posttoday
จูบ...ชิ้นสำคัญ

จูบ...ชิ้นสำคัญ

15 กุมภาพันธ์ 2558

โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com

โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com

ควันหลงวันวาเลนไทน์ ไป (ดู) คนจูบกัน (ในงานศิลปะ) ที่ล้วนเป็นชิ้นงานดังระดับโลกทั้งสิ้น

The Kiss (หรือ Lovers) ของจิตรกรชื่อดังชาวออสเตรียน กุสตาฟ คลิมท์ ที่สร้างสรรค์ขึ้นระหว่างปี 1908–1909 คือภาพดังที่ติด 1 ใน 10 ของภาพเขียนที่ดีที่สุดของโลกตลอดกาล ภาพนี้วาดในช่วงรุ่งเรืองของกุสตาฟ และบ่งบอกถึงสไตล์อาร์ตนูโวของเขาอย่างชัดเจน

ภาพเขียนซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ปัจจุบันถือว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซของต้นยุคโมเดิร์น และยังถือเป็นสัญลักษณ์ของ Vienna Jugendstil หรืออาร์ตนูโวแห่งเวียนนาด้วย

เมื่อครั้งที่ผลงานออกมา คำวิจารณ์กลับเป็นตรงกันข้าม The Kiss ถูกตัดสินเป็นภาพลามกอนาจาร จนเกิดประโยคเด็ดของกุสตาฟผู้ไม่แคร์สื่อ “ถ้าผลงานศิลปะของคุณไม่สามารถสร้างความพอใจให้ทุกคน ขอให้มีบางคนที่ชอบก็พอ”

กุสตาฟได้ไอเดียการใช้แผ่นทองในงานศิลปะ หลังเดินทางกลับจากอิตาลี ในปี 1903 ซึ่งเขาได้ชมภาพโมเสกยุคไบเซนไทน์ในโบสถ์ซาน วิตาเล เขาบันทึกว่า ภาพโมเสกเหล่านั้นมันดูแบนมาก แต่พอนำทองเข้าไปตกแต่งเท่านั้น ก็ช่วยเพิ่มมิติขึ้นมา เขาจึงทดลองนำทั้งแผ่นทองมาใช้กับผลงานหลายๆ ชิ้น

ประติมากรรมสุดล้ำค่าของประติมากรชาวฝรั่งเศส โอกุสต์ โรแด็ง The Kiss (Le Baiser) ปี 1889 เป็นรูปเปลือยของหญิง-ชายกำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม ประติมากรรม The Kiss ชิ้นดั้งเดิมทำจากทองเหลือง เป็นเครื่องประดับใน The Gates of Hell ร่วมกับประติมากรรมชื่อดังอย่าง The Thinker

เดิมทีเขาใช้ชื่อว่า Francesca da Rimini เล่าเรื่องของสตรีสูงศักดิ์ตามบทกวีของดังเต้ อลิเกรี เธอเป็นผู้รอดตายจากไฟนรก หลังไปหลงรักเปาโล น้องชายของสามี (โจวานนี มาลาเตสตา) ทั้งคู่ถูกจับได้และโดนฆ่าด้วยน้ำมือของโจวานนีเอง

ถ้าสังเกตดีๆ ประติมากรรม The Kiss ริมฝีปากของฟรานเชสกากับเปาโลไม่ได้สัมผัสกัน เดาเอาว่า ทุกอย่างสะดุดหยุดลง เนื่องเพราะสามีของเธอมาพบเสียก่อนนั่นเอง

รูปปั้นทองเหลืองชิ้นออริจินัลขนาดสูง 74 เซนติเมตร เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ถูกส่งไปแสดงใน World’s Columbian Exposition ณ นครชิคาโก ปี 1893 ก็ถูกตัดสินว่าไม่เหมาะสมสำหรับการจัดแสดงในที่สาธารณะ

แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทว่า The Kiss (Le Baiser) กลับเป็นที่ต้องการมากในตลาด โดยมีคำสั่งทำมาจากทุกสารทิศ ทั้งในฝรั่งเศสเองและที่อื่นๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งหลังจากโอกุสต์ โรแด็ง เสียชีวิตไปแล้ว

ฟรานเชสโก ฮาเยซ จิตรกรอิตาเลียนผู้มีผลงานส่วนใหญ่ในแนวภาพวาดประวัติศาสตร์ ก็มี The Kiss (Il bacio) จากปี 1859 เป็นหนึ่งในภาพเขียนดัง

The Kiss (Il bacio) ถือว่าแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก จากโพสของฝ่ายหญิงที่เอนกายลงเล็กน้อย ขณะที่ขาซ้ายของฝ่ายชายที่อยู่บนขั้นบันไดก็งอลงเพื่อพยุงกายเธอเอาไว้ ฟรานเชสโก ต้องการให้ “การจูบ” เป็นจุดศูนย์กลางของภาพ ขณะที่มุมห้องด้านซ้ายดูขมุกขมัว เพื่อสื่ออารมณ์ลึกลับและอันตราย

