
เอา-ไม่เอา กระเช้าภูกระดึง!
ยังเป็นประเด็นกันไม่จบสำหรับเรื่องของโปรเจกต์กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง
เรื่อง...พงศ์ พริบไหว / ภาพ...ภคินัย ฟักฉ่ำ
ยังเป็นประเด็นกันไม่จบสำหรับเรื่องของโปรเจกต์กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงซึ่งก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจและมองกว้างๆตามความจริงว่า กว่าจะขึ้นมายังภูกระดึงได้ต้องเดินทางผ่านเส้นทางสุดแสนทรหดหลายกิโลเมตรซึ่งนั่นถือเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมกว่า 30 ปีที่ผ่านมา จึงมีความพยายามผลักดันโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงเสมอมา ทว่ายังไม่เคยประสบความสำเร็จ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่นำมาใช้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
ล่าสุด ภายใต้การดำเนินงานขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ได้หยิบยกและอ้างอิงความเป็นไปได้ในการสร้างกระเช้าและได้เลือกพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งอยู่ไกลจากจุดบริการนักท่องเที่ยวเพียง 3 กิโลเมตร โดยชี้ว่าเส้นทางของกระเช้าไฟฟ้าจะกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุดเท่าที่เคยศึกษามาตลอดหลายสิบปี จากข้อมูลเรียกได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่กระเช้าไฟฟ้าจะมีขึ้นที่ภูกระดึง
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิงเป็นฉบับปรับปรุงแก้ไข 20 มิ.ย. 2557 เสนอโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท แกรนด์เทค บริษัท ไทยซิสเทมเอนไว แอนด์ เอนจิเนียริ่ง โดยในการศึกษาระบุว่า จะมีความยาว 3,675 เมตร มีเสาทั้งหมด 16 ต้น รวมแล้วพื้นที่ฐานของเสาทั้งหมดจะตัดป่าราว 3.65 ไร่
อุปกรณ์ก่อสร้างทั้งหมดจะใช้การหย่อนลงด้วยเฮลิคอปเตอร์ ไม่มีการตัดถนนเพื่อลำเลียงวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและไม่มีการตัดป่าตามแนวกระเช้า เนื่องจากจะยกสูงพ้นแนวเรือนยอดไม้ ซึ่งแน่นอนว่านั่นเป็นเพียงรายงานโครงการ หากกลุ่มนักอนุรักษ์หลายกลุ่ม นำโดยกลุ่ม “โอเคเนเจอร์” กลับเห็นตรงข้ามกันว่า การสร้างกระเช้าแม้ไม่ได้มีผลกระทบต่อระบบนิเวศมากมาย แต่สิ่งที่น่าห่วงคือผลที่จะตามมากับกระเช้าต่างหาก…
ทำไมไม่เอากระเช้าภูกระดึง
ตามความเป็นจริงเมื่อขึ้นมายังภูกระดึง ถึงแม้จะมีกระเช้าไฟฟ้าคอยอำนวยความสะดวก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเดินหรือปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรเช่นกัน เพื่อเข้าไปสัมผัสธรรมชาติอันงดงามที่กระจายตัวอยู่ทั่วภูกระดึง ซึ่งจากการที่กลุ่ม “โอเคเนเจอร์” ได้พานักข่าวเดินทางลงพื้นที่สำรวจสังเกตการณ์บริเวณที่ถูกกำหนดให้เป็นจุดสร้างกระเช้า ยิ่งทำให้เห็นว่าการเดินทางจะไปตามจุดต่างๆ ที่เป็นจุดขายของภูกระดึงไป-กลับแต่ละสถานที่ระยะทางมากกว่า 10 กิโลเมตร ยกตัวอย่างจุดหมายที่นักท่องเที่ยวนิยมไปที่สุดอย่างผาหล่มสัก ระยะทางจากจุดสร้างกระเช้าไป-กลับอยู่ที่ประมาณ 17 กิโลเมตร
