
‘เอททีน เชฟส์’ ให้โอกาสผู้หลงผิด
ใครจะคิดว่านักโทษที่เคยติดยาทำผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดมานานกว่า 10 ปี
ใครจะคิดว่านักโทษที่เคยติดยาทำผิดกฎหมายเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดมานานกว่า 10 ปี จะกลายมาเป็นฮีโร่ และนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจนได้รับการยอมรับได้ แต่สำหรับ “เบนนี่
เซเตียว” ชายชาวสิงคโปร์ ซึ่งเคยเป็นอดีตนักโทษกลับกลายเป็นชายคนนั้นที่พิสูจน์แล้วว่าเรื่องในอดีตไม่ใช่ตัวการันตีความสำเร็จ และคนตั้งใจจริงเท่านั้นที่สามารถกลับมายืนในสังคมได้อย่างภาคภูมิ
เซเตียว เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวที่มีพ่อเป็นสมาชิกแก๊งอันธพาลและดีลเลอร์ฝิ่น และเจ้าตัวต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายกลางคัน แถมยังมีประวัติต้องเข้าออกจากคุกและสถานบำบัดเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เนื่องจากติดเฮโรอีน
ทว่า ชีวิตที่ไร้อิสรภาพ และประสบการณ์เฉียดตายในเรือนจำกลับได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ชายคนนี้หันกลับมามองตนเอง และอยากจะใช้ชีวิตเฉกเช่นคนปกติ
“มีช่องว่างที่เป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับผู้ที่เคยกระทำความผิดที่จะกลับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง” เซเตียว กล่าวกับบีบีซี
หลังออกจากเรือนจำ เซเตียวถูกปฏิเสธจากงานที่สมัครไว้หลายครั้ง ทว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้เซเตียวกลายเป็นนักธุรกิจ คือ เมื่อปี 2006 เจ้าตัวได้มีโอกาสทำงานที่ “ฟิฟทีน” ร้านอาหารชื่อดังในกรุงลอนดอน โดยได้ไปฝึกงานเป็นเวลานานถึง 1 เดือน หลังจากติดตาม เลียม แบล็ก ประธานบริหารของธุรกิจดังกล่าวอยู่ช่วงหนึ่ง
ช่วงเวลาดังกล่าวได้สอนเซเตียวให้รู้จักการทำงานในครัว รวมไปถึงเรียนรู้การทำธุรกิจเพื่อสังคมไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากว่าฟิฟทีนมีแนวคิดเรื่องการว่าจ้างวัยรุ่นชาวอังกฤษที่ด้อยโอกาสมาฝึกงานที่ร้านเป็นเวลา 1 ปี
ให้หลังเป็นเวลาไม่กี่ปี เซเตียวได้เดินทางกลับมายังสิงคโปร์ และลงทุนเปิดร้านอาหารที่มีชื่อว่า “เอททีน เชฟส์” พร้อมกับพาร์ตเนอร์ 2 คน ด้วยเงินตั้งต้น 2 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 6.4 ล้านบาท)
แน่นอนว่า ในฐานะที่ผู้ก่อตั้งเอททีน เชฟส์ เคยเป็นนักโทษที่ทำความผิดมาก่อน เจ้าตัวจึงมีแรงบันดาลใจที่อยากจะจ้างคนที่มีประสบการณ์แบบเดียวกันเข้ามาทำงาน
“ผมบอกกับตัวเองว่า ถ้าหากวันหนึ่งได้เป็นเจ้าของธุรกิจ ผมต้องการที่จะจ้างคนกลุ่มนี้” เซเตียว กล่าว ซึ่งความคิดดังกล่าวก็ได้เป็นความจริงแล้วในวันนี้ โดยเจ้าตัวจะเดินทางไปยังเรือนจำทุกๆ เดือน เพื่อหาพนักงานที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตนเอง ด้วยการเข้ามาทำงาน และหาอาชีพเลี้ยงชีวิต รวมไปถึงยังว่าจ้างวัยรุ่นที่มีปัญหาด้วย
ในปัจจุบันทางร้านมีพนักงานทั้งหมดราว 140 คน โดยเกือบครึ่งหนึ่งนั้นเป็นกลุ่มคนที่มีอดีตที่ไม่ค่อยน่าจะจดจำสักเท่าไรนัก
“ถ้าพวกเขามีความเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง และเต็มใจที่จะเดินหน้าไปสู่ก้าวต่อไป และลืมเกี่ยวกับชีวิตที่เคยทำผิด ผมมีประสบการณ์และความรู้ และมีทรัพยากรที่จะนำพวกเขาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า”
หนึ่งในอดีตนักโทษที่ได้ทำงานเพื่อค่อยๆ เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเองขึ้นมาอีกครั้ง จากการทำงานที่เอททีนเชฟส์ ก็คือ จูมาท จามาท ที่ได้ใช้เวลาในคุกไปถึง 5 ปี หลังจากที่มีความผิดในฐานปล่อยเงินกู้ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต
“ผมได้รับโอกาสอีกครั้ง และผมจะไม่ทำมันพังอีก ผมหวังว่าจะพิสูจน์ใหทุกคนที่ดูถูกผมเห็นว่าพวกเขานั้นคิดผิด”
จามาท กล่าว
ในปัจจุบัน เซเตียวได้กลายเป็นเหมือนฮีโร่ และแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนในสิงคโปร์ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตนให้ดีขึ้น โดยได้รับเชิญให้บรรยายในมหาวิทยาลัย และงานสัมมนาในประเทศและต่างประเทศ
ขณะที่ความสำเร็จของชายคนนี้ยืนยันได้จากสาขาที่มีทั้งหมด 5 แห่งในสิงคโปร์ โดยรายได้แต่ละปีนั้นสูงถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 320 ล้านบาท) ไม่เพียงเท่านั้น เซเตียวยังมีแผนที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 4 แห่ง ในเร็วๆ นี้อีกด้วย
กระนั้น เซเตียวระบุว่าความสำเร็จที่แท้จริงของเจ้าตัวนั้นไม่ใช่เรื่องชื่อเสียงหรือเงินทองที่ได้รับ ทว่า คือ “การได้ช่วยเหลือผู้อื่น และการทำอะไรคืนสู่สังคม
ต่างหาก”
“คนบางคนต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะจุดประกายให้เกิดความเคลื่อนไหวนี้ เพื่อที่จะให้โอกาสแก่นักโทษที่เคยทำผิดให้มีความเชื่อมั่นในตนเองอีกครั้ง และก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งความเป็นจริง” เซเตียว กล่าวทิ้งท้าย







