
รวยง่าย ๆ สไตล์มนุษย์เงินเดือน
ปีที่ผ่านมาหลายคนได้ปรับเงินเดือนขึ้นทั้งด้วยนโยบายภาครัฐที่มีการปรับฐานเงินเดือนให้กับข้าราชการ
ปีที่ผ่านมาหลายคนได้ปรับเงินเดือนขึ้นทั้งด้วยนโยบายภาครัฐที่มีการปรับฐานเงินเดือนให้กับข้าราชการ และในส่วนของเงินเดือนเริ่มต้นของผู้จบใหม่ แถมยังคงจะได้โบนัสกันแล้วมาดูกันว่ามนุษย์เงินเดือนนั้น จะมีวิธีรักษาเงินให้อยู่กับเรานานๆ และทำให้เงินเดือนที่ได้รับมางอกเงย และรวยง่ายๆ ได้อย่างไร
1.ออมก่อนใช้ 10-30% การออมก่อนใช้จ่าย เป็นวิธีที่ช่วยให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น โดยอาจเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ฉบับใหม่ เงินฝากประจำ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อให้เงินที่กันออกไปไม่ถูกดึงนำมาใช้โดยไม่รู้ตัว และควรออมสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ไม่น้อยกว่า 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน ก่อนออมเพิ่มเติมเพื่อเป้าหมายในอนาคต
2.จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย จะทำให้การใช้จ่ายเงินเป็นการใช้จ่ายอย่างมีสติมากยิ่งขึ้น
3.ตั้งเป้าหมาย เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถออมเงินให้บรรลุเป้าหมายได้ เช่น เป้าหมายไปเที่ยวต่างประเทศ เป้าหมายระยะกลาง เช่น ซื้อรถยนต์ เป้าหมายระยะยาว เช่น เกษียณเป็นต้น ทั้งนี้ควรตั้งเป้าหมายให้เป็นไปได้ และควรมีการติดตามอย่างสม่ำเสมอว่าสามารถบรรลุเป้าหมายในแต่ละช่วง
4.ลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้ หุ้น ทองคำ หรือเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ ซึ่งสามารถใช้บริการ Saving Plan เพื่อหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกองทุน
5.หักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทนายจ้างที่ให้สิทธิพนักงานเลือกส่งเงินสะสมเอง เช่น สะสมได้ตั้งแต่ 2-15% ยิ่งหักเงินสะสมมาก ยิ่งทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น นอกจากนี้เงินสะสมที่ลูกจ้างได้ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
6.ใช้สิทธิประกันสังคม หากบริษัทไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคมจะเป็นตัวช่วยอันดับต้นๆ ในการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ยังสามารถใช้สิทธิคลอดบุตรสงเคราะห์บุตร รวมถึงกรณีการว่างงาน หากส่งเงินสมทบมาครบ 6 เดือนภายใน 15 เดือน แล้วถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย จะได้รับประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ในอัตรา 50%ของค่าจ้าง (สูงสุดไม่เกิน7,500 บาท เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีเพดานจัดเก็บเงินสมทบสูงสุดที่ 1.5หมื่นบาท/เดือน) โดยระยะเวลาการจ่ายไม่เกิน 180 วัน (6 เดือน)ภายใน 1 ปี หรือในกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลาจะได้รับ 30% ของค่าจ้าง ระยะเวลาจ่ายไม่เกิน 90 วัน (3 เดือน)
7.ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่มีให้เต็มที่ เช่น ลดหย่อนคู่สมรสลดหย่อนบุตร ลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อเช่าซื้อที่อยู่อาศัย เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมถึงเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และควรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุน เช่น การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ประกันชีวิต
และประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นต้น เพื่อให้เงินที่ลงทุนนอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในอนาคตด้วย
8.ชำระบัตรเครดิตให้ตรงเวลา เพื่อรักษาเครดิตที่ดีให้อยู่นานๆ และหากต้องก่อหนี้ใหม่ เช่น การใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการ แนะนำให้ชำระเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน หรือ 50 วันเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยจ่ายในอัตราที่สูง







