เวทีวันที่20ก.พ ควรเป็นเวทีเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย
เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล
เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล
"เวทีวันที่20ก.พ ควรเป็นเวทีเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย "
ท่านนายกฯเป็นห่วงว่าถ้าไม่รีบให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21ในปีนี้ ก๊าซจะขาดและมีผลกระทบต่อระบบผลิตไฟฟ้าในอีก7-8ปีข้างหน้า
การอ้างเวลา 7ปีว่าประเทศจะเกิดวิกฤติความมั่นคงเรื่องพลังงาน ถ้าไม่ให้สัมปทานตั้งแต่ปีนี้เพราะก๊าซจะหมดนั้น ซึ่งที่จริงเป็นช่วงเวลาที่แหล่งก๊าซ2แหล่งใหญ่ในประเทศ คือบงกช และเอราวัณ จะหมดสัมปทานในปี2565, 2566 ( 7,8ปีจากปีนี้) การหมดสัมปทานไม่ใช่ก๊าซหมดไปด้วย แต่ก็มีความพยายามจะเอา2เรื่องมาเป็นเรื่องเดียวกัน และเพื่อจะให้สัมปทานโดยไม่มีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมที่ประเทศเสียเปรียบเสียก่อน ก็อ้างเรื่องเวลาในการแก้ไขกฎหมายว่าต้องใช้ถึง6ปี ทำนองว่าจะไม่ทันกับวิกฤติพลังงานที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่สนใจว่าการเปิดสัมปทานครั้งนี้จะผูกพันประเทศชาติไป39ปี โดยประเทศชาติเสียประโยชน์ในกรรมสิทธิปิโตรเลียมให้กับเอกชน
ควรตั้งข้อสังเกตว่ามีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ !?!
ขอให้ท่านนายกฯลองอ่านข้อเสนอของ ดร. เดชรัตน์ สุขกำเนิด ที่คำนวณตัวเลขการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าของประเทศจากฐานตัวเลขที่เป็นจริง ว่าสามารถแก้ไขวิกฤติที่ท่านนายกฯกังวลได้ กล่าวคือ ขณะนี้กำลังสำรองไฟฟ้าของเราล้นเกินจากสำรองมาตราฐานที่ 15% เป็น 25% และจะล้นเกินเป็น 40% ของความต้องการใช้ในปี 2562-2568 ดังนั้นในอีก7ปีข้างหน้า หากไม่รวมปริมาณก๊าซจากแหล่งบงกชและเอราวัณ ซึ่งมีปริมาณ 1,300ล้านลูกบาศก์ฟุต ข้อเสนอของดร.เดชรัตน์ คือให้ชะลอโรงไฟฟ้าที่จะเข้าสู่ระบบสัก8,000เมกกะวัตต์ออกไป3ปี จะลดการใช้ก๊าซลงได้ 1,300ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน พอดี วิธีการนี้ยังจะช่วยลดการลงทุนที่ไม่จำเป็นถึง400,000ล้านบาท และยังลดค่าไฟให้ประชาชนได้ถึงหน่วยละ37สตางค์
ดังนั้นการใช้เวลาสัก 1-2ปีเพื่อแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์อย่างสูงสุด มีหลักฐานชัดเจนว่าไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงเรื่องไฟฟ้าในอีก7-8ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน ยิ่งถ้ามีการส่งเสริมประชาชนในการร่วมผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านตามที่กมธ.พลังงานของสปช.เสนอด้วยแล้ว ปัญหาที่ท่านนายกฯกังวล เป็นอันแก้ไขได้แน่นอน
จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะยกมาอ้างเพื่อเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21ให้ได้ โดยไม่แก้ไขกฎหมายเสียก่อน ซึ่งย่อมจะถูกตั้งข้อสงสัยได้ว่า มีผลประโยชน์อื่นอยู่เบื้องหลังคำกล่าวอ้างว่า ต้องทำเพื่อความมั่นคงของประชาชนหรือไม่!?!
การจัดเวทีในวันที่ 20ก.พ ที่จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ควรเป็นเรื่องมาพูดคุยถึงนโยบาย ไม่ใช่จัดโต้วาทีระหว่างกระทรวงพลังงาน กับภาคประชาชน เพราะความเห็นที่มีร่วมกันคือต้องมีการแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม เพื่อเปิดโอกาสให้มีทางเลือกอื่นๆในการให้สิทธิสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมให้กับเอกชน เช่นระบบแบ่งปันผลผลิต การจ้างผลิตเป็นต้น สิ่งที่ต่างกันมีเพียงเรื่องของระยะเวลาเท่านั้น จึงไม่ควรต้องมาโต้แย้งในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้อง
ท่านนายกฯสามารถมาเข้าร่วมรับฟังสัก 1ชั่วโมงเพื่อรับข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นการแสดงความจริงใจในการรับฟังจากภาคประชาชน และท่านควรมองปรากฎการณ์ที่มีประชาชนเป็นจำนวนมากจากทุกภาคส่วน รวมทั้งสปช.เสียงข้างมาก ซึ่งมีความกระตือรือล้นและต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปพลังงาน ว่าเป็นโอกาสดีและเป็นสิ่งที่แสดงถึงความปรองดองระหว่างรัฐกับประชาชน และถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชูธงปฏิรูปพลังงานเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนยิ่งกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดพลังงานแล้ว ย่อมสามารถทำกฎหมายพลังงานฉบับปฏิรูปได้ภายใน6เดือนด้วยซ้ำ โดยอาจจะออกเป็นพระราชกำหนดในระยะแรก และค่อยยกระดับเป็นพระราชบัญญัติในลำดับต่อไป และการปฏิรูปพลังงานนี่แหละคือการก้าวเดินออกจากกับดักโรดแมปของรัฐบาลทุนสามานย์ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นการนำพาประชาชาติสู่การปรองดองอันถาวรอย่างแท้จริง