เต็งพ้ง เพียรพัฒน์ ตัวแทนกลุ่มโอเคเนเจอร์ อธิบายให้ฟังถึงเสน่ห์ของภูกระดึง ว่า คือการเดินและความทรงจำระหว่างทาง “ซึ่งที่นี่พูดกันตามจริงมีสถานที่อื่น ซึ่งไปมาสะดวกกว่า สวยงามกว่าในประเทศไทยอยู่ตั้งหลายที่ แต่ทำไมคนก็ยังเลือกมาภูกระดึง ยังเลือกที่จะเดินเพื่อมาชื่นชมธรรมชาติบนนี้ เพราะการเดินคือเสน่ห์ของที่นี่ เพราะถ้าถึงมีกระเช้าอย่างไรเราก็ต้องเดิน แต่สิ่งที่จะตามมากับกระเช้าสิ น่าเป็นห่วง ที่เราออกมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเราหัวแข็ง เป็นนักอนุรักษ์สุดโต่ง ถ้ามีกระเช้ามาแล้วดีจริงเราก็ยินดี แต่นี่มันไม่มีอะไรที่แน่ชัดเลย มันดูน่ากังวลไปหมด เหมือนกับเป็นมโนโปรเจกต์ที่พูดขึ้นมาว่ามันดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ก็มีผลกระทบมากมาย”
ผลกระทบที่กลุ่มโอเคเนเจอร์ได้สำรวจและเป็นห่วงมีด้วยกันอยู่หลายประการ โดยสรุปก็มีตั้งแต่ภูกระดึงไม่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศที่มีการสร้างกระเช้าบนยอดเขา เพราะภูกระดึงมิได้มีการจำกัดผู้คนที่จะไปหรือมา คนยิ่งมากก็ยิ่งไร้การควบคุม ธรรมชาติย่อมเกิดความเสียหายได้ นอกจากนี้กลุ่มโอเคเนเจอร์ยังเป็นห่วงเรื่องคนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับได้ เมื่อคนมากเกินไป ตามอัตราความถี่ของกระเช้าที่จะสามารถบรรทุกคนขึ้นมาได้ จะทำให้มีคนอยู่กันจนเกลื่อนภูกระดึง และธรรมชาติย่อมถูกกิจกรรมของมนุษย์ที่มากมาย ทำลายลงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเวลาที่ภูกระดึงปิดปีละ 4 เดือน ก็ไม่อาจฟื้นสภาพได้ทัน
อุทยานแห่งชาติภูกระดึงบริเวณบนหลังแป (พื้นที่ราบบนภูกระดึง) มีสัตว์ป่าอาศัยหนาแน่น ตั้งแต่ ช้างป่า หมาใน หมาจิ้งจอก เก้ง กวาง มีโอกาสสูงที่จะเกิดอันตราย ยิ่งเมื่อนักท่องเที่ยวเยอะเกินการควบคุม อีกทั้งถ้ามีกระเช้าขึ้นมาบนภูกระดึงยังเป็นการทำลายอาชีพของลูกหาบ รวมไปถึงร้านค้าระหว่างทางขึ้นภูกระดึง ขณะที่ร้านค้าบนจุดบริการนักท่องเที่ยว จากที่เป็นชาวบ้านที่อยู่อาศัยยึดอาชีพกันมาหลายสิบปี อาจจะตกเป็นของกลุ่มทุนใหญ่ เป็นการแย่งงาน แย่งอาชีพ แย่งรายได้จากคนเหล่านี้
นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของความไม่โปร่งใสในข้อมูลของรายงาน โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ที่หลังจากกลุ่มโอเคเนเจอร์และนักวิชาการได้ลองศึกษาอย่างถ้วนถี่แล้ว ก็มีประเด็นที่ขัดหลักความจริงอยู่หลายประการ
ทำไมต้องสร้างกระเช้าภูกระดึง
ในรายงานระบุไว้ว่า จุดตั้งสถานีกระเช้าจะอยู่ตรงบริเวณใกล้กับหมู่บ้านทานตะวันและบ้านน้ำพอง ซึ่งสถานีปลายทางจะตั้งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ซึ่ง ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะที่ออกมาสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว มีความเห็นว่าจุดนี้คือจุดที่เหมาะที่สุดในการสร้างกระเช้า