ภาพเขียนชิ้นนี้เป็นตัวแทนของอิตาเลียนยุคโรแมนติกในภาพบอกเล่าหลากหลายมิติ นอกจากอารมณ์รักจากการจูบที่ดูดดื่ม ยังเน้นอารมณ์ความรู้สึกเป็นพิเศษ อันเป็นเอกลักษณ์ของภาพเขียนยุคนี้ นอกจากนั้น ยังให้ความรู้สึกเหมือนย้อนไปสู่ยุคกลาง ด้วยบรรยากาศของสถานที่และเครื่องแต่งกาย

ลึกๆ แล้ว ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการกลับสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้งของอิตาลี สตรีในชุดสีฟ้าหมายถึงประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในปี 1859 ที่ภาพนี้สำเร็จเสร็จสิ้นอาณาจักรปีดมอนต์และซาร์ดีเนียได้กลับคืนมาเป็นของอิตาลีอีกครั้ง หลังตกอยู่ในครอบครองของฝรั่งเศสมานาน

ภาพถ่ายที่เป็น “จูบ” ชิ้นสำคัญ V-J day in Times Square (1945) ผลงานของ อัลเฟรด ไอเซนสตัดท์ ที่จับภาพนาวิกสหรัฐ กำลังจุมพิตกับหญิงสาวในชุดขาวกลางลานไทม์สแควร์ในนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 1945 ซึ่งหลังจากนั้นได้รับการตีพิมพ์บนหน้าปกของนิตยสาร Life  ร่วมกับภาพเกี่ยวกับการฉลองการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 12 หน้า ในธีม Victory Celebrations โดยหลายๆ ชิ้นก็เป็นภาพคนกำลังจุมพิตกันด้วยความยินดีเช่นเดียวกัน

ท่ามกลางบรรยากาศสุดชุลมุน อัลเฟรด ไอเซนสตัดท์ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในรูปภาพของเขาเป็นใคร ท่ามกลางทะเลมนุษย์ เขาเห็นหนุ่มในชุดกะลาสี เดินรี่เข้าหาหญิงสาวที่อยู่ใกล้ๆ แล้วก็จูบเธอทุกๆ คน

“ภาพแรกที่ผมได้เป็นชายหนุ่มกับหญิงชรา ซึ่งผมไม่ชอบใจเท่าไหร่ ผมหันไปรอบๆ แล้วก็เห็นชุดสีขาวแวบๆ ถ้าเธอสวมชุดสีเข้มเหมือนชุดของหนุ่มกะลาสี ผมคงไม่ยกกล้องขึ้นถ่าย แต่มันเกิดขึ้นเร็วมากๆ”

ปลายทศวรรษที่ 1970 เอดิธ เชน เขียนจดหมายถึงอัลเฟรด บอกว่าเธอคือหญิงสาวในภาพถ่าย เธอเป็นพยาบาลอยู่ในนิวยอร์ก หลังได้ยินเสียงประกาศ เธอกับเพื่อนก็ออกไปฉลองที่ไทม์สแควร์ อยู่ดีๆ ชายในชุดกะลาสีก็เดินเข้ามาคว้าตัวเธอไปจูบ ที่เธอไม่ขัดขืนเพราะเห็นว่าเขาไปรบในสงครามเพื่อพวกเธอ

หลังจากนั้นมีผู้ชายนับสิบ และผู้หญิงอีกจำนวนหนึ่งออกมาอ้างว่าเป็นตัวจริง โดยเพื่อนๆ ของ จอร์จ เมนดอนซา บอกว่า เขาน่าจะเข้าข่าย โดยดูจากรอยสักที่ตรงกันเป๊ะ

ตัวจอร์จเองยอมรับว่า วันนั้นเขากับว่าที่ภรรยา ริต้า อยู่ที่เรดิโอซิตี มิวสิคฮอลล์ แล้วก็ได้ยินเสียงคนตะโกนว่า สงครามยุติแล้ว เขากับริต้าจึงไหลตามคลื่นมนุษย์ไปฉลองที่ไทม์สแควร์ ซึ่งเป็นที่ที่เขาหันไปเห็นผู้หญิงชุดขาว แล้วก็คว้าเธอมาจูบ “ผมดื่มมานิดหน่อย แล้วก็เห็นว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ เธอเป็นพยาบาลไม่ใช่หรือครับ”

ในปี 1987 จอร์จ เมนดอนซา ยื่นฟ้องบริษัท ไทม์ อิงก์.ที่ศาลในโรดส์ไอส์แลนด์ โดยหาว่าตีพิมพ์ภาพของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เขาพิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาเป็นชายในภาพจริง คำฟ้องนั้นจึงตกไป

ข่าวล่าสุด

โมเมนต์อบอุ่น! "น๊อบ ณภัทร" ลูกชายอดีตนายกฯ เศรษฐา มอบแหวนแทนใจแฟนหนุ่มต่างชาติ ชาวเน็ตแห่ยินดีสนั่น

โมเมนต์อบอุ่น! "น๊อบ ณภัทร" ลูกชายอดีตนายกฯ เศรษฐา มอบแหวนแทนใจแฟนหนุ่มต่างชาติ ชาวเน็ตแห่ยินดีสนั่น