
สังเวียนปล้ำ สังเวียนเลือด
ออสการ์ หรือสถาบันไหน จะมอบรางวัลนักแสดงนำชายให้แก่ “สตีฟ คาร์เรลล์” หรือไม่ คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ออสการ์ หรือสถาบันไหน จะมอบรางวัลนักแสดงนำชายให้แก่ “สตีฟ คาร์เรลล์” หรือไม่ คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่การแสดงของคาร์เรลล์จากการรับบทมหาเศรษฐีผู้มีปมทางจิต “จอห์น ดู ปองท์” ในหนังเรื่องนี้ คือภาพที่น่าจดจำที่สุดแห่งปี อีกสัก 5 ปี หรืออาจนานกว่านั้น กลับมาดูซ้ำ เชื่อเถอะว่าพลังการแสดงของคาร์เรลล์ก็ยังจะขลังไม่เสื่อม
นอกจากคาร์เรลล์ นักแสดงคนอื่นๆ ไม่ว่าจะ “แชนนิง ทาทัม” หรือ “มาร์ค รัฟฟาโล” ก็น่าชื่นชมกับการแสดงที่ทุ่มสุดตัว ส่วนหนึ่งเพราะบทจริงๆ บทดีก็มีชัย ถ้าได้นักแสดงที่เก่งก็ยิ่งไปโลด ตราตรึงคนดู จะดูกี่รอบก็ไม่รู้สึกเบื่อ ทั้งๆ ที่หนังไม่ได้มาแบบฟีลกู้ด ดูแล้วอะดรีนาลินพลุ่งพล่าน ตรงกันข้ามหนังมีแต่ความสะเทือนใจ สะท้อนใจ และชวนขวัญแขวนอยู่ไม่น้อย
ตัวละครในหนังมีไม่เยอะ ซึ่งส่วนตัวชอบนะ เพราะขี้เกียจจำ บางเรื่องเยอะซะจนงงว่าใครเป็นใคร แต่ความน้อยของจำนวนตัวละคร ถ้าไม่มีน้ำหนักก็อาจจะเบาโหวง มหาเศรษฐีผู้อยากสนับสนุนกีฬามวยปล้ำ พาตัวเองเข้ามาคลุกคลีในฐานะโค้ช ทั้งๆ ที่ตัวเขาไม่มีความรู้ หรือเล่นมวยปล้ำไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ เขามาเจอกับนักมวยปล้ำสองพี่น้อง “เดฟ ชูลท์ส” และ “มาร์ค ชูลท์ส” ที่เพิ่งคว้าเหรียญทองโอลิมปิกไปฝากคนอเมริกัน
ความไม่รู้ หรือการเล่นไม่เป็น ว่าลำบากแล้ว แต่มหาเศรษฐี ดู ปองท์ เจอเรื่องลำบากกว่านั้นหลายเท่า ไหนจะต้องพิสูจน์ตัวเองกับแม่ที่เกลียดมวยปล้ำเข้าเส้น ถึงขั้นเอ่ยปากว่าเป็นกีฬาชั้นต่ำ ต่างกับกีฬาแข่งม้าที่แม่ปลื้มหนักหนา ขณะอีกด้านลึกๆ เขายังต้องพิสูจน์ให้คนในทีมเชื่อมั่นและเชื่อใจในการเข้ามาดูแลในฐานะโค้ชว่าจะนำพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายเหรียญทองโอลิมปิกและมีชีวิตที่ดีกับการเป็นนักกีฬามวยปล้ำ
ความคมคายของหนังจึงพุ่งไปที่ประเด็นการพิสูจน์ตัวเอง และคู่ขนานไปกับความปรารถนาที่อยากจะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนที่เขารัก นั่นก็คือแม่ และคนที่เขาดูแล นั่นก็คือพี่น้องนักมวยปล้ำ
ตัวตนของ ดู ปองท์ ที่หนังนำเสนอ ชวนขนลุกไม่น้อย สัมผัสได้ถึงความเยอะ ความใหญ่ ความไม่ปกติ ว่ากันไม่ได้ เพราะเขาคือมหาเศรษฐี เงินทำให้เขาได้ทุกสิ่งอย่าง ทว่าเงินก็ไม่สามารถซื้อความรัก ความไว้วางใจ กระทั่งการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างได้แน่ๆ
