
เชิญช็อป...
กรณีวัดพระธรรมกายที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า วงการคณะสงฆ์กำลังต้องการปฏิรูปเช่นเดียวกับอีกหลายองคาพยพในสังคม
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
กรณีวัดพระธรรมกายที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า วงการคณะสงฆ์กำลังต้องการปฏิรูปเช่นเดียวกับอีกหลายองคาพยพในสังคม
ไม่ว่า เจตนาของการรื้อคดีธัมมชโย จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไร หรือจะมีความพยายามบิดเบือนไปเป็นเรื่องการชิงการนำระหว่างนิกาย เป็นเรื่องการเมือง หรืออื่นๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นไม่ว่าจะบิดพลิ้ว เฉไฉไปขนใบบัวมาหมดพระอารามก็ปิดบังมิได้หรอกว่า ควรจะมีการปฏิรูปวงการคณะสงฆ์ได้แล้ว
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาจะมีหลายปรากฏการณ์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า โครงสร้างการปกครองและการจัดการของคณะสงฆ์ มิอาจจะรองรับปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป แต่เชื่อเถอะว่า ถึงที่สุดแล้ว
กรณีธัมมชโยก็จะมิได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในเชิงโครงสร้างอย่างที่ควรจะเป็นแน่นอน
มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ผู้ปกครอง หรือแม้แต่มหาเถระทั้งหลายควรจะได้อ่านกันอย่างยิ่งนั่นคือ “พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต” ซึ่งเป็นงานศึกษาวิจัยของพระไพศาล วิสาโล
ท่านพระอาจารย์ไพศาลได้วิจัยศึกษาและตีพิมพ์หนังสือนี้ออกมาตั้งแต่ ปี 2546 แต่จนถึงปัจจุบันสภาพการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองและพุทธศาสนาในประเทศไทยก็ยังมิได้แปรเปลี่ยนไปจากที่ท่านศึกษาเอาไว้เท่าใดเลย
หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก อ่านแล้วได้ความรู้ที่เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนาชนิดตื่นตาตื่นใจ เรื่องที่น่าสนใจมากคือ เรื่องพุทธศาสนากับวัตถุนิยม แน่นอนว่า งานชิ้นนี้ได้กล่าวถึงวัดพระธรรมกาย สันติอโศก สวนโมกข์ ฯลฯ ไว้ครบ เป็นการศึกษาเรื่องราวของพุทธศาสนาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันอย่างเป็นระบบที่สุด ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงศึกษา เพราะจะทำให้เข้าใจถึงปมปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
สำคัญที่สุดคือ จะได้เข้าใจสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ตัวเองศรัทธา
ตอนหนึ่งท่านบอกว่า พัฒนาการของพุทธศาสนาในสังคม ซึ่งเดิมเป็นศาสนาของชุมชนแล้วกลายมาเป็นศาสนาของรัฐ บัดนี้กำลังเคลื่อนมาสู่การเป็นศาสนาของปัจเจกชน
จากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างวัดกับชุมชน มาสู่การควบคุมกำกับดูแลของรัฐและคณะสงฆ์ส่วนกลางมาเป็นเรื่องของปัจเจกชนที่สามารถเลือกเอาได้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร อะไรที่ถูกกับวิสัยของตัว จะเลือกพิธีกรรมแบบไหน ฯลฯ หลายสำนักก็มีรูปแบบ วิธี คำสอน ที่จะให้ต้องจริตของกลุ่มต่างๆ มากขึ้น
ผมสรุปง่ายๆ อีกทีว่า ด้วยเหตุฉะนี้ จึงอย่าได้แปลกใจที่บางสำนักจะเน้นไปทางบุญนิยมแล้วได้รับการตอบสนองจากบรรดาผู้มีอันจะกินที่ปรารถนาภพภูมิที่ดีหลังความตาย การค้าขายที่บนสวรรค์เลยคึกคักเป็นพิเศษ
ท่านว่าการที่พุทธศาสนาถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับภูมิหลัง รสนิยม สภาพทางจิตและความต้องการของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น ทำให้พุทธศาสนาหลุดจากอำนาจรัฐและมหาเถรสมาคมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรัฐไม่สามารถผูกขาดการตีความหรือนิยมศาสนาต่อไปอีก เพราะประชาชนทำเองได้ รัฐและมหาเถรสมาคมก็ไม่สามารถจัดการอะไรกับสันติอโศกได้ แม้ว่ารัฐจะใช้อำนาจและคณะสงฆ์ได้อัปเปหิกลุ่มนี้ออกจากคณะสงฆ์แล้วก็ตาม
แน่นอนว่า มันมีปัจจัยอื่นอีกมากมาย เช่น ความอ่อนแอของมหาเถรสมาคม ความรุนแรงของบริโภคนิยมความสอดคล้องต้องกันระหว่างบริโภคนิยมกับแนวทางบุญนิยม การรวมศูนย์ของคณะสงฆ์ ฯลฯ ซึ่งท่านก็ได้เสนอแนวทางออกไว้หลายประการ เช่น ลดการพึ่งพิงรัฐลง นำโลกุตรธรรมกลับมา มีระบบกลั่นกรองผู้มาบวชปรับการบริหารคณะสงฆ์ใหม่ ความสัมพันธ์กับสังคมมากขึ้น ยกเครื่องการศึกษาของคณะสงฆ์ ฯลฯ
ท่านสรุปไว้ว่า ถ้าไม่มีการฟื้นฟูปฏิรูปทั้งในระดับความคิดและสถาบันอย่างจริงจัง และชาวพุทธนั่งดูดายแต่ถ่ายเดียวแล้ว พุทธศาสนาในอนาคตก็เป็นได้อย่างมากเพียงแค่ร่างทรงของบริโภคนิยมและวัตถุนิยมเท่านั้น
แม้จะส่งสัญญาณชัดว่า จำเป็นต้องมีการปฏิรูป แต่ในงานศึกษาชิ้นนี้ก็บอกว่า ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาในไทย การปฏิรูปมักจะเกิดจากความไม่พอใจแล้วแยกตัวออกมา
น่าคิดว่าการที่นายกรัฐมนตรี โยนเผือกร้อนเรื่องธัมมชโยกลับไปให้คณะสงฆ์แล้วบอกให้จัดการกันเอง ขณะที่มหาเถรสมาคมก็ไม่รู้ว่าใครพูดมุสา เพราะคนหนึ่งบอกไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ อีกคนบอกพิจารณาแล้วบอกไม่ผิด แล้วพลังปฏิรูปมันจะมาจากไหน?
เมื่อตำรวจทหารที่คลานไปหาพระผู้ใหญ่ก็มีแต่ไปขอตำแหน่งวิ่งเต้นเอาเก้าอี้ทางราชการ ส่วนชาวบ้านก็แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย รวมไม่ติด ทางเดียวที่เหลืออยู่คือ เชิญช็อปปิ้งเอาเองเถิดว่า จะไปสู่อบาย หรือโลกุตระ ด้วยสำนักและแนวทางใด
อมแล้วคาย บอกว่าไม่ผิด ให้ชิดซ้าย ย่ำดอกไม้ไปทางมืด ใครชอบก็เชิญ







