
ตลาดปีใหม่เหงา...เซฟกระเป๋าทีม
ปิดลงไปอย่างเงียบเหงา สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อบิ๊กดีลสูงสุดของลีกยุโรป
โดย...นูโน่
ปิดลงไปอย่างเงียบเหงา สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เมื่อบิ๊กดีลสูงสุดของลีกยุโรป คือ วิลฟรีด โบนี ที่ย้ายจากสวอนซีไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวเพียง 28 ล้านปอนด์ (ราว 1,400 ล้านบาท)
แม้ยอดช็อปรวมทั้ง 5 ลีกอาจจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว แต่ก็ยังต่างกันมากเมื่อเทียบกับช่วงซัมเมอร์ ยกตัวอย่างเช่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มียอดเสริมทัพ 130 ล้านปอนด์ ซึ่งเท่ากับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ตัวเลขช่วงซัมเมอร์สูงถึง 835 ล้านปอนด์
นั่นเพราะสโมสรยักษ์ใหญ่แอบหวั่นกับการเซ็นสัญญานักเตะระหว่างฤดูกาล นอกจากพวกเขาจะมั่นใจในคุณภาพของนักเตะ และเชื่อว่าจะสามารถใช้งานได้ทันทีถึงจะยอมทุ่มทุนควักกระเป๋า เพราะมีประสบการณ์ให้เห็นถึงความล้มเหลวมาไม่น้อย บวกกับปัญหาเรื่องติดคัพไทในแชมเปี้ยนส์ลีก
“ทีมแถวหน้าในพรีเมียร์ลีกจะมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนเมื่อจบซีซั่นและหวังจะเซ็นสัญญาหลักๆ หลังจากนั้นพวกเขาเกือบจะใช้เดือน ม.ค. เป็นเกราะความมั่นคงในการเสริมนักเตะทุกเหตุผล อย่างไรก็ตามหากมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะเซ็นสัญญานักเตะสุดยอดคุณภาพที่ใช้งานได้เลย พวกเขาก็พร้อมเช่นกัน” ฟิล แม็คนัลตี หัวหน้าผู้สื่อข่าวสายฟุตบอลของบีบีซี สปอร์ต เผย
อย่างไรก็ตาม ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีก็ยังคงครองแชมป์ใช้เงินมากที่สุดในการเปิดตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบสองนี้ โดยมี แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี และ อาร์เซนอล ควักกระเป๋ารวมกันคิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ของยอดรวมทั้งหมดในพรีเมียร์ลีก (130 ล้านปอนด์)
ขณะที่ลีกที่มียอดช็อปในตลาดเป็นอันดับ 2 คือ เซเรีย อา (อิตาลี) ตามด้วย บุนเดสลีกา (เยอรมนี) และลาลีกา (สเปน) ส่วนลีกเอิง (ฝรั่งเศส) บรรยากาศเงียบเหงาที่สุด โดยมี 2 ลีกของอิตาลีและเยอรมนี กลับมาช็อปเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
กฎแฟร์เพลย์ทางการเงินของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะทีมยักษ์ใหญ่ ซึ่งจะไม่ค่อยเห็นการใช้เงินแบบบ้าคลั่งเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว แต่พวกเขาจะพยายามขายนักเตะก่อนจะซื้อเข้ามา อย่างเช่น เชลซี ขาย อังเดร ชูร์เล ให้กับโวล์ฟสบวร์กเพื่อซื้อ ฮวน กัวดราโด
“เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดี ซึ่งคำนึงถึงความมั่นคงของสโมสรมาก่อน ที่สุดแล้ว ผมคิดว่ามันจะทำให้ลีกมีการแข่งขันมากขึ้น แม้ว่าจะยังมีความแตกต่างของสโมสรที่ร่ำรวยกับทีมที่มีความมั่นคงน้อยกว่า ทีมอันดับท็อป 6 ก็มีการแข่งขันกันมากขึ้น ขณะที่ 8 ทีมกลางตาราง และ 6 ทีมท้ายตารางก็แข่งกันเอง” โรเบิร์ต วิลสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินวงการลูกหนังของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ฮัลแลม กล่าว