“บริเวณนี้จากผลสำรวจคือไม่ใช่ป่าดิบชื้น พื้นที่ดินมันตื้นเป็นหินดินดาน ต้นไม้เป็นประเภทที่สูงไม่เกิน 15 เมตร แล้วก็ถือว่าเป็นจุดที่ใกล้ที่สุด และหากสร้างกระเช้าจะมีการทำลายพื้นที่ป่าน้อยที่สุด ประมาณ 3 ไร่เศษๆ เรื่องป่าไม้คงไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ผมมองในมุมที่ว่าหากสร้างกระเช้าคือการพาคนขึ้นลงไปให้มากที่สุด ตอนกลางคืนสัตว์ป่าจะได้ออกหากินตามธรรมชาติของเขาบนลาน 3.5 หมื่นไร่ ซึ่งจะมองอีกอย่างกับจังหวัดที่มองถึงเรื่องรายได้ เพราะว่าเวลาที่นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่กางเต็นท์มันแน่นไปหมด สัตว์ป่าจะเดินหากินได้ยังไง เพราะฉะนั้นถ้ามีกระเช้าเราก็สามารถเอาคนลงมาได้รวดเร็ว จากที่กางเต็นท์ 5,000 คน ก็ให้เหลือแค่ 500 คน แบบนั้นสัตว์จะได้หากินได้สะดวก
ไม่ต้องห่วงว่าเราจะจำกัดจำนวนคนที่ขึ้นมาพักไม่ได้ เพราะเราก็ดูที่ตั๋วได้ ขึ้นไปเมื่อไร ลงเมื่อไร เราจำกัดได้ เราล็อกคนได้สบาย แต่ทุกวันนี้ที่คนเดินขึ้น เราล็อกไม่ได้นะ เรารู้แต่ยอด ควบคุมใครก็ไม่ได้ อย่างถ้ามีกระเช้า เฉลี่ยสามารถขนคนขึ้นลงบนภูกระดึงได้ 240 คน ใน 15 นาที แล้วคนที่บอกว่ามันเสียเสน่ห์ของภูกระดึง ซึ่งอยู่ที่การเดินขึ้น คนที่ยังนิยมการเดินก็ยังทำได้อยู่ คนที่เดินอาจจะลดลง แต่ข้อดีก็คือเมื่อมีคนเดินน้อย สัตว์ป่าก็สามารถข้ามเส้นทางเดินขึ้นเขาไปมาหาสู่กันได้
การสร้างกระเช้าเราคิดกันมานานมาก มองไม่เห็นทางแก้ปัญหาอื่น แล้วบนภูกระดึง หากจะตัดถนนก็ไม่มีทาง เอกชนจะมาขอเช่าใช้เฮลิคอปเตอร์ส่งคนก็ไม่ได้ มันเสียงดังรบกวนสัตว์ป่า วิธีนี้มันมีแต่ได้กับได้ เจ็บป่วยคุณก็สามารถเอาคนลงมาได้ทัน ขยะก็สามารถขนลงมาได้ และกระเช้ามันไม่ได้มีเสียงดังรบกวน ซึ่งวันหนึ่งมันสร้างแล้วไม่ดีเราก็รื้อทิ้งออกไปได้
ถึงวันนี้มันก็ยังไม่ได้มีการก่อสร้างอะไร ยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจศึกษาผลกระทบ แล้วเสนอ ครม. ซึ่งตอนนี้เราก็คุยกันถึงเรื่องสมมติถ้ามันเกิดขึ้นจริง สำหรับผมเองมองว่ามันจะเป็นการเปิดโอกาสให้สัตว์ป่าบนภูกระดึงได้หวนคืนธรรมชาติอีกครั้งเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องผลพลอยได้เท่านั้นเองครับ”
หลังจากที่ได้ลงพื้นที่บนภูกระดึงก็พอสำรวจได้ความรู้มาจากหลากหลายทัศนะ กลุ่มคนเล็กๆ อย่างแม่ค้า ลูกหาบ ส่วนใหญ่ก็มีความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวต่างกันเป็นสองฟากฝ่าย เราเองในฐานะนักท่องเที่ยว หากมองในแง่อนุรักษ์ก็คิดอีกแบบ หากมองในเรื่องความสะดวกสบายก็คงคิดกันอีกแบบ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันคงดีไม่น้อย หากหลายๆ ส่วนมองหาทางออก โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่เอื้อต่อสัตว์ป่าและธรรมชาติบนภูกระดึงให้มากที่สุด







