
ธนิต บุญดาว: รักษ์โลกอย่างรับผิดชอบ
เรื่อง กาญจนา เตชาวัฒนากูล ภาพ ธนิต บุญดาว
“เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ดังนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นทั้งดีและไม่ดี มันก็ส่งผลกระทบต่อกันและกันอยู่ดี แต่บางที่เราก็ลืมมองมุมนี้ ใช้ชีวิตกันแบบสุขสบายและปล่อยปละละเลยมากเกินไป ไม่ดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนตอนนี้พอเกิดปัญหาขึ้น มนุษย์เราเองก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของตัวเราเอง” นี่คือหนึ่งเสียงสะท้อนเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจาก นิวธนิต บุญดาว หนุ่มน้อยวัย 22 ปี บัณฑิตหมาดๆ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยธนิต บอกว่า ตัวเขาเองอาจไม่ใช่นักอนุรักษ์ตัวยงที่จะต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ทำอะไรเพื่อโลก แต่เขาเลือกทางที่ง่ายกว่านั้น โดยเริ่มจากตัวเอง ทำให้วิถีการอนุรักษ์เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน
“แนวทางของผมก็คงไม่ต่างจากคนทั่วไป อย่างเช่น พกถุงผ้าเวลาไปซื้อของ เลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนการขับรถ ปิดน้ำปิดไฟเวลาไม่ใช้ หรือใช้กระดาษรีไซเคิล เป็นต้น เราทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ที่บ้าน แต่ที่ทำงานด้วย เราไม่จำเป็นจะต้องรอให้ทางออฟฟิศหรือหัวหน้ามีนโยบายมาคอยเตือนเรา แต่เราเตือนตัวเองได้ตลอดเวลา”ธนิต มองว่า ปัญหาต่างๆ มันก็เกิดจากการสะสมสิ่งที่เราทำกันคนละเล็กละน้อย จนมันกลายเป็นปัญหาใหญ่ กระทบในวงกว้าง ถ้าเพียงแค่คนเรามีความรับผิดชอบกับตัวเองและสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนั้นมันก็คงไม่เกิดหรือไม่รุนแรงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรปัดความรับผิดชอบเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมว่าเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกการกระทำมันมีผลต่อกันและกัน ดังนั้นถ้าเราลงมือแก้ไขกันคนละเล็กละน้อย มันก็จะช่วยแก้ปัญหาองค์รวมได้
”ธนิต เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่เรียนอยู่ปีสุดท้าย เขาและเพื่อนๆ ได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขัน ประกวดแผน
“กรีนโลจิสติกส์” ในงาน Thailand International Logistics Fair ซึ่งทีมของเขาเสนอแนวทางจัดการกับปัญหาโรงงานที่ได้รับมอบหมายโดยคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เข้ามาช่วยกระบวนการผลิต ควบคู่ไปกับการปรับปรุงอุปกรณ์และระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งผลให้ทีมของเขาสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับสองมาครองได้สำเร็จธนิต บอกว่า
“การแข่งครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เรามีโอกาสได้เข้าไปศึกษาจากการทำงานจริง และอยากให้องค์กรต่างๆ หันมาใส่ใจปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ให้เป็นไปในแนวอนุรักษ์มากขึ้น นอกจากจะทำให้ผลผลิตและประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมดีขึ้นแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าองค์กรเหล่านั้นมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย” ซึ่งเขาก็เสริมว่า เขาหวังว่าจะได้ใช้ความรู้เหล่านี้กับงานปัจจุบันที่เขาเพิ่งเข้าไปรับผิดชอบดูแลอยู่ด้วยเช่นกัน






