
เมืองที่ ‘อมนุษย์’ อยู่ไม่ได้
ไม่กี่วันมานี้ ผมมีโอกาสกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยเพื่อไปร่วมกิจกรรมที่ผมทำมาตลอด 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ไม่กี่วันมานี้ ผมมีโอกาสกลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยเพื่อไปร่วมกิจกรรมที่ผมทำมาตลอด 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย และทำต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
สมัยยังเรียนผมจะใช้ห้องอยู่ห้องหนึ่งเป็นสถานที่ทำกิจกรรม แต่ปัจจุบัน น้องๆ ที่ยังเรียนอยู่ไม่ค่อยได้ใช้ห้องนั้น และหันไปใช้สถานที่อื่นทำกิจกรรมแทน ห้องนั้นจึงร้างมาแล้วหลายเดือน
ด้วยความคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ระหว่างรอทำกิจกรรม ผมจึงเดินกลับไปดูห้องร้างห้องนั้นสักหน่อย เผื่อจะช่วยให้หายคิดถึงได้บ้าง เมื่อเดินทางมาถึงหน้าห้อง ผมมองผ่านๆ จากบานเกล็ดโดยยังไม่ได้เปิดประตูเข้าไป ผมพบว่าทั่วห้องมีฝุ่นจับเขรอะสมราคาห้องร้าง แต่เมื่อตั้งใจมองอย่างละเอียดผมก็ต้องตกใจ
มีเส้นๆ สีน้ำตาลคล้ายรังนกตกอยู่ที่พื้นเต็มไปหมด
ผมตัดสินใจเปิดประตูห้องเข้าไปดู แล้วก็เป็นอย่างที่คิดครับ พอมองสูงขึ้นไปบริเวณที่มีเศษซากรังนกตก ก็มีรังนกสภาพเกือบสมบูรณ์อยู่ในตะแกรงพัดลมเพดาน ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ มีนกโตเต็มวัย 2 ตัว ตายอยู่บนพื้นด้วย
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งสมัยผมยังเรียนและอาศัยอยู่หอพักนอกมหาวิทยาลัย อยู่มาได้สักพัก ผมพบว่าแอร์ห้องผมร้อนมากเกินกว่าจะเรียกมันว่า“แอร์” ผมจึงโทรแจ้งทางหอพักให้ช่วยส่งช่างแอร์มาที่ห้อง
เมื่อช่างแอร์มาถึง สิ่งที่ค้นพบก็คือ มีรังนกพร้อมลูกนกตัวแดงๆ ขนยังไม่ขึ้นอีก 2-3 ตัว อาศัยอยู่ในหลืบดังกล่าว
เขานำรังและลูกนกออกมาโดยพยายามไม่แตะต้องตัวลูกนกเหล่านั้น พร้อมทั้งห้ามไม่ให้ผมเข้าใกล้พวกมันด้วย เพราะเขาเข้าใจว่าหากพ่อแม่ของนกเหล่านี้ได้กลิ่น “มนุษย์” จากลูกนกพ่อแม่นกเหล่านี้ก็จะไม่กล้าเข้าใกล้ลูกนกอีก
ทุกท่านเห็นเรื่องที่เหมือนกันในสองเหตุการณ์นี้หรือไม่ครับ ไม่ใช่เรื่องมีนกอยู่ในเรื่องทั้งสองเหตุการณ์หรอกครับ แต่เป็นเรื่อง “ทำไมนกถึงไม่ทำรังบนต้นไม้”
คำตอบก็ไม่ยากเลยครับ เพราะทั้งสองบริเวณที่ผมเล่านี้แทบไม่มีต้นไม้เหลืออีกแล้ว บริเวณโดยรอบกลายเป็นถนน ตลาด อาคาร หอพัก และทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือถ้าจะพูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่านั้น คือมีแต่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยได้จากการทำลายสิ่งสำคัญของสิ่งมีชีวิตอื่นไป
จริงๆ แล้ว คงไม่ใช่แค่ “นก” เท่านั้นหรอกครับที่อยู่ไม่ได้ อาการหนักขนาดนี้ “อมนุษย์” ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้
คำว่า “อมนุษย์” ของผม ไม่ได้หมายถึงผีสางนางนาคที่ไหน แต่หมายถึง “สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ไม่ใช่มนุษย์” ผมเชื่อว่าทุกท่านสัมผัสได้ครับ ว่าต้นไม้เขตเมืองบ้านเราในตอนนี้กับเมื่อสัก10-20 ปีก่อนแตกต่างกันขนาดไหน
ที่ผ่านมา หลายประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจต่างออกมาขายฝันว่า จะทำธุรกิจสีเขียว จะเติบโตไปแบบ “Green Growth” เอาเข้าจริง ก็คือขายฝันจริงๆ นั่นแหละครับ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ทุกวันนี้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกสร้างกฎเกณฑ์ให้สามารถขายสิทธิการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ประเทศอื่นได้ หมายความว่า ประเทศหนึ่งอาจตัดไม้ทำลายป่า ทำอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษไปเรื่อยๆ แล้วคอยกว้านซื้อปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศอื่นมาทดแทน
ผมคิดว่าสิ่งที่ทุกประเทศควรจะต้องการที่สุดในขณะนี้ ไม่ใช่เศรษฐกิจหรือธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วหรอกครับ แต่เป็นผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการจะทำอะไรให้“กรีน” อย่างแท้จริงต่างหาก
เพราะตอนนี้ในเมืองใหญ่หลายประเทศไม่มีอะไรกรีนจริงหรอกครับ กรณีอมนุษย์อยู่ไม่ได้ ถือเป็นหลักฐานมัดตัวที่ชัดยิ่งกว่าชัดเจนแล้ว







