
อิสระ สไตล์ มาเวอริก
onjour” หรือ “บงฌูร์” เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าสวัสดี อาจจะงงกันเล็กน้อยว่าทำไมวันนี้มาแปลก
โดย...ภคินัย ฟักฉ่ำ
"Bonjour” หรือ “บงฌูร์” เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าสวัสดี อาจจะงงกันเล็กน้อยว่าทำไมวันนี้มาแปลก ก็ร้านอาหารที่เราจะพามารู้จักกันในค่ำคืนนี้เป็นร้านอาหารสัญชาติฝรั่งเศสที่ไม่เหมือนร้านอื่นๆ เพราะว่าเจ้าของร้านเกรงว่าการที่จะเป็นฝรั่งเศสจ๋าๆ มันจะทำให้เข้าถึงยาก เลยตั้งชื่อร้านว่า มาเวอริก (Maverick) ความหมายก็ตรงๆ ตัวของมันคืออิสระ
ความอิสระของร้านอาหารแห่งนี้ ก็คือ การที่มันไม่เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสจ๋าๆ แม้อาหารที่เสิร์ฟที่นี่จะเป็นอาหารสัญชาติฝรั่งเศสที่เป็นเมนูคลาสสิก แต่ก็ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาด้วยด้วยรสชาติที่เข้มข้น บวกกับการจัดวางที่ทันสมัย เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง
ร้านแห่งนี้ตกแต่งสไตล์ที่เรียบง่าย ด้วยโครงเหล็กสีดำเข้มให้ขับอารมณ์ของความเท่ปนความหรูหรา เบรกด้วยความอบอุ่นของเพดานไม้โชว์ลวดลาย ผนังร้านถูกจัดสรรด้วยตู้โชว์ ถูกแต่งแต้มบนชั้นวางด้วยหนังสือที่จะเน้นไปที่หนังสือประเภทเครื่องดื่ม ค็อกเทล อาหาร ซึ่งเป็นความสนใจของ เอริค พอล ผู้เป็นเจ้าของร้าน
อีกด้านของผนังถูกเนรมิตให้เป็นแกลเลอรี่ภาพขนาดย่อมแขวนเรียงราย 4-5 ภาพ ได้แสงไฟที่ดึงอารมณ์ของผู้ที่เข้ามาในร้านให้จับจ้องความงามของงานศิลปะบนผนังด้านนี้ ซึ่งหากใครสนใจก็สามารถติดต่อขอซื้อกลับมาแต่งบ้านกันได้เลย
เมื่อเข้ามาในร้าน ถ้าแบ่งง่ายๆ จากสายตาจะมีทั้งหมด 3 โซน โซนแรกที่เราจะเจอคือโซนบาร์ ไว้สำหรับคอค็อกเทลโดยเฉพาะ สามารถเห็นการโชว์ลีลาผสมค็อกเทลของบาร์เทนเดอร์กันแบบใกล้ชิดสนิทกันเลย ให้อารมณ์แบบไนต์ไลฟ์ ถัดมาเป็นโซนให้อารมณ์แบบครอบครัว เพราะเน้นโทนแสงที่สว่างตาอบอุ่นๆ ตกแต่งด้วยโต๊ะที่สไตล์แปลก จะเลือกนั่งที่โซฟาแล้วอ่านหนังสือหรือมองความงดงามของรูปภาพไปพลางรับประทานอาหารไปพลางก็สบายอารมณ์ไม่น้อย
ด้านในสุดของร้านเป็นแบบโอเพ่น คิทเช่น สามารถเพลิดเพลินกับการโชว์ลีลากับการปรุงอาหารของเชฟแบบใกล้ชิด เมื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้านกันเต็มตาแล้ว ก็ถึงคิวของอาหารให้ท้องได้อิ่มกันบ้าง เปิดเมนูด้วยซิกเนเจอร์ของทางร้านทั้ง 3 อย่าง เริ่มจานแรกกันด้วย “Crab Cannelloni” เนื้อปูห่อด้วยเจลลี่ที่ทำมาจากทับทิม เมื่อลิ้นได้สัมผัสความเปรี้ยวของทับทิมตัดกับครีมซอสอโวคาโด ผสานเข้ากับเนื้อปูที่อัดแน่น เป็นความอร่อยที่ลงตัว
ต่อกันด้วยเมนูเนื้อแกะ “New Zealand Lamb Saddle” เนื้อแกะที่ถูกจัดวางบนจานในรูปลักษณ์เก๋ไก๋พร้อมเครื่องเคียงอย่าง เยรูซาเล็ม อาร์ติโชค มามาเลดมะเขือม่วง บีทรูท เป็นอีกจานที่ฟิน... ตบท้ายกันด้วยเมนูที่พูดได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติของเมืองน้ำหอม “Duck Confit” รสสัมผัสที่นุ่มลิ้นที่เอาขาเป็ดมาหมักกับเชสนัทหรือเกาลัด กินกับแอปเปิ้ลและกะหล่ำม่วงที่ถูกจัดวางมาคู่กันในจาน เป็นอะไรที่กลมกล่อมลิ้นมากๆ
จานหลักเสร็จกระเพาะก็เรียกหาเครื่องดื่มขึ้นมาทันที ซึ่งที่นี่มีไวน์ที่คุณจะเรียกหาได้ถึง 200 ชนิดจากหลากหลายประเทศ จัดวางอยู่ในตู้ควบคุมอุณหภูมิอย่างละลานตา แต่เมื่อมาทั้งที เราก็ต้องเรียกหาสิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ซึ่งบาร์เทนเดอร์ได้แนะนำค็อกเทล 2 ตัวนี้ คือ “Time Travelling” วอดก้าผสมกับน้ำมะนาว ไซรัป ทับทิม เป็นรสชาติที่นุ่มคอได้ฟีลแบบน้ำผลไม้จากทับทิม เหมาะกับคุณสุภาพสตรี
อีกแก้ว “Maverick’s Mojito” หลักๆ จะมี รัม ไซรัป น้ำมะนาว ที่เมื่อกลืนลงคอจะได้ความหวานของไซรัปที่ผสมกับน้ำเชื่อม เป็นการผสมผสานกันแบบที่ลงตัวที่สุด
นอกจาก 2 ตัวนี้ยังมีค็อกเทลให้เลือกสรรอีกกว่า 20 ชนิด และยังมีค็อกเทลที่พิเศษสำหรับแค่เราเพื่อว่าไม่รู้จะสั่งอะไร เพียงแค่เอ่ยปากกับบาร์เทนเดอร์ก็จะจัดแจงผสมค็อกเทลดีๆ สักแก้วที่เหมาะกับคุณ อีกหนึ่งภาพที่น่าสนใจของร้านนี้ คือเราจะได้รับการดูแลอย่างลูกค้าวีไอพี ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นกันเองตลอดเวลาที่อยู่ในร้าน แม้กระทั่งตอนจะกลับยังเดินมาส่งถึงประตูหน้าร้านกันเลยทีเดียว
สำหรับใครที่เบื่อๆ รถติดนั่งอุดอู้อยู่ในรถ มีความสนใจในอาหารฝรั่งเศส มองหาร้านที่มีความเป็นส่วนตัวพิกัดร้านอยู่ที่สุขุมวิท 21 ซอย 3 ชั้น G อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 เปิดวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเที่ยงคืน สามารถสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นหวานๆ รับวันวาเลนไทน์ได้ที่ โทร. 02-665-2772







