posttoday
คุณอาจไปถึงเร็วกว่า แต่ฉันเห็นมากกว่าตลอดเส้นทาง

คุณอาจไปถึงเร็วกว่า แต่ฉันเห็นมากกว่าตลอดเส้นทาง

16 มิถุนายน 2553

หนูดีวนิษา เรซ

หัวเรื่องนี้ไม่ใช่คำพูดของหนูดีค่ะ แต่เป็นคำคมของชาว “อามิช” (Amish) คนกลุ่มหนึ่งที่ยึดถือชีวิตโบราณ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสใดๆ ของโลกมากว่า 300 ปีแล้ว ในอเมริกามีชาวอามิชมากกว่า 9 หมื่นคน กระจายกันอยู่หลายรัฐ ที่มีมากที่สุดคือโอไฮโอและเพนซิลเวเนีย พวกเขามีชื่อเสียงเรื่องการไม่เป็นเจ้าของรถยนต์เพราะขัดกับหลักศาสนาและความเชื่อ แต่จะเดินทางโดยการใช้รถลากเทียมม้าแทน หนูดีเองเคยขับรถผ่านรถม้าสีดำของชาวอามิชที่ควบแอบๆ อยู่ข้างทางหลวง และหวาดเสียวแทนว่าเขาจะเป็นอันตรายหรือเปล่าในรถที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัย และม้าจะพยศขึ้นมาเวลาไหนก็ได้

เราเป็นคนนอก มองไปที่ชนเผ่าหนึ่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรตามกระแสของโลก ก็มีแต่ความสงสัยและงงงัน จะเข้าไปดูให้เห็นกับตาก็ทำได้ยาก เพราะชาวอามิชมีสังคมปิดของตัวเอง ไม่ยอมให้ใครถ่ายรูป และไม่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยส่วนใหญ่ของชาวอเมริกัน

ชาวอามิชไม่ใช้ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่เป็นเจ้าของโทรศัพท์ ไม่ซื้อเสื้อผ้าทันสมัย ผู้หญิงทุกคนใส่เสื้อผ้าเหมือนกันคือ ชุดกระโปรงยาวเกือบถึงเท้า แขนถึงข้อศอก มีผ้ากันเปื้อนคลุมทับ สีดำ น้ำตาล เทา ม่วงหรือฟ้า ส่วนผมก็แสกกลาง ดึงตึงเปรี๊ยะไปมุ่นมวยไว้ที่ท้ายทอยและคลุมด้วยหมวกตาข่ายสีขาวทิ้งชายยาว ส่วนผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงขายาว มีสายเอี๊ยมและใส่หมวกสานคาดริบบิ้นดำ หนูดีทึ่งชุดของพวกเขามาก เห็นคราวไหนก็ได้แต่จ้องมอง เพราะมันช่างน่ารักเหมือนตุ๊กตายุโรปโบราณ ยิ่งถ้าเป็นเด็กตัวเล็กๆ ใส่ยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่

หลังเก็บความสงสัยมาหลายปี ได้แต่เห็นคนกลุ่มนี้แบบผ่านๆ ในรถม้าข้างถนน โดยไม่กล้าจ้องมองมาก เพราะรู้ว่าพวกเขาไม่ชอบ หนูดีก็ได้ฤกษ์ชวนแม่ไปเที่ยวในเมืองของพวกเขา และเยี่ยมชมวิถีชีวิตของคนอามิชอย่างจริงจังมากกว่าแค่มองผ่าน ทั้งอ่านและซักถามเพิ่มขึ้นด้วย

เริ่มจากเราขับรถไปพักค้างคืนใน Bed & Breakfast ชื่อ The Twin Linden ในเมือง Churchtown รัฐเพนซิลเวเนียกัน รัฐนี้เป็นรัฐอันดับสองที่ชาวอามิชอาศัยอยู่ ส่วนที่พักลักษณะนี้น่ารักมาก ไม่ใช่โรงแรมและไม่ใช่โฮมสเตย์ แต่เป็นกึ่งๆระหว่างทั้งสอง การเข้าพักใน Bed & Breakfast เป็นสิ่งที่นักเดินทางในยุโรปและอเมริกานิยมทำกันหากเกิดเบื่อการนอนโรงแรมขึ้นมา หนูดีเองก็เริ่มชอบหลังจากได้รับการแนะนำให้ลองจากเพื่อน ที่พักแบบนี้มักมีในเมืองท่องเที่ยวและเมืองโบราณมากกว่าเมืองทันสมัยแบบนิวยอร์ค ส่วนราคาก็แทบจะเทียบเท่ากับโรงแรม โดยมีความพิเศษอยู่ที่ห้องพักตกแต่งน่ารัก ไม่เหมือนกันสักห้อง และเจ้าของบ้านซึ่งมักเป็นสามีภรรยา ก็จะลงมาทำอาหารเช้าแบบพื้นบ้านให้เรากินกันสดๆในห้องอาหารริมสวน

ตรงจุดที่หนูดีไปพักอยู่นั้น มีชาว “เมนโนไนต์” (Mennonite) อยู่มากกว่า “อามิช” พวกเขาแต่งกายคล้ายกันมาก ต่างกันที่สีเล็กน้อย หนูดีเลยถามเจ้าของที่พักว่า พวกเขาต่างกันอย่างไรบ้าง คำตอบก็คือ ชาวเมนโนไนต์และอามิชนั้นเคยเป็นกลุ่มเดียวกันมาก่อน แต่เมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้ว เมนโนไนต์เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามกระแสโลกมากกว่า ส่วนชาวอามิชแยกตัวออกมาและรักษาประเพณีเดิมไว้อย่างเคร่งครัด ที่หนูดีเห็นกับตาคือ เมนโนไนต์เป็นเจ้าของรถยนต์ได้ แต่ต้องเป็นสีดำเท่านั้น แถมบางคนยังสามารถไปเที่ยวเรือสำราญได้อีกด้วย แต่ต้องให้บิชอปอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งเมนโนไนต์และอามิชมีอาชีพหลักเป็นเกษตรกร หนูดีขับผ่านพื้นที่ภูเขา ลดหลั่นกันไป เห็นผักหลากชนิด ทั้งข้าวโพด รูบาร์บ สตรอเบอร์รี ราสพ์เบอร์รี ผักสลัด มะเขือเทศ รวมถึงผักอัลฟัลฟ่าที่ปลูกไว้ป้อนวัว ยาวสุดลูกหูลูกตา แล้วก็นึกทึ่งคนเหล่านี้ เมื่อก่อนหนูดีจินตนาการไม่ออกว่า พวกเขาจะหาความสุขมาจากไหน จะใช้ชีวิตอย่างไร ในเมื่อต้องเหมือนโดนตัดแขนตัดขาทุกอย่าง ไม่มีรถ ไม่มีไฟฟ้า เสื้อผ้าต้องใส่เหมือนกันราวกับออกมาจากโรงงานเดียวกัน ไม่มีโทรศัพท์ ต้องทำไร่ไถนาตลอดทั้งปีโดยไม่มีเครื่องทุ่นแรงทันสมัย ที่สำคัญ พวกเขาจะเอาเงินมาจากไหนและทำให้มันงอกเงยได้อย่างไร ในเมื่อนำมันไปลงทุนในรูปแบบของหุ้น พันธบัตร ไม่ได้เลย แม้กระทั่งประกันสุขภาพก็ยังถูกห้ามซื้อ และที่สำคัญ เด็กทุกคนจะได้เรียนหนังสือถึงแค่ชั้นมัธยมสองเท่านั้น ก็ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ ฟังแล้วหนูดีว่ามันเป็นเหมือนส่วนผสมของความทุกข์มากกว่า

แต่เมื่อได้เข้าไปเห็นใกล้ๆ หนูดีก็ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดไป และต้องยอมรับว่า เราเองคิดแบบแคบๆ เพราะไม่เคยได้เห็นและได้พูดคุยกับพวกเขาในความเป็นจริงมาก่อน นี่เองหนูดีถึงได้รักการเดินทาง เพราะมันช่างช่วยเปิดหูเปิดตาเราให้กว้างขวางออกไปกว่าโลกแคบๆ ใบเดิม ที่เราอาศัยอยู่มาตลอดชีวิต ให้เรายอมรับความคิดที่หลากหลายมากขึ้นได้ โดยไม่ตัดสินใครล่วงหน้าไปก่อนด้วยเปลือกที่เราเห็นจากระยะไกล

ชาวอามิชเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีความสุขมากที่สุด พวกเขาพึงพอใจกับวิถีชีวิต และไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่พวกเราตื่นเต้นอยากเปลี่ยนและอยากได้สิ่งใหม่ตลอดเวลา อยากได้มือถือรุ่นใหม่ โทรทัศน์รุ่นใหม่ที่สุด และรถยนต์คันใหม่กว่าคันเดิมที่เคยมี หนูดีว่าชาวอามิชเขาคงมองพวกเราแล้วขำนะคะ อะไรจะอยากเปลี่ยนตลอดเวลาขนาดนั้น ทำเหมือนชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบันมันไม่ดีพอสักทีอย่างนั้นหรือ พวกเราเองก็พูดเรื่องความพอ นี่คือคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นสุขกับปัจจุบันและรู้จัก “พอ” จริงๆ ค่ะ

ฉบับหน้า หนูดีจะมาเล่าถึงบ้านที่ไร้ไฟฟ้าของชาวอามิชและเขาอยู่กันอย่างไร โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่อเมริกา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท