
อภัยทานต้นไม้
เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์
ผมกำลังจะเขียนเรื่องสบายๆ เป็นเรื่องของกินแถวหัวลำโพง เกิดนั่งดูข่าวตอนเช้าเห็นข่าวตัดต้นไม้ที่เขาใหญ่เพื่อขยายถนนให้กว้างใหญ่ขึ้นแล้วหงุดหงิดทนไม่ได้หรือไม่อยากทน เลยต้องขอบ่นหน่อยครับ
พวกเราเคยคิดอยู่เสมอว่าธรรมชาติท่านปรานีคน ส่งของขวัญเป็นต้นไม้ต่างๆ นานาทั้งเล็กและใหญ่มาให้ แต่โชคร้ายที่ต้นไม้ดันมาอยู่ในเงื้อมมือคนที่มีสมองเท่าถั่วลิสง ไม่มีจิตสำนึกที่จะรักษาแล้วยังทำลายอีกต่างหาก ก็ที่รณรงค์เรื่องโลกร้อนอยู่ทุกวี่ทุกวัน ปลูกฝังเด็กๆ และขอให้ช่วยกันปลูกต้นไม้เยอะๆ แต่ผู้ใหญ่สมองถั่วดันตัดต้นไม้อายุร่วม 100 ปีไปทั้งสิ้น
ผมว่าคิดผิดตั้งแต่แรกแล้วที่จะตัดถนนขนาดกว้างใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนขับรถขึ้นไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ จะต้องรีบร้อนกันถึงขนาดไหน แล้วจะต้องแห่ขึ้นไปเที่ยวกันมากๆ พร้อมๆ กัน หรือจะเอาใจพวกชอบจัดคอนเสิร์ตเขย่าป่าสุมขยะหรือไง ถึงขนาดต้องทำถนนใหญ่ๆ รองรับ แปลกครับ ขึ้นไปเที่ยวดูธรรมชาติ ไปพักผ่อนเพื่อให้ป่าไม้ช่วยผ่อนคลาย กลับทำถนนให้วิ่งตะบึงตะบอนแข่งกันขึ้น เดี๋ยวแทนที่จะเห็นสวรรค์กลับเห็นนรกแทน แล้วอีกอย่างถ้ายึดแนวความคิดอย่างนี้ต่อไปก็คงต้องขยายถนนให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นถนน 20 เลน และตัดต้นไม้จนหมดป่าไปเลย
ที่จริงต้องคิดกลับตรงกันข้ามด้วยซ้ำไปว่า ถนนต้องเล็ก ต้องค่อยๆ วิ่ง ยิ่งค่อยๆ วิ่งเท่าไหร่ความปลอดภัยก็มีมากขึ้น แล้วยังได้เห็นธรรมชาติริมทางอย่างช้าๆ เวลาผ่านอะไรที่น่าดูแล้ว จะได้เกิดจิตสำนึกรักและหวงแหนธรรมชาติและต้นไม้ แล้วพวกชอบตะแบงอย่าบอกว่าถนนเล็กสวนกันได้ไม่ปลอดภัย มันออกแบบได้ครับถ้าคิดจะทำ
ผมเห็นเมืองนอกเขาไม่ทำอย่างนี้ ยกตัวอย่างก็ได้ที่เทกซัส จากเมืองออสตินไปเมืองซานแอนโตนิโอ ตลอดสองข้างทางจะเป็นวิวกว้างๆ เป็นพื้นที่ราบมีฟาร์มแบบชนบทฝรั่ง แต่จะมีช่วงหนึ่งที่ผ่านอุโมงค์ต้นไม้ ซึ่งยาวพอสมควร รถทุกคันจะวิ่งช้าลงทั้งๆ ที่ถนนก็ใหญ่เท่าเดิม ที่ช้าเพราะต่างคนต่างอยากที่จะซึมซับเอาธรรมชาติเอาไว้กับตัวนานๆ
อีกที่หนึ่งเป็นที่นิวซีแลนด์ ที่โคโรแมนเดล เมืองเทมส์ จะมีถนนที่วิ่งลัดเลาะไปกับริมทะเลระยะทางมากกว่า 4050 กิโลเมตร ถนนแคบมาก ต้องระวังและวิ่งช้ามาก ความรู้สึกที่ขับรถอยู่ตอนนั้นมีทั้งเครียดที่ต้องระวังสุดฤทธิ์ แต่ก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นอะไรสวยๆ อย่างที่พอหลุดจากโค้งนี้ก็เป็นเนินโน้น เป็นวิวที่เหมือนอุปทานฝันไป ทุกวันนี้ก็ยังอยากไปเที่ยวอีกไม่เคยเบื่อ ซึ่งถ้าถามว่าที่ถนนเขาทำไมเป็นอย่างนั้น เขาไม่มีเงินที่จะทำถนนกว้างๆ หรือไง ก็ทำไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไร สู้ให้คนค่อยๆ ไปดีกว่า
นั่นเป็นเรื่องที่บ้านอื่นเมืองอื่นเขาทะนุถนอมธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มาถึงเรื่องเจ้าหน้าที่ไทยที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้บ้าง ไฟฟ้า และ กทม. นั่นก็ตัวดี ชอบรังแกต้นไม้ดีนัก ผมเคยชอบต้นก้ามปูใหญ่ๆ สองข้างทางจากตัว จ.อ่างทอง ไป อ.โพธิ์ทอง ร่มรื่นเป็นอุโมงค์ต้นไม้อีกที่หนึ่ง วันดีคืนดีถูกไฟฟ้าตัดต้นก้ามปูเหี้ยนเต้ ที่ลงโทษประหารชีวิตต้นไม้นั้นเพราะจะปักเสาไฟฟ้าใหม่ เวรแท้ๆ
ในกรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน กทม. ไม่รู้หวงแหนสายไฟฟ้ามากมายขนาดไหน ตัดกิ่งตัดใบต้นไม้ให้มันกุดเป็นตอหมด อ้างว่ากิ่งต้นไม้มันเกะกะสายไฟฟ้า ผมเคยเห็นเมืองอื่นที่มีปัญหาแบบเดียวกัน แต่เขามีทางออกคือจะตัดกิ่งเฉพาะตรงที่สายไฟผ่านเท่านั้น แล้วต้นไม้ที่เรียงรายอยู่นั้น เขาจะตัดให้มันเป็นช่องเท่ากันหมดกลายเป็นง่าม แหวกทางให้สายไฟฟ้าผ่าน สวยไปอีกอย่าง ใครไปใครมาก็ชอบดู เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้งสองทาง ต้นไม้ก็โตร่มรื่น สายไฟก็ผ่านได้ไม่มีอะไรเกะกะ
เจ้าหน้าที่ไทยไม่รู้จักคิดแล้วยังเชื่องช้าอีกต่างหาก ที่ผมเห็นข่าวเรื่องตัดต้นไม้บนเขาใหญ่ทางทีวีนั้น มีรัฐมนตรีไปตรวจสภาพพื้นที่ เห็นเหล่าเจ้าหน้าที่ทั้งหลายทำขึงขัง วัดขนาดต้นไม้ถ่ายรูป ก็เขาตัดมาเป็นเดือนไม่รู้ไม่เห็นเลยหรือ พอมีข่าวครึกโครม มีทีวีไปถ่ายก็ทำเป็นห่วงเป็นใยต้นไม้ขึ้นมา พวกนี้ผมอยากเปลี่ยนนามสกุลให้หมดเป็น
“แพะเปลี่ยนสี” ปรับเปลี่ยนตัวเปลี่ยนสีไปตามสถานการณ์พร้อมๆ กับร้องแบ๊ะๆ ไปด้วยผมขอบ่นเพียงเท่านี้ครับ ย้อนกลับมาเรื่องบันเทิงใจ อิ่มสบายท้องดีกว่า เป็นของกินแถวหัวลำโพง ที่วัดไตรมิตร ซึ่งมีร้านคุณย่าอยู่ตรงด้านข้างพระอุโบสถนั้น ในทุกวันพฤหัสบดีมีของกินที่ผมชอบเป็นปูหลน ที่หากินยากแล้วของร้านนี้ยังอร่อยด้วย ไปทีหนึ่งก็ซื้อมา 2 ถุง กินเสียให้คุ้ม ที่จริงในทุกวันพฤหัสบดีนั้นก็มีอย่างอื่นด้วย เช่น ผัดไทยก็ใช้ได้ และแกงเขียวหวานเนื้อ ไก่ ลูกชิ้นปลากรายก็อร่อย สำหรับร้านคุณย่าจะหยุดวันอาทิตย์ครับ
