
70 ปี ฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน
ในฐานะเด็กบ้านนอก ครั้งแรกที่เคยได้สัมผัสกับเรื่องราวของ “งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” คือการได้นั่งดูถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์
โดย...พงศ์ พริบไหว
ในฐานะเด็กบ้านนอก ครั้งแรกที่เคยได้สัมผัสกับเรื่องราวของ “งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” คือการได้นั่งดูถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์ ซึ่งก็พอจะรับรู้ได้ว่า แม้ไม่ใช่การแข่งขันฟุตบอลระดับชาติ แต่นี่คือเกมกีฬาที่สู้กันอย่างหมดหัวใจและใส่สะอาดเพื่อชัยชนะ แน่นอนว่าหลังจากครั้งนั้นเกมฟุตบอลประเพณีก็เข้าซึมอยู่ในชีวิตร่ำไป และเชื่อแน่ว่าหลายๆ คนก็มีช่วงเวลานั้นเช่นกัน อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย
มองวันเวลาเก่าๆ ทำให้เกิดสงสัยว่า เสน่ห์ของงานฟุตบอลประเพณีจริงๆ แล้วอยู่ที่อะไร จึงทำให้ฟุตบอลรายการนี้อยู่คู่ประเทศไทยมานานแสนนาน หรือว่าผู้คนจะชื่นชอบเสน่ห์ของงานนี้ที่เกมการแข่งขันฟุตบอล หรือเพราะการแต่งตัวลีลาท่าเต้นนำเชียร์ของลีดเดอร์สาว แม้แต่ขบวนล้อการเมืองและการแปรอักษรก็ดูจะมีความพิเศษชวนให้ติดตาม แต่ถึงจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เนื้อแท้อย่างหนึ่งที่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ได้สื่อสารออกไปเสมอสู่การรับรู้วงกว้าง คือ การทำให้เห็นถึงความร่วมมือและสามัคคีของ 2 สถาบันหลักของประเทศไทย ซึ่งมันก็ยาวนานต่อเนื่องมากว่า 7 ทศวรรษ และนี้ต่างหากที่เป็นเสน่ห์แท้จริงของงาน...
นับกันตามปีที่เริ่มงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ โดยกลุ่มนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในครั้งแรกเมื่อปี 2477 งานประเพณีที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 7 ก.พ. 2558 ถือเป็นการแข่งขันครั้งที่ 70 พอดิบพอดี ซึ่งชื่อของจุฬาฯ อยู่ในฝั่งของเจ้าภาพ และเมื่อมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับประธานคณะดำเนินงานจัดการแข่งขันนิสิตเก่าจากคณะวิศวะ จุฬาฯ อย่าง เทวินทร์ วงศ์วานิช ในฐานะประธานการจัดงานครั้งนี้ เจ้าตัวได้เล่าให้ฟังถึงงานครั้งนี้ว่า
“เนื่องจากปีที่แล้วบ้านเมืองไม่สงบ ทางจุฬาฯ ซึ่งเป็นตัวแทนการจัดงานในครั้งนั้นจึงขอกลับมารับผิดชอบเป็นเจ้าภาพงานในปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 70 ในปีนี้ก็จะมีความพิเศษอยู่หลายๆ อย่างที่เกิดมาจากแนวความคิดที่ว่า รู้รับ รู้ให้ มุ่งไปด้วยกัน สองสถาบัน สมานฉันท์เพื่อชาติ เพื่อสนับสนุนแนวทางของการปรองดองสมานฉันท์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีและควรสนับสนุน แน่นอนว่าการแข่งขันฟุตบอลเราก็สู้กันในสนามเต็มที่อยู่แล้ว แต่เรื่องนอกสนามเราก็จะมีกิจกรรมอื่นๆ ที่จัดขึ้นเพื่อความสมานฉันท์ปรองดองระหว่าง 2 สถาบัน“จะมีกิจกรรมไฮไลต์อย่างโครงการเลือดไม่แบ่งสี คือโครงการที่รับบริจาคโลหิตของทั้งสองสถาบัน ซึ่งจะทำกันมาตลอดทุกปี เป็นการทำเพื่อสังคม ซึ่งเราก็มองว่าเรื่องดีๆ แบบนี้ไม่น่าจะอยู่แค่ในกลุ่มของนิสิต นักศึกษา เราอยากให้โครงการนี้เข้าไปถึงกลุ่มคนที่กว้างขึ้น นั่นก็คือ กลุ่มศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไป เราก็เลยกระจ่ายข่าวและจัดสถานที่เปิดรับบริจาคโลหิตกันจนถึงวันที่ 6 ก.พ. ก่อนแข่งขัน ซึ่งเราก็หวังว่าคนที่ไม่อยากเห็นการแบ่งสีในประเทศไทยจะมาช่วยกันแสดงพลังในโครงการนี้กันเยอะๆ”
ฟังแล้วเป็นโครงการดีๆ ที่ทำเพื่อสังคม แต่อีกกิจกรรมที่ผู้คนมักติดตามทุกปีในฟุตบอลรายการนี้อย่างขบวนพาเหรดและการแปรอักษร ก็เป็นสิ่งที่อดใจไว้ไม่ไหวและเอยถามเพื่อเป็นน้ำจิ้มให้กับผู้รอชม คุณเทวินทร์ได้เล่าไว้คร่าวๆ ทำนองว่า
“ปีนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการสร้างสรรค์ขบวนพาเหรดล้อการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้ ความยากของการทำเรื่องพวกนี้ คือ เราต้องไม่สร้างความแตกแยก เพราะภายใต้สถานการณ์แบบนี้ การทำขบวนล้อการเมืองจึงต้องมีวิธีคิดที่ละเอียดอ่อน เพราะวันนี้มันเหมือนไม่มีตรงกลาง เราเลยคิดว่าเราควรจะนำเสนอผ่านแนวความคิดที่ว่า ในวันนี้นิสิต นักศึกษาปัญญาชนอยากเห็นบ้านเมืองเป็นแบบไหน ซึ่งเราเองพูดตรงๆ เลยนะ ถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบอะไร เพราะเราแค่เสนอแนวทางให้พวกน้องๆ ไปคิด ซึ่งเราไม่มีการบังคับปิดกั้นนะในเรื่องความคิด เพราะเชื่อในการให้อิสระ แล้วก็มั่นใจว่าน้องๆ จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกมาอย่างเต็มที่ ทำเรื่องเครียดๆ ให้กลายเป็นเรื่องสนุกน่าติดตาม” คุณเทวินทร์ ยิ้มมุมปากเมื่อพูดจบ
นั่นคือโจทย์ยากที่ท้าทายความสามารถของนักศึกษารุ่นใหม่ ในการสะท้อนให้เห็นถึงบางอย่างที่มิใช่เพียงแต่การเอาความสนุกเข้ามาเป็นจุดขาย แต่ต้องทำให้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนสะท้านหัวใจผู้ชม เอาเป็นว่าอีกไม่กี่วันเราก็จะได้เห็นแล้วว่าขบวนพาเหรดจะออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองสถาบันงานนี้ต้องทุ่มเทระดมความคิดกันอย่างหนักแน่นอน และนอกจากกิจกรรมที่กล่าวมา ภายในงานจะมีกิจกรมอื่นๆ ให้ได้เข้ารวม อาทิ โครงการตอกไม้ ตักทราย สร้างฝาย กาญฯ นะจ๊ะ และโครงการเดินเพลินๆ ขอเชิญมาแชร์ เป็นต้น
“คือเราในฐานะคนจัดงานก็เห็นว่าทุกฝ่ายตั้งใจกันเต็มที่ เพื่อให้งานนี้ออกมาดีและได้รับความประทับใจจากการได้ดูกิจกรรมต่างๆ ในงาน และหวังว่าสิ่งที่เหล่านิสิตของทั้งสองสถาบันร่วมกันทำจะสามารถกระตุ้นและจุดประกายให้เห็นถึงความสมานฉันท์ปรองดอง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมากกับประเทศเราในตอนนี้ ซึ่งก็ขอเชิญชวนทุกๆ คนให้เข้ามาร่วมชมฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ กันได้ในวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. ที่ สนามศุภชลาศัย ประตูเปิดตั้งแต่บ่าย 2 โมง และหากไม่สะดวกทางเราก็มีถ่ายทอดสดทางช่อง 11” คุณเทวินทร์ กล่าวเชิญชวนทิ้งท้ายในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70
อีกเสน่ห์ของฟุตบอลประเพณี
อีกหนึ่งสิ่งที่จะเพิ่มความสนุกให้บรรยากาศในฟุตบอลประเพณีมีสีสันมากขึ้น คือ ตัวของนักเตะในสนามซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักฟุตบอลแข้งทองจากสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีก และในปีนี้ก็ได้มีโอกาสเข้าไปลวงลึกถึงความพร้อมของทั้งสองทีม โดยงานนี้ขอเริ่มจากฝั่งจุฬาฯ กับนักเตะหน้ามนคนหน้าหวานที่พกพามาดกวนๆ มาเต็มอัตราอย่าง ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย ซึ่งเจ้าตัวดูเอาจริงเอาจังเหลือเกินกับการซ้อมเพื่อจะรักษาแชมป์ที่ครองอยู่ 3 ปีติดต่อกัน โดยเจ้าตัวพูดถึงเรื่องนี้ว่า
“สำหรับผม รายการนี้คือแมตช์ที่ยิ่งใหญ่มากนะ ผมเองถูกบิวต์มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่ผมเรียนจบจากจุฬาฯ ซึ่งตอนเด็กเวลามีงานประเพณีเขาก็จะพาผมไปดูในสนามด้วย ซึ่งเราก็จะซึมซับบรรยากาศของฟุตบอลประเพณีมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว มันเลยเป็นเหมือนความฝันเลยว่า สักวันหนึ่งเราจะไปอยู่ตรงนั้นเราจะต้องเล่นฟุตบอลประเพณีให้ได้ จึงรู้สึกว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง พอได้เข้ามาสัมผัส เรารู้เลยว่าทุกคนที่นี่ให้ความสำคัญมากกับงานนี้ ทุกฝ่ายรวมแรงรวมใจกันแบบเต็มที่ ไม่ใช่แต่เรื่องของฟุตบอล
“ส่วนในเรื่องของฟุตบอลเอง เราก็จะมีการเตรียมความพร้อมกันนาน มีรุ่นพี่เทียวมากระตุ้นตลอด เข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก พวกเรานักฟุตบอลเองก็จะหาเวลามาซ้อมกันให้ได้มากที่สุดเพราะแต่ละคนก็จะติดเล่นให้สโมสรและทีมชาติ แล้วแน่นอนว่าถึงจะเป็นเกมที่เน้นความสามัคคี แต่ในสนามเราก็ฟาดฟันกันเต็มที่และก็หวังจะชนะด้วย เพราะผลการแข่งขันมันก็มีความสำคัญต่อสภาวะจิตใจของพวกเราอยู่เหมือนกัน คิดดูว่าคนเต็มสนามต่างมาเชียร์ฟุตบอลกันอย่างมีความสุข เราก็ไม่อยากให้ทีมของเราแพ้กลับไปหรอก” นักฟุตบอลจากจุฬาฯ เล่าต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ฉะนั้น มันจึงทำให้พวกเรานักฟุตบอลอินในบรรยากาศของงานและอยากจะสร้างผลงานดีๆ แล้วฟุตบอลประเพณีมันนัดเดียวรู้ผล เพราะฉะนั้นมันต้องเอาตั้งแต่นาทีแรกเลย ปีนี้ผมจึงซ้อมให้ฟิตเต็มร้อยเพื่อจะใส่ให้เต็มที่ เพื่อลงไปทำประตูในรายการนี้เป็นครั้งแรกให้ได้และเอาแชมป์สมัยที่ 4 ซึ่งแน่นอนว่าทุกปีธรรมศาสตร์เขาก็จะออกมาบัพกันตลอดว่าเขาจะชนะ ซึ่งมันเหมือนเป็นสีสันเป็นความสนุกสนาน ซึ่งแน่นอนเราก็จะไปวัดกันในวันนั้น และผมเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามจะเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งที่คุณจะประทับใจ และปีนี้ผมฝากไปถึงนักฟุตบอลธรรมศาสตร์หน่อยว่า หากอยากได้แชมป์อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย” เจ้าตัวหัวเราะร่าหลังพูดจบ
แน่นอนว่า ทางฝั่งธรรมศาสตร์ที่มี ชาคริต บัวทอง เพื่อนชี้ของลีซออยู่ในทีม ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาพูดถึงการแข่งขันครั้งนี้ด้วยน้ำเสียงที่ไร้กังวลกับมาตรฐานนักเตะของจุฬาฯ ที่มีชื่อชั้นดีกว่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองเชื่อในความสามัคคีและระบบการเล่นที่ดุดันของทีมธรรมศาสตร์ ว่าจะสามารถทวงแชมป์คืนจากฝั่งตรงข้ามได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งเจ้าตัวพูดในฐานะผู้มากประสบการณ์ในรายการนี้ให้ฟังว่า
“นี่คือการแข่งขันที่คลาสสิก ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากลงเล่นในรายการนี้ และในฐานะที่ผมเป็นนักศึกษาของธรรมศาสตร์ได้ลงแข่ง แน่นอนที่สุดคือความภูมิใจ แล้วบอลรายการนี้มันมีมนต์ขลังมากๆ เป็นบรรยากาศของการแข่งขันที่เต็มไปด้วยคนดูที่มีฝั่งตรงข้ามโห่เราตลอดเวลา มันจึงเป็นเกมที่ต้องมีสมาธิอย่างมาก ซึ่งในทุกๆ ปีทีมเราก็ตั้งใจที่จะชนะอยู่แล้ว อย่างสามครั้งล่าสุดที่แพ้ ถ้าดูตามรูปเกมพวกเราเล่นดีมาก แต่เพราะเสียสมาธิในช่วงท้ายถึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เราพลาด” ชาคริต เล่าถึงบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมในสนามให้ฟังต่อว่า
“จริงอยู่หากมองในมุมนักเตะทีมเราอาจเป็นรองจุฬาฯ แต่พอลงไปเล่นในสนามพวกเราก็สามารถช่วยกันเล่นได้อย่างสูสี ซึ่งในปีนี้เราก็หวังแชมป์อย่างแน่นอน และผมก็เชื่อว่าทางฝั่งจุฬาฯ ก็คงไม่ปล่อยให้เราชนะง่ายๆ ซึ่งแน่นอนว่าเกมวันนั้นสนุก ก็อยากให้ทุกคนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมในฟุตบอลประเพณีด้วยกัน ซึ่งสำหรับผม ถ้ามีอะไรจะฝากถึงฝั่งตรงข้ามก็เล็กๆ น้อยๆ คือ ถ้าจุฬาฯ เอา ลีซอ-
ธีรเทพ วิโนทัย ลงสนาม ผมว่าธรรมศาสตร์น่าจะชนะง่ายขึ้น”
เจ้าตัวหัวเราะเมื่อพูดจบ นี่เองคือเสน่ห์อีกอย่างของฟุตบอลรายการนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะสวมเสื้อสีอะไรในวันนั้น ทุกคนคือเพื่อน คือพี่ คือน้อง และนั่นเป็นเสมือนสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน







