posttoday
ความรักหายไปไหน

ความรักหายไปไหน

14 กุมภาพันธ์ 2558

เมื่อเทศกาลวาเลนไทน์มาถึงอีกครั้ง ความรักจึงถูกถามหา เพื่อที่จะได้คำตอบว่า ความรักไม่ได้หายไปไหน

โดย... กองบรรณาธิการ

เมื่อเทศกาลวาเลนไทน์มาถึงอีกครั้ง ความรักจึงถูกถามหา เพื่อที่จะได้คำตอบว่า ความรักไม่ได้หายไปไหน แต่ในศตวรรษที่ 21 ความรักได้เปลี่ยนรูปแบบ ที่อยู่และเป้าหมาย วันนี้คู่รักอาจจะไม่ได้หมายความถึงหญิงชาย เรื่องโรแมนซ์ในโลกวันนี้อาจจะไม่ได้เริ่มต้นที่ “เกิร์ลมีต บอย” แต่อาจจะเป็น “บอย มีต บอย”  ความรักอาจจะไม่อวลอุ่นอยู่แต่ในบ้าน ทว่าเบิกบานบนสังคมออนไลน์ความรักไม่ได้จำกัดไว้เพียงให้คนใกล้ตัว แต่ยังเผื่อแผ่ออกไปสู่สังคมรวมทั้งคนแปลกหน้าที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน

เขาและเขา “เรารักกัน...”

การพบกันที่ผับเกย์ทำให้เขาคิดว่าการคบหาครั้งนี้ไม่น่าจะยั่งยืนนาน แค่แลกไลน์คุยกันทักทายปกติ แล้วห่างหายกันไป แต่แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายก็ทักไลน์เข้ามาอีกครั้งจากนั้น เจ-พณัส ไชยวงศ์ หนุ่มวัย 27 ปี ผู้ให้นิยามตัวเองว่า “กะเทย” เพราะมักจะแต่งหญิงเมื่อมีโอกาสแต่ในวันธรรมดาเขาก็จะแต่งตัวแมนๆ มีลุคผู้ชายทั่วไป ก็ได้สานสัมพันธ์พูดคุยกับ อ้น-ธวัชชัย วิรัตกพันธ์ เกย์หนุ่มซึ่งเป็นผู้จัดการการตลาดบริษัทเกมส์ออนไลน์แห่งหนึ่ง ก่อนกลายเป็น ความรักครั้งสำคัญในชีวิต

“ไม่เคยมีแฟนยาวนานเกิน 1 ปีเลยเพราะไลฟ์สไตล์บอกเลยนะว่า เราคือ อาร์ตตัวแม่ ไม่ชอบการผูกมัดส่วนผู้ชายคนนี้เขาก็ต้องการคลุกคลีอยู่กับเราตลอดเวลา (บอกพร้อมหัวเราะเขิน)  แรกๆ ก็รำคาญนะก็ปรับตัวกันสักพักพยายามยอมรับเขาให้ได้ ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่เอาแล้วนะ แต่รู้สึกว่าอ้นรักเจแล้วล่าสุดก็เพิ่งพาอ้นไปพบพ่อแม่เป็นการบอกอ้อมๆ ว่านี่คือ แฟนของเรานะ พ่อแม่ก็ยอมรับนะเพราะท่านก็รู้นั่นแหละว่าเราเป็นกะเทย ท่านก็เชื่อเรื่องกรรมนะเพราะท่านเล่าว่าตอนวัยรุ่นพี่ก็ชอบไล่เตะกะเทย (หัวเราะ) พอมีลูกชายทั้งเราและน้องชายก็เป็นกะเทยทั้งคู่” เจ เริ่มต้นสนทนาเรื่องชายรักชาย

ความรักหายไปไหน เสื้อลาย เจ พณัส ไชยวงศ์ เสื้อยืดดำ อ้น ธวัชชัย วิรัตกพันธ์

“ผมชอบผู้ชายครับ” อ้น หนุ่มหน้าตี๋บอกพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ “สมัยเรียนมัธยมปลายผมก็ไม่อยากปิดบังใคร แต่ก็รู้สึกอึดอัดอยากไปเที่ยวในสถานที่พวกเกย์ไปเที่ยวกัน ผมก็บอกเพื่อนรักเลยว่าผมเป็นเกย์นะ ผมชอบแบบนี้ไปเที่ยวสถานที่แบบนี้เพื่อนผมเป็นผู้ชายแท้นะครับ ดิบๆ  เถื่อนๆ มึงมาพาโวยแต่ก็ยอมรับผมได้ เพราะผมก็ไม่ได้ทำความอึดอัดให้กับเพื่อนสนิท”

อ้น บอกว่าก่อนจะเป็นแบบวันนี้ เขาก็เคยมีแฟนผู้หญิงกุ๊กกิ๊กตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพราะทำใจไม่ได้และที่สุดก็เลือกครองคู่และเลือกรสนิยมทางเพศในแฟนผู้ชายเหมือนกัน

“มีอะไรครั้งแรกก็มีกับผู้ชายด้วยกัน ผมไม่เคยมีอะไรกับผู้หญิงนะครับ ผมปิดไม่บอกตรงๆ ก็แค่คุณแม่คุณพ่อนะครับที่ยังไม่ได้บอกเขาเป็นทางการ แต่ถ้าท่านถามตรงๆจึงจะบอก และผมคิดว่าท่านทั้งคู่เหมือนรู้นะครับว่าลูกชายเป็นเกย์ ผมเป็นลูกชายคนโตด้วยคิดว่าท่านอาจเสียใจถ้าบอกกันตรงๆ แต่ผมก็ไม่เคยพาผู้หญิงเข้าบ้าน ที่พาเข้าบ้าน 5-6 คนก็ผู้ชายทุกๆ คน ส่วนเจก็ชวนเขาไปหาพ่อแม่นะครับแต่กลายเป็นว่า เจไม่ยอมไป เขายังกลัวเรื่องนี้ กลัวพ่อแม่ผม แต่ค่อยๆ ปรับตัวกันไปโดยเราก็มีอนาคตร่วมกันแค่ปีต่อปีแค่นั้น การเก็บเงินเก็บทองก็ไว้ใช้จ่ายสำหรับท่องเที่ยวในแต่ละปี อย่างปีที่ผ่านมาก็ไปเที่ยวเกาหลีด้วยกัน อนาคตคือความไม่แน่นอนสำหรับเรา และยังไม่ได้คิดมากไปไกลกว่านี้ แต่ก็คิดๆ อยู่นะครับเพราะสังคมยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น”

ความรักหายไปไหน

“แต่เจแนะนำกับแม่เลยนะว่าคนนี้คือ แฟน เพราะเจเป็นคนเชียงรายเป็นสังคมต่างจังหวัดที่คนคิดว่ากะเทยต้องจ่ายเงินเลี้ยงผู้ชาย “มิสเปย์รู” ที่เสียดสีล้อเลียนกันเจอยากให้แม่รู้ว่านี่คือ ผู้ชายที่เป็นแฟนเรา ไม่ใช่ผู้ชายที่ซื้อมา นี่คือเหตุผลที่บอกว่า แล้วก็กลายเป็นว่าแม่ดีใจมากๆ  เห่อลูกเขยมากๆ อ้นคือ แฟนที่คบหากันยาวนานที่สุด คือวันที่ 26 ก.พ.นี้ก็ครบปีแล้ว รักเขาเพราะเขาดีกับเรามากอย่างเช่นเสื้อผ้าอ้นซักให้เจทุกๆ ชิ้นนะ แล้วเขาก็ให้ความสำคัญกับเรามากอยู่กับเราตลอด 5 วัน และเสาร์อาทิตย์จึงจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่เขา คือเขาอยากอยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่เราไม่ชอบแต่ก็ยอมรับเพราะความดีของเขา เงินเดือนครึ่งหนึ่งเขาก็ให้เราเก็บร่วมกัน เจทำงานในบริษัทอีเวนต์ออร์แกไนเซอร์ต้องพบปะปาร์ตี้กับผู้คนมากมาย แต่ก็ต้องกลับบ้านทุกๆ คืนเพราะรู้ว่าเขารอเราอยู่ แรกๆ จะขอไปเที่ยวไปดื่มกับเพื่อนๆ ตอนหลังกลายเป็นว่าให้เวลากับเขาทั้งหมด แรกๆ เจไม่ยอม และนี่คือเรื่องสร้างปัญหากับชีวิตคู่เลยนะแต่ในที่สุดแล้ว เวลาจะช่วยเราเรื่องการงานค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันและกัน”

ความรัก การดูแล และสิ่งที่ทั้งคู่มอบให้แก่กันนั้น ดูเหมือนจะลบคำสบประมาทที่ว่า “รักแท้ไม่มีในคู่เกย์” ได้โดยสิ้นเชิง

“ความรักกับความใคร่แตกต่างกันนะ ทุกวันนี้เราอยู่กันด้วยความผูกพันความรักล้วนๆ อยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกมีความสุข ส่วนเรื่องเพศมันน้อยลงๆ ยิ่งใกล้ครบปีแล้วก็ยิ่งลดๆ ไปตามเวลาที่เพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องความเจ้าชู้ที่หลายคนมองว่ากลุ่มเพศนี้จะฟรีเซ็กซ์ ไม่ซีเรียสนะครับผมกับเจเคยตกลงกันไว้ว่า มีได้ แต่ห้ามมีให้เห็นจะจะชัดๆ กับตาเท่านั้นเอง (หัวเราะ) แต่ถึงเวลาจริงๆ ผมคิดว่าก็ไม่แตกต่างจากความสัมพันธ์ชายหญิง เรื่องมือที่ 3 ยังเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับชีวิตคู่คือปากก็บอกว่าได้ แต่ความจริงแล้วก็อาจทำไม่ได้ ทุกวันนี้เราอยู่ด้วยกันได้แบบแฟน แบบเพื่อนดูแลซึ่งกันและกัน เซ็กซ์ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด”

 

อ้นพูดไปถึงสิทธิการครองคู่ชีวิต ซึ่งยังเป็นเรื่องของอนาคต “การจดทะเบียนแต่งงานกฎหมายไทยยังไม่ผ่าน เราก็ยังไม่คิดเรื่องการแต่งงาน แต่ก็ตกลงไว้ว่าถ้าใครประสบอุบัติเหตุผ่าตัดอะไร ก็ให้สิทธิพ่อแม่เป็นคนแรกในการเซ็นยินยอม จึงทำให้ไม่ได้คิดเรื่องพิธีแต่งงานแต่งชุดสีขาว วันที่ 26 ก.พ.ที่จะถึงของขวัญก็ยังไม่น่ามีราคาชิ้นใหญ่อะไร ตุ๊กตา ดอกไม้สวีทหวานแหวว หรือของแต่งตัว
รองเท้าเสื้อผ้า ที่บอกได้เลยว่าใครก็ต้องอิจฉาแน่นอน

“ผมบอกว่าเราเป็นเกย์นะ ไปเที่ยวกันก็ไม่ปิดบังแต่ก็มีผู้หญิงหลายคนแรกๆ ก็ไม่เชื่อ เข้ามาขอเบอร์ผมบ้างเบอร์เจบ้างทั้งที่เขาก็ไม่ได้เก๊กแมนอะไร พอเมาๆ รำคาญมากๆ ก็ต้องจูบปากโชว์ เธอถึงจะเชื่อว่าเราเป็นแฟนกัน” อ้น หนุ่มหน้าตี๋บอกพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ

ความรักหายไปไหน อุกฤษฏ์ ปริยธาดา

เรื่องเลิฟๆ แบบหนุ่ม “สวย-โสด”

นิยามตัวเองว่า “กะเทยโสด” อ๊อฟ-อุกฤษฏ์ ปริยธาดา บอกพร้อมรอยยิ้ม และทุกวันนี้ก็มีคนมาจีบน้-อ-ย-ม-า-ก “มีผู้ชายมาจีบครั้งแรกตอนเรียน ม.5 อ๊อฟก็รู้ตัวตั้งแต่ตอน ป.3 แล้วนะครับว่า เราไม่ใช่ผู้ชายเพราะชอบเล่นกับเพื่อนๆ ผู้หญิง ชอบแต่งหญิงเล่นแต่งหน้าทาปากไม่เลือกอยู่กับเพื่อนๆ กลุ่มผู้ชายเลย แม่ก็ไม่ว่า คงทำใจแล้วว่าได้ลูกสาว (หัวเราะ) ส่วนพี่ผู้ชายคนที่เป็นฝ่ายเข้ามาจีบคนแรก และคนเดียวในชีวิต (หัวเราะชอบใจ) ก็เป็นรุ่นพี่เรียนระดับมหาวิทยาลัย ลุคเนี้ยบ หนุ่มหน้าตี๋สูงหล่อ ซึ่งตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะมาจีบเรา เพราะเขาฝากเพื่อนผู้หญิงมาขอเบอร์โทรศัพท์เราไป แล้วเพื่อนสาวของเราก็ชอบเขา แต่กลายเป็นว่าเขาเป็นฝ่ายโทรมาหา มาจีบเรา พูดคุยชวนไปดูหนังกินข้าวออกเดทกันบ้าง แต่ก็เป็นระยะสั้นๆ  เพราะหลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าเขายุ่งๆ กับการเรียนหนัก ทำให้ห่างหายกันไปโดยปริยาย”

อ๊อฟ บอกว่ารู้สึกดีกับ “ปั๊ปปี้เลิฟ” ครั้งนั้นมาก แต่ก็ไม่เสียใจที่ไม่สมหวังกับความรักครั้งแรก และวันนี้ก็ไม่ดิ้นรนถวิลหาความรัก แต่รอให้ผู้ชายมาจีบ

“เราเป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้นผู้ชายต้องเป็นฝ่ายเข้ามาจีบเราสิคะ เราแต่งตัวดูดีมีรสนิยม หน้าที่การงานก็ดีขนาดนี้ (หัวเราะชอบใจ) พูดจริงๆ เราชอบคนหน้าตาดี ซึ่งแฟนสเปกนี้หายากมากๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าอยากมีแฟนไหม? อยากมีแฟนเพราะเราไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกอ่อนหวานโรแมนติกอะไรแบบนั้น แต่ไม่ยอมจีบใครก่อนหรอกนะ ทุกวันนี้ได้แต่เฝ้ารอใครสักคน แล้วอ๊อฟก็อายุยังไม่มากก็ไม่ทุรนทุรายไม่กังวลกับเรื่องนี้ ไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ถ้ามีต้องมีอย่างที่ตัวเองอยากได้ด้วย

ความรักหายไปไหน

 

“เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับอ๊อฟในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องความรักแบบคู่รัก แต่คือความรักของพ่อแม่ อ๊อฟรู้ว่าพ่อแม่ทุกคนรู้นะครับว่าลูกคนไหนเป็นตุ๊ด ทอม กะเทย เพราะท่านเลี้ยงเรามากับมือตั้งแต่แบเบาะได้เห็นพัฒนาการของเราทุกๆ ช่วงวัย ตั้งแต่เราพูดไม่ได้จนกระทั่งเราเดินได้ก้าวแรก ได้เห็นเพื่อนคนแรกของเราว่าเป็นใคร อ๊อฟเชื่อว่าพ่อกับแม่เลือกที่จะไม่รับรู้หรือเลือกที่จะไม่พูดมากกว่า แต่ท่านก็ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่ลูกเป็นและเลือกเป็นฝ่ายมองเงียบๆ หรือแอบมีความหวังกับลูกเสมอ ทำให้เราอยากโฟกัสให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการงานมากกว่าเรื่องผู้ชาย มีก็ได้ มีก็ต้องคิดถึงพ่อแม่ด้วย

“คนในครอบครัวที่รับรู้คือ พี่ชายคนเดียว ซึ่งเขาผิดหวังมาก เขาเคยถามเราตรงๆ ว่าหน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ทำไมไม่มีแฟน อ๊อฟก็บอกว่าไม่ชอบผู้หญิง ชอบผู้ชาย พี่ก็ช็อกไปเลยแต่ก็บอกว่าไม่เป็นไรจะเป็นอะไรก็เป็น แต่ขอให้เป็นคนดีก็พอ เราก็ไม่อยากทำให้เขาผิดหวังนะครับ”

อ๊อฟหวังว่า วันหนึ่งถ้าได้แต่งงานก็อยากใส่ทักซิโด้สีขาวโก้ๆ มากกว่าชุดราตรีฟูฟ่อง “ผู้ชายแท้ๆ ชอบกะเทยแต่งหญิงมีน้อยมาก เคยถามเหตุผลเพื่อนรสนิยมเดียวกันก็บอกว่าแต่งแบบนั้นดูเยอะไป เดินควงไปไหนมาไหนด้วยแล้วรู้สึกไม่สะดวกใจ อาจจะอาย คนที่แต่งตัวแบบเกย์แบบผู้ชายจะมีโอกาสมีแฟนมากกว่านะครับ” อ๊อฟ ทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะสุ้มเสียงมีความหวัง

รักไม่ต้องแอบ...รักออนไลน์

เมื่อโลกเดินทางเข้าสู่ยุคดิจิทัล โซเชียลเน็ตเวิร์กก็กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชีวิตผู้คนมากมาย หลายคนบันทึกทุกเรื่องราวและกิจกรรมในแต่ละวันลงไปบนเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม ทวิตเตอร์ ฯลฯ ภาพและถ้อยคำบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเหล่านั้นไม่ได้สื่อไปถึงแต่คนที่ใกล้ชิด แม้ไม่ได้เป็น “ซัมบอดี้” แต่ก็มี “ใครก็ไม่รู้” เข้ามากดไลค์และฟอลโลว์ด้วยความชื่นชม ก่อนจะกลายเป็นอีกรูปแบบของความรักที่เบ่งบานอยู่ในโลกออนไลน์

เช่นเรื่องที่เกิดกับ เฟิร์น-เฌอริลิณ อัศราวรพิทักษ์  เน็ตไอดอลเจ้าของอินสตาแกรม Fern Cherpaat ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 3 แสนคน และฟอลโลว์ในเฟซบุ๊กเป็นหลักแสน

ความรักหายไปไหน เฌอริลิณ อัศราวรพิทักษ์

 

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา คนนี้บอกว่า “จุดเริ่มต้นการที่มีคนติดตาม เริ่มมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แล้วมีช่างภาพถ่ายไปเผยแพร่ก็เลยเกิดเป็นกระแสมีคนเข้ามาติดตามเยอะมาก แรกๆ ก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน ที่อยู่ดีๆ ก็มีคนติดตามรูปเราในเฟซบุ๊กจนมีเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสน แต่เราก็เห็นทุกคนเป็นเพื่อนพี่น้อง ไม่ได้คิดว่าเป็นตัวเองเป็นเน็ตไอดอลที่มีชื่อเสียง เวลามีแฟนคลับเข้ามาส่งข้อความ ทำรูปสวยๆ ให้ เราก็เข้าไปขอบคุณพูดคุยกัน หรือบ้างครั้งมีปรึกษาเรื่องเรียน หรือเรื่องความสวยความงามกันบ้างก็มี

