
ดอลลาร์เนื้อหอม นักลงทุนเอเชียแห่เก็งกำไร
บรรดานักลงทุนชาวเอเชียต่างพากันตบเท้าเข้าซื้อสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ภายหลังจากที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลก และถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยท่ามกลางตลาดโลกที่เผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง
บรรดานักลงทุนชาวเอเชียต่างพากันตบเท้าเข้าซื้อสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ภายหลังจากที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลก และถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยท่ามกลางตลาดโลกที่เผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง
บลูมเบิร์กรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า ชาวเอเชียจำนวนมากเข้าไปกว้านซื้อสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2015 สอดคล้องกับข้อมูลจากสแตมฟอร์ด แมเนจเมนต์ บริษัทที่จัดการการลงทุนกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐในสิงคโปร์ ซึ่งชี้ว่ากว่า 90% เลือกจะลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ
ในขณะนี้ตลาดค่าเงินถือว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในตะวันออกกลางและยูเครนยังคงคุกรุ่น นอกจากนี้ ยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ แคนาดา และอีกหลายๆ ประเทศก็ได้ประกาศนโยบายที่ทำให้สกุลเงินของตนนั้นต่ำลงไปอีก
ขณะเดียวกัน สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐกลับเติบโตได้แข็งแกร่งกว่าคู่แข่งประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แทบทั้งหมด และค่าเงินเหรียญสหรัฐก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในช่วงที่มีความเสี่ยงสูงนี้
“ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูง (ไฮเน็ตเวิร์ธ) มากมายต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยปกติแล้วนักลงทุนมือสมัครเล่นจะไม่ใช่กลุ่มแรกๆ ที่เข้าไปเล่นตามกระแส
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าต้องมีการสะสมความต้องการมาจากช่วงก่อนหน้านี้แล้ว” เจสัน หวัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) จากสแตมฟอร์ด กล่าว
ทางด้าน นูร์ เควก เจ้าของเอ็นคิว อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทให้คำปรึกษาในสิงคโปร์ชี้ว่า นักลงทุนรายบุคคลชาวเอเชียมีความตื่นตัวในการบริหารจัดการเงินมากกว่าชาวยุโรปหรือสหรัฐ เนื่องจากชาวเอเชียมีความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาผลกำไรในระยะสั้นมากกว่า
ทั้งนี้ ดัชนีบลูมเบิร์ก ดอลลาร์ สปอต อินเด็กซ์ ที่ติดตามการแข็งและอ่อนค่าของสกุลเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับสกุลเงิน 10 ประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มติดตามผลในปี 2004 โดยสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนเริ่มเก็งกำไร คือ ความเชื่อมั่นว่าเฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้
ในขณะเดียวกัน โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ก็กำลังเผชิญหน้ากับเรื่องท้าทายครั้งใหญ่ เพื่อหามาตรการจัดการกับภาวะทุนไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก ภายหลังจากที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซ้ำเติมกับปัญหากวาดล้างการทุจริต และสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มไม่สดใส
“ในตอนนี้หยวนกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันให้อ่อนค่าลงมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งจุดชนวนให้เงินทุนไหลออกมากยิ่งขึ้น ทั้งสองปัจจัยนี้สามารถส่งเสริมกันและกัน และส่งผลให้เกิดความต้องการมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น” ฉินเจียงกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภาคพื้นเอเชียจากบริษัทหลักทรัพย์มิซูโฮ ระบุ
ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องอัดฉีดเพิ่มเติม หรือปรับลดสัดส่วนเงินทุนสำรองที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันเงินสำรอง (อาร์อาร์อาร์) เช่นเดียวกัน ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศมาก จนส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องชะลอตัว และสำหรับเรื่องค่าเงินนั้น ทางด้านพีบีโอซีก็มีความพยายามจัดการแล้ว โดยปรับฐานอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนหยวนกับสหรัฐให้สูงขึ้น
“พีบีโอซีได้ส่งข้อความถึงตลาดว่า จะไม่ปล่อยให้ค่าเงินหยวนร่วงลงต่ำมาก กระแสเงินที่ไหลออกในตอนนี้เกิดจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น และหากเงินเหรียญสหรัฐเริ่มหยุดแข็งค่า เงินที่ทะลักออกก็จะเริ่มผ่อนคลาย” ซู่เกา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก บลจ.เอเวอร์ไบรท์ในปักกิ่ง กล่าว







