลาเทศต้องรอ 1-2 ปี บอกไม่ได้ว่าบังกลาเทศเป็นเมืองสวยหรือไม่สวย เพราะที่นี่คือธากา และธากามีแห่งเดียว
โลกของภัคภร
หากมีโลกของตัวเองหนึ่งใบผักแว่นอยากให้โลกนั้นมีมิตรภาพ ทุกคนทำตนดีโดยไม่รบกวนใคร หากชีวิตมีผิดพลาดหรือเกิดรบกวนกัน น้อยบ้าง มากบ้าง จงให้อภัยและเมตตาตัวเองก่อน หากเขาไม่พอใจ จงอย่าไม่พอใจตอบ หากใครทำไม่ดี จงอย่าทำไม่ดีตอบ เป็นในแบบที่เราควรเป็น
จากประสบการณ์ที่เดินทางไปทำงานทั้งในและต่างประเทศ ภาษาไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นทัศนคติ จงคิดบวก และมีมิตรภาพที่พร้อมส่งต่อให้คนอื่นๆ เราจะได้พบสิ่งที่เราคิดในทุกวินาทีจึงอยากให้โลกนี้มีแต่มิตรภาพ