“เรามองทุกคนเป็นเหมือนเพื่อนที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ในเมื่อเขารู้สึกรักเรา เราก็ควรแสดงความรักตอบแทนด้วยการเข้าไปพูดคุยเขียนขอบคุณ ให้เขารู้สึกว่าไม่ได้เป็นฝ่ายให้เพียงฝ่ายเดียว เพราะเฟิร์นคิดว่าความรักคือ การที่เราให้ความรู้สึกดีๆ กับอีกฝ่าย และเชื่อใจกันและกัน ดูและเทกแคร์ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นแฟน เพื่อน หรือกระทั่งแฟนคลับก็ตาม

“พอถึงจุดหนึ่งที่เราโตขึ้นก็เริ่มรู้สึกอยากมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เลยตัดสินใจแยกเฟซบุ๊กที่ใช้งานเฉพาะกับคนรู้จักจริงๆ และให้แฟนคลับติดตามในอินสตราแกรมแทน ซึ่งเราก็อัพรูปขึ้นทุกวันว่าเราไปเที่ยวไหนบ้าง ทำอะไรพิเศษๆ บ้าง แต่ไม่ได้อัพเพื่อเรียกยอดไลค์หรือเอาใจใคร แต่เราทำเป็นกิจวัตรให้กลายเป็นเหมือนไดอะรี่ส่วนตัวผ่านภาพถ่ายที่เวลาเราย้อนกลับไปดูภาพในแต่ละวันว่าเราทำอะไรไปบ้าง จะรู้สึกมีความสุขและถ้าคนที่ติดตามเรามีความสุขไปด้วยเราก็จะรู้สึกดียิ่งกว่าเดิม”

อีกหนึ่งหนุ่มฮอตในโลกออนไลน์คือ ต้น-จักรกฤษณ์ ญาติคำ เจ้าของอินสตราแกรม TONDBZ “เริ่มจากเฟซบุ๊กที่เราลงรูปตัวเองลงไปแล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนมาฟอลโลว์ติดตาม แรกๆ เราก็ตกใจเหมือนกันว่าทำไมมีคนมาตามเราทั้งที่เราก็ไม่ได้เป็นคนดังมีชื่อเสียง แต่ก็รู้สึกดีในเวลาเดียวกันที่มีคนชื่นชอบในตัวเรา เลยไม่ได้รู้สึกซีเรียสว่าจะต้องโพสต์อะไรให้มีคนกดไลค์เยอะ แค่เป็นตัวของตัวเองก็พอ เพราะการที่เราเซลฟี่แล้วเขียนสเตตัสอัพเฟซบุ๊กนั่นคือ การบอกว่าเราเป็นคนอย่างไรมีบุคลิกแบบไหน เขาจะรักเราและติดตามเราก็คือความเป็นตัวของเราเอง ไม่ได้วางแผนถ่ายเพื่อยอดไลค์ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้แต่งเติม

ความรักหายไปไหน ต้น – จักรกฤษณ์ ญาติคำ

“ผมรู้สึกดีที่มีคนรักในตัวเรา แม้จะไม่เคยเห็นหน้าพูดคุยกันมาก่อนก็ตาม แฟนคลับหลายคนก็ส่งข้อความทักทาย พูดคุย สอบถามเรื่องราวที่อยู่ในภาพเซลฟี่บ้าง เราก็พูดคุยกับพวกเขาไปตามความเหมาะสม
ซึ่งผมคิดว่าการแสดงความรักที่เหมาะสมคือ การที่เราเข้าใจกันและไม่เอาเปรียบกันแม้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามที”

ความรักออนไลน์จึงมีอยู่ แต่จะเป็นแค่ “รักเสมือนจริง”หรือ “รักชั่วขณะ” หรือไม่ ... เวลาอาจจะช่วยพิสูจน์          