บทสรุปของหนังต้องขอเผย ณ ตรงนี้เลยว่า มันจบไม่สวย หนังช็อกคนดูแบบไม่ได้ทันตั้งตัว เป็นการตบหน้าแรงๆ หนึ่งฉาด ก่อนจะตามมาติดๆ อีกหลายดอก ใครเล่าจะเชื่อว่าคนที่ดูเหมือนรักและไว้วางใจกัน เนื้อแท้กลับไม่เป็นเยี่ยงนั้นและพร้อมจะห้ำหั่นกันอย่างซึ่งๆ หน้า
อย่างที่บอก บทหนังดี ดีจนมันน่ากราบ แล้วก็ได้นักแสดงที่เจ๋ง กล้าพลิกบทบาท กล้าจะต่อยอดและสำแดงฤทธิ์ให้เกิดพลังการแสดง นี่ละคือภาพจำที่คนดูยากจะลืมสำหรับคนที่ชอบหนังแนวนี้ ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่ผลงานที่ออสการ์ชอบสุดใจขาดดิ้น จนยอมเทใจให้หมดหน้าตัก
ไม่แปลกถ้าหนังจะเป็นแค่ผู้เข้าชิงรางวัล แต่ไม่ว่าจะยังไง คาร์เรลล์ ชนะใจคนดู ก็คงคล้าย “แอลลี่-พิมพ์บงกช จันทร์แก้ว” ตกรอบนางงามจักรวาลไง แต่เธอชนะใจคนไทยและคนทั่วโลก จบนะ!!?
Foxcatcher
ปี2014
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ประเภท ชีวิต/ชีวประวัติ/กีฬา/ตื่นเต้น
ความยาว 129 นาที
เรตติ้งน 18+ (เหมาะสำหรับผู้ชมอายุ 18 ปีขึ้นไป)
กำกับ เบนเนตต์ มิลเลอร์
แสดงนำ สตีฟ คาร์เรลล์/แชนนิง ทาทัม/มาร์ค รัฟฟาโล/วาเนสซา เรดเกรฟ
ชนะคานส์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ลูกโลกทองคำเมินใส่ เข้าชิง 3 สาขา หนังดราม่า นักแสดงนำชาย นักแสดงสมทบชาย กลับบ้านมือเปล่าจ้า ต้องรอลุ้นว่า ออสการ์ 5 สาขาที่เข้าชิง ผู้กำกับ นักแสดงนำชาย นักแสดงสมทบชาย บทและแต่งหน้าทำผม จะคว้าไปได้กี่ตัว หรือจะชวดทุกสาขา อันนี้ก็ไม่รู้สินะ
เบนเนตต์ มิลเลอร์ ไม่ใช่ผู้กำกับที่มากด้วยจำนวนหนัง ทำหนังมาหลายปี แต่พอไล่เรียงดู ทั้งชีวิตเขาทำหนังแค่ 3 เรื่องยาว และสารคดีอีก 2 เรื่อง ทว่าหนัง 3 เรื่องของเขา Foxcatcher Moneyball Capote ล้วนได้รับเสียงวิจารณ์เชิงบวก ทั้งยังถูกจริตออสการ์ยิ่งนัก เข้าชิงสาขาใหญ่ๆ ทุกเรื่อง
นี่คือครั้งแรกที่ สตีฟ คาร์เรลล์ เข้าชิงออสการ์ ซึ่งใครก็ไม่คิดว่าเขาจะพลิกบทมาเล่นใหญ่และทรงพลังได้ขนาดนี้ ขณะที่ มาร์ค รัฟฟาโล เคยเข้าชิงมาแล้วหนแรก จากเรื่อง The Kids Are All Right สาขานักแสดงสมทบ
หนึ่งนักแสดงในเรื่องที่แม้จะมี บทน้อย เอ่ยปากพูดไม่กี่ประโยค แต่กลับทรงพลัง จนสะกดอารมณ์คนดูให้นิ่งงัน ให้ต้องหันกลับมาฟังเธอ ก็ต้องยกให้นักแสดงอาวุโสชาวอังกฤษ วาเนสซา เรดเกรฟ ในบทแม่ผู้เกลียดกีฬามวยปล้ำ