แล้ววันที่ผมไปนั้นเผอิญเกิดมีที่จอดรถแบบเข้าซองไม่เกะกะใคร ก็ออกไปฝั่งตรงข้ามในซอยสุกร 1 ซอยนี้มีของกินเพียบและอร่อยๆ ทั้งนั้น
ตรงหัวมุมซอยเป็นร้านโล่งๆ มีร้านของกินหลายร้านรวมกันอยู่ นัมเบอร์วันเป็นหอยทอดชื่อราชาหอยทอด จะมีป้ายเขียนว่าเจ้าเก่าข้างโรงเรียนเผยอิง เป็นหอยทอดแบบแป้งนิ่มๆ เหนียวๆ โปะมาบนถั่วงอกที่เพิ่งสุกแบบสะดุ้งไฟ ซึ่งจะต่างจากหอยทอดสมัยใหม่ที่ทอดแป้งจนเกรียม
สำหรับหอยทอดแบบแป้งนิ่มๆ นี้ ผมเคยกินตั้งแต่เด็ก ร้านแรกที่กินอยู่ใกล้สี่แยกราชวงศ์ ชื่อ บะหมี่ราชวงศ์ ที่ขึ้นชื่อมากเรื่องบะหมี่แห้งใส่ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง นอกจากบะหมี่แล้วก็มีหอยทอด ก็เป็นแบบนี้แหละคนทำเป็นอาแป๊ะไม่พูดไม่จา ที่น่าดูคือเตาทอด ก่อด้วยปูนสูงรูปร่างเหมือนโอ่ง กระทะทอดจะวางเสมอกับปากเตา วิธีควบคุมไฟ ที่ให้ความร้อนตามต้องการ คือการยกกระทะแค่เอียงเพียงเผยอขึ้นเท่านั้น ซึ่งร้านนี้หายสาบสูญไปนานแล้วครับ
ร้านที่ 2 คือร้านตรงข้างโรงเรียนเผยอิง เป็นซอยเล็กๆ ผมขอแถมเรื่องโรงเรียนเผยอิงหน่อย เป็นโรงเรียนจีนเก่าแก่ ตั้งขึ้นเพื่อให้ลูกหลานจีนได้เรียนภาษาจีน อาคารเรียนหลังที่เห็นอยู่นี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 รูปแบบอาคารสวยครับ เป็นฝรั่งเต็มตัว ทีมออกแบบเป็นสถาปนิกและวิศวกรอังกฤษที่เชื่อว่าเป็นทีมเดียวกันกับที่ออกแบบอาคารคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
สำหรับร้านหอยทอดข้างโรงเรียนเผยอิงนั้นคือร้านบรรพบุรุษของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบียร์ช้างนี่แหละ ซึ่งเลิกขายไปนานนมแล้ว แล้วคนที่ขายหอยทอดตรงซอยสุกร 1 ที่ผมแนะนำนี่เคยเป็นคนล้างจานอยู่ที่ร้านบรรพบุรุษคุณเจริญมาก่อนครับ ฉะนั้นผมว่านี่เป็นรากเหง้าหอยทอดแบบเก่าที่ยังเหลืออยู่ และเป็นรากที่อร่อยเสียด้วย สำหรับราชาหอยทอดตั้งแต่เช้าถึงบ่าย 2 โมงครึ่ง หยุดวันเสาร์สุดท้ายของเดือนวันเดียว
ในซอยสุกร 1 ไม่ได้มีแค่ราชาหอยทอดอย่างเดียว เลยไปหน่อยก็มีหมูสะเต๊ะชองกี่ นี่ก็เก่าแก่มาก ตัวหมูสะเต๊ะนั้นมีทั้งหมูล้วน หมูติดมัน และตับ ความอร่อยนั้นยังรวมไปถึงน้ำจิ้มและแม้กระทั่งอาจาด และติดกันกับร้านชองกี่ยังมีร้านสีมรกตขายข้าวหมูแดง อันนี้ก็น่าสนใจ
เรื่องกินที่หัวลำโพงยังมีอย่างอื่นๆ ที่ลานตาอีกมากจนอยากมีท้องเท่าฮิปโป เพลินดีก็หายหงุดหงิดเรื่องคนตัดต้นไม้ไปได้ชั่วครู่ครับ







