ตรุษจีน ครอบครัว อาหารและสีแดง
ภาพจำวันตรุษจีนของผมคงไม่ต่างจากของอาตี๋อาหมวยทั้งหลาย ที่ไม่พ้นหมูเห็ดเป็ดไก่เต็มโต๊ะ สีแดงของอั่งเปา ประทัด และของตกแต่ง
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์
ภาพจำวันตรุษจีนของผมคงไม่ต่างจากของอาตี๋อาหมวยทั้งหลาย ที่ไม่พ้นหมูเห็ดเป็ดไก่เต็มโต๊ะ สีแดงของอั่งเปา ประทัด และของตกแต่ง ท่ามกลางบรรยากาศอากง อาม่า อาอี๊ อาเจ็กรวมตัว ไปมาหาสู่กันพร้อมของติดไม้ติดมือ
วัฒนธรรมจีนให้ความสำคัญกับการรวมตัวของครอบครัวมาก ครอบครัวที่มีลูกหลานและญาติเยอะ คือครอบครัวอุดมคติ แค่เยอะยังไม่พอ จะต้องอยู่รวมกันอย่างแน่นแฟ้น เกื้อกูลกันด้วย แต่ในอีกด้าน วัฒนธรรมจีนก็เป็นวัฒนธรรมแห่งการระหกระเหินของคนในครอบครัวเช่นกัน ในวรรณกรรมจีน และประวัติศาสตร์จีนหลายต่อหลายเรื่องนับพันปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน ก็มักว่าด้วยการย้ายถิ่นไปมาเสมอ ไม่ว่าจะไปทั่วแคว้นเพื่อเผยแพร่อุดมคติการปกครอง (ขงจื๊อ) เร่ร่อนตามหัวหน้าแสนดีที่เห็นคุณค่าของตน (ขงเบ้ง) จากบ้านนาเข้าเมืองหลวงสอบจอหงวนแต่ลำพัง (เฉินซื่อเหม่ย-ในเรื่องเปาบุ้นจิ้น) หรือแม้แต่หนีตายไปทำมาหากินด้วยเสื่อผืนหมอนใบที่ “เสี่ยมล้อ” (สยาม)
ดูเหมือนชาวจีนจะนิยมชีพจรลงเท้ามาตลอดประวัติศาสตร์
การจากถิ่นแต่ละครั้งก็ใช่จะใกล้หรือกินเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เอาเป็นว่าขงเบ้งที่ต้องอพยพจากหุบเขาโงลังกั๋งอันสงบสุข ไปฝังตัวในเสฉวน ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิด ก็เป็นระยะทางพอๆ กับการออกจากแม่ฮ่องสอนตอนวัยรุ่นไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่นราธิวาสก็ว่าได้
ความโหยหาความกลมเกลียว ด้วยการกลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้งบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยกับข้าว จึงเกิดขึ้นจากประสบการณ์การ “พลัดพราก” แม้ในปัจจุบันชาวจีนจำนวนมหาศาลก็ยังจะต้องอพยพไปมาข้ามเมืองเพื่อเรียนหนังสือ หรือทำงาน เพราะโอกาสมักอยู่ข้างนอกเสมอ จึงเป็นภารกิจของชีวิตที่จะต้องออกไปไขว่คว้าโอกาสนั้น ช่วงที่ต้องกลับบ้านให้ได้ก็คือช่วงตรุษจีน ใครจะไปเที่ยวจีนในเมืองใหญ่ๆ ช่วงนี้ ต้องเตรียมรับสภาพร้านรวงปิดเล่นประทัดกันหลายวันหลายคืน เพราะลูกจ้างหมดเมือง ต่างกับเทศกาลตรุษจีนในไทยในยุคนี้ ที่กลุ่มคนเชื้อสายจีนอยู่ในเมืองตั้งแต่แรก ไม่ต้องกลับไปไหน
สำหรับอาหารการกิน ชาวจีนได้ชื่อว่าสนใจเรื่องปากท้องอย่างยิ่ง “เจี่ยะปึ่งอาบ่วย” (กินข้าวรึยัง) เป็นคำทักทายกันและกันตั้งแต่ไหนแต่ไรก่อนคำว่า “สวัสดี” (หนีห่าว) ทุกวันนี้ถ้าสนิทกับชาวจีนมากขึ้นก็สามารถทักทายในตอนเช้าว่า “กินข้าวเช้ารึยัง” ถ้าตอนสายก็ทักว่า “กินข้าวเที่ยงรึยัง” ได้ และสำหรับเทศกาลพิเศษก็จะมีของกินประจำเทศกาล โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนจัดว่าเป็นเทศกาลกินครั้งมหึมา หมูเห็ดเป็ดไก่รวมพล อาหารคาวหวานครบชุด อาหารไหว้บรรพบุรุษซึ่งจะกลายเป็นอาหารเราในไม่ช้าจะต้องเต็มโต๊ะ มีมากกว่าจะกินกันให้หมดในมื้อเดียว
จะว่าไปก็เป็นภาระกับแม่บ้านเชื้อสายจีนที่ต้องทั้งเหนื่อยเตรียม เหนื่อยกิน เหนื่อยเก็บ แต่ลึกๆ ก็มักเต็มไปด้วยความยินดี
ขัดแย้งกับภาพบรรยากาศอาหารการกินเต็มโต๊ะ ประวัติศาสตร์จีนกว่า 3,000 ปี มีบันทึกเกี่ยวกับทุพภิกขภัยที่นำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่กว่า 5,000 ครั้ง (ตกปีละเกือบ 2 ครั้ง!) หลายต่อหลายครั้งถูกบันทึกไว้ว่า “คนกินกันเอง” กบฏชาวบ้านชาวนาทั้งหลายในประวัติศาสตร์ไม่เคยลุกขึ้นสู้เพราะรัฐบาลโกงกิน แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรจะกิน!
สูตรอาหารพิสดารทั้งหลายแหล่ ทั้งปลิงทะเลอัปลักษณ์ เปลือกไม้บางชนิดถูกนำมาบดเป็นแป้งทำอาหาร ถ้านึกย้อนกลับไปเข้าใจได้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความอดอยาก มากกว่าความอุดมสมบูรณ์ ทุกวันนี้ในดินแดนตอนกลางของจีนจะพบเกี๊ยวหลากรูปร่างในชื่อหลากหลาย ทั้งๆ ที่ทำมาจากแป้งและไส้ที่ไม่ต่างกันนัก นั่นเป็นเพราะในดินแดนจีนแม้กว้างใหญ่ แต่ก็เป็นทะเลทรายกับพื้นที่กันดารเสียส่วนมาก ที่อุดมสมบูรณ์มากพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องประชากรจีนได้ ก็แค่ที่ราบส่วนหนึ่งทางตะวันออก ส่วนทางตะวันตกและทางใต้ แม้สมบูรณ์ทั้งแหล่งน้ำและอาหาร ก็เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน อาหารหลักที่ปลูกและต้องเก็บได้นานตลอดทั้งปีจึงมีเพียงไม่กี่ชนิด จินตนาการและศิลปะที่ปั้นแต่งแป้งเป็นรูปต่างๆ จึงพอช่วยห่อหุ้มให้วัตถุดิบทางอาหารที่มีอยู่จำกัดดูเหมือนอุดมสมบูรณ์ขึ้นมา
สีแดงคือสีแห่งไฟ หนึ่งใน 5 ธาตุ ซึ่งเป็นความเชื่อทางธรรมชาติวิทยาของจีนโบราณ แต่ทั้งที่เป็นแค่ 1 ใน 5 ธาตุ แล้วทำไมสีแดงคือสีที่โดดเด่นที่สุด โดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีน มีภาพติดตาของผมอีกอย่างคือ แผนกเสื้อในสุภาพสตรีในห้างสรรพสินค้าที่จีนช่วงนี้จะเต็มไปด้วยชุดชั้นในและกางเกงในสตรีสีแดงแขวนเต็มผืนผนัง! (ซึ่งแผนกอื่นก็เต็มไปด้วยสีแดง แต่ไม่รู้ทำไมผมจึงติดตาแผนกนี้เป็นพิเศษ)
เทศกาลตรุษจีนอยู่ในช่วงพ้นฤดูหนาว ฤดูหนาวในศูนย์กลางของรากอารยธรรมจีนมีความหนาวเป็นความตายดีๆ นี่เอง ด้วยความเชื่อในธรรมชาติเรื่องธาตุและสมดุลของพลัง สีแดงจึงกลายเป็นพระเอกแทน
เทพอพอลโล ภาพเด็กจีนแก้มสีลูกท้อเดินเตาะแตะอยู่กลางแดดในชุดหนาวหนาๆ จนแขนขาตรงทื่อ คือภาพที่น่ายินดีของยุคสมัยนี้ เพราะในยุคสมัยก่อนเด็กที่รอดพ้นหนาวแรกมาได้มีไม่มาก
หากลูกหลานรอดพ้นหน้าหนาวอันโหดร้ายมาได้ เอี๊ยมแดงและอั่งเปา คือสัญลักษณ์ของความมงคล เฉลิมฉลอง การปัดเป่าหายนะ รวมถึงการจุดประทัดก็คือการขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในฤดูหนาวเช่นกัน
ความเสี่ยงต่อการพลัดพราก ความอดอยาก และการเอาชีวิตรอดจากธรรมชาติ จึงเป็นรากลึกที่แฝงในการฉลองเทศกาลตรุษจีนทุกขวบปี เพราะพลัดพรากและห่างไกลจึงโหยหาการรวมตัว เพราะเคยเห็นชีวิตที่ไม่มีจะกิน อาหารมื้อใหญ่ที่ทั้งเหนื่อยเตรียมเหนื่อยเก็บจึงเป็นสิ่งน่ายินดี เพราะเคยเห็นชีวิตที่ร่วงโรยไปง่ายๆ การมีชีวิตผ่านปีจึงมีคุณค่า คนรุ่นอากงอาม่าที่มีประสบการณ์ตรงจึงมีความผูกพันเหนียวแน่นกับเทศกาลเหล่านี้ ประสบการณ์ของคนแต่ละรุ่นอาจอธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด แต่แฝงรหัสไว้ในความ “อิน” กับประเพณีในยุคนั้นๆ
ผ่านกาละและเทศะไปกับสังคม ทำให้เทศกาลตรุษจีนเต็มไปด้วยพิธีกรรมและธรรมเนียม สิ่งของและอาหารประจำตรุษจีนถูกใส่ความหมายมงคลลงไป ซึ่งล้วนสะท้อนความคาดหวังในชีวิตที่ผ่านพ้นอีกปีของคนรุ่นก่อนหน้าผสานกับรุ่นปัจจุบันจริงอยู่ ใช่ว่าทุกคนในยุคก่อนจะต้องพลัดพราก อดอยาก ต้องดิ้นรน แต่บรรยากาศของยุคสมัยก็มักเป็นประสบการณ์ร่วมส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์แต่ละยุค
ในยุคที่การก้มหน้าแชตกับคนไกลตัวทำได้บ่อยกว่าเงยหน้าคุยกับคนข้างๆ หนุ่มสาวเห็นการเดินทางไปแดนไกลเป็นฝันที่จะสลัดพันธนาการจากงานประจำชั่วครู่ อาหารหลากหลายมากมายในปาร์ตี้วันศุกร์ และชีวิตที่มีสุขอนามัยที่ดี ผู้คนจึงค่อยๆ ผูกพันกับเทศกาลนี้ด้วยอารมณ์ต่างกับอดีต บางคนกว่าจะรู้ตัวว่าวันนี้เป็นวันตรุษจีนก็เพราะมีเสียงเตือนให้รีบกลับบ้านมาทานอาหารที่เหลือเต็ม บางคนก็เป็นเพราะความรู้สึกตื่นเต้นดีใจว่าจะได้เปิดซองอั่งเปา ขณะที่บางคนต้องตื่นตัวก่อนหน่อย เพราะมีภารกิจหาทรัพย์ใส่ซอง (ซึ่งบางทีคนใส่ซองก็รู้ตัวช้ากว่าคนรอเปิด)
คงไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้อง “อิน” กับเทศกาลตรุษจีนด้วยอารมณ์และประสบการณ์เดียวกัน แต่ความเข้าใจความ “อิน” ของคนรุ่นก่อนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่มีโอกาสได้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารหรือไม่ ก็น่าจะช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวรื่นรมย์ขึ้นมาได้ในเทศกาลตรุษจีน