นิยามรักระหว่างเพื่อนมนุษย์

สำหรับ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ผู้ดำเนินรายการคนค้นฅนที่ถ่ายทอดเรื่องราวมากมายผ่านตัวบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในหลากหลายฐานะของสังคม เขาให้นิยามความรักว่า “รักที่เกิดขึ้นมา ต้องเป็นรักที่สามารถจรรโลงโลกได้ และเป็นความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ได้ หรือความต้องการเพียงฝ่ายเดียวของผู้ที่เรียกร้องหารัก หรือเรียกอีกอย่างคือปรารถนาที่จะรักเพียงเพื่อรับใช้ความต้องการของตัวเอง”

ความรักในทัศนะของ สุทธิพงษ์ ไม่ใช่เรื่องของคนเพียงสองคน ความรักที่สามารถจรรโลงโลกได้นั้น ไม่ใช่เพียงแต่ความรักของหญิงชาย หากแต่การรักสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ก็เป็นความรักที่งดงามไม่แตกต่างกัน หากจะริเริ่ม ก็ต้องเริ่มจากความไม่เห็นแก่ตัว และเผื่อแผ่ไปยังคนรักของเราเพื่อให้เกิดความงดงาม เมื่อเรามีความรักที่งดงาม เราก็พร้อมจะขับเคลื่อนสังคมได้
ในทางอ้อม เมื่อสุขใจก็พร้อมจะไม่ระรานสังคม

“ความรักที่สวยงามแน่นอนว่าจะทำให้จิตใจเราสูงขึ้น มีความปรารถนาไปยังส่วนรวม แน่ล่ะว่าความรักคือการให้ ดั่งที่หลายคนว่าเอาไว้ แต่หากมองในแง่ความเป็นจริง เราก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เดินทางเดียว เมื่อให้ก็ต้องตอบรับเช่นกัน แต่จะให้อย่างไรเพื่อให้เกิดความสุข ก็เป็นเรื่องของปัจเจก”

ความรักหายไปไหน สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

สุทธิพงษ์ มองความรักในโลกปัจจุบันของหญิงชายอย่างน่าสนใจว่า ทุกวันนี้เราต่างยึดเหนี่ยวหวังเก็บเกี่ยวความรักไว้กับตัวเอง ทำให้หลายครั้งการยึดเหนี่ยวนั้นมีความหวังเอาไว้สูง และที่น่าสลดคือตามมาด้วย “โศกนาฏกรรมแห่งความรัก” ดั่งเราจะเห็นได้จากหลากหลายข่าวสารที่เกิดเหตุสะเทือนใจขึ้น มากครั้งก็มาจากความรัก ทั้งผูกคอตายประชดรัก หรือหญิงไม่รับรักก็พานให้ทำร้ายถึงกับเสียชีวิต

ทั้งหมดแล้ว ถูกความรู้สึกความต้องการครอบงำทำให้เกิดเรื่องราวที่สะเทือนใจขึ้นในสังคม ขณะที่ความรักยังมีอีกหลายรูปแบบที่เราเลือกได้ ทั้งหนุ่มสาวก็เช่นกัน แต่ต้องหาจุดสมดุลและทางออกแห่งรักให้ได้อย่างเหมาะสม หากรักนั้นไม่ได้เป็นดั่งที่เราต้องการ

 “มนุษย์มีความหมายคือผู้ที่มีจิตใจสูง เรามีพัฒนาการทางความคิดที่เจริญ ทั้งความคิดและการกระทำ ดังนั้นหากสอดรับกับความรักแล้ว ความรักของมนุษย์จึงไม่ควรเป็นความรักที่ขับเคลื่อนมาจากความต้องการของร่างกายหรือฮอร์โมน ควรจะเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ มีหลักธรรมตามความเชื่อที่ถูกต้องให้ยึดเหนี่ยวเอาไว้ จึงนำมาสู่ความรักที่สวยงาม” สุทธิพงษ์ ให้นิยาม

ขณะที่ วันชัย บุญประชา เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ซึ่งทำงานกับปัญหาสังคมมายาวนาน บอกว่า หากพูดถึงความรู้สึกที่เป็นความรักจะพบว่า นิยามเรื่องนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิม ความหมายยังคงเป็นเรื่องของความห่วงหาอาทร ความผูกพัน ความสัมพันธ์ ฯลฯ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ รูปแบบของความเป็นคู่รัก ซึ่งปัจจุบันพบว่า ตั้งอยู่
บนความเปราะบาง จากปัจจัยหลายด้าน

ความรักหายไปไหน วันชัย บุญประชา

รูปแบบความรักจากเดิมที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีคุณค่า เวลารักใครก็จะจมอยู่ในความรู้สึกนั้นอย่างเนิ่นนาน ใช้เวลาในการบ่มเพาะ ความคิดชอบเพียงชั่วครู่ชั่วยามนั้นเกิดขึ้นเร็ว แต่ความรักเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ขณะที่ความรักของคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน ที่เกิดขึ้นอย่างฉับไวนั้น เป็นความรักที่เกิดขึ้นเร็ว เปลี่ยนแปลงและสิ้นสุดเร็วเหมือนเงาตามตัว เพราะอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดห้วงรักอีกต่อไปแล้ว รักในยุคนี้ กลายเป็นเรื่องตัวตนหรืออีโก้ของแต่ละคนเป็นปัจจัยหลัก

“อีโก้นั้นถูกขยายออกได้หลายเรื่อง เป็นเรื่องรสนิยมความชอบในสิ่งต่างๆ ที่แต่ละคนอาจมีไม่ตรงกัน หากรสนิยมเกิดขัดแย้งกันอย่างรุนแรง คู่รักสมัยใหม่จำนวนมากก็ตัดสินใจที่จะไม่อดทนหรือปรับตัวเข้าหากัน หนุ่มสาวสมัยนี้ รู้สึก ว่าตัวเองมีทางเลือกในชีวิตคู่มาก มีคนโสด ที่คิดว่า อยู่คนเดียวโดยไม่จำเป็นต้องมีคู่มากขึ้น

“เราพบว่า แต่ละปี มีการจดทะเบียนสมรสประมาณเกือบ 3 แสนคู่/ปี จดทะเบียนหย่าร้างกันประมาณ 1 แสนคู่ ขณะสถิติคนหย่าร้างเพิ่มขึ้น การจดทะเบียนสมรสกลับลดลงรูปแบบของความรักในปัจจุบัน จะส่งผลกระทบมากมายต่อการสร้างครอบครัวใหม่ในอนาคต เรื่องนี้ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่ต้องยอมรับว่านี้คือ สภาพของความรัก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป”

อีกมุมมองความรักจากนักเขียนสารคดีชั้นแนวหน้าของเมืองไทยและกิจกรรมทางสังคม อรสม สุทธิสาคร เธอบอกว่า “ความรักคือความเมตตา การมองเห็นคุณค่าของกันและกัน การที่ยังประโยชน์ทำให้สองฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน โดยไม่สนใจเรื่องของกิเลสตัณหา”

จากที่เคยทำงานเป็นครูในเรือนจำทำให้ อรสม รู้ว่าชีวิตมีคุณค่า ทำให้รู้ว่าการเป็นครูนั้นมีคุณค่ายิ่งใหญ่มหาศาล “เราไม่ได้ต้องการให้ศิษย์ติดเราเพราะเป็นคนดีหรือน่านับถือ แต่การที่ครูกับศิษย์ได้เรียนรู้ร่วมกัน เราและศิษย์เติบโตขึ้น อยากเห็นเขาโตด้านจิตใจ เราไม่อยากวัดผลอะไรด้วยตัวเลข แต่คิดว่าการที่ทำให้ศิษย์เห็นคุณค่าของตัวเองจะทำให้ศิษย์เห็นคุณค่าของผู้อื่นด้วย เมื่อเขาเห็นใจผู้อื่น เมื่อเขาพ้นจากเรือนจำแล้ว เขาจะไม่กลับมาอีก"

ความรักหายไปไหน อรสม สุทธิสาคร

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล