
สุขจากคุณธรรม ยิ่งทำยิ่งสุข
ความสุขจากการมีคุณธรรม อาจจะเรียกเป็นศัพท์ง่ายๆ ว่า กุศลกรรมสุขก็ได้ สุขจากการได้ทำกุศลกรรม คือเราได้ทำคุณงามความดีอะไรแล้ว ตอนที่ทำก็สุข ตอนที่นึกถึงก็สุข เช่น เราอยากจะให้อะไรใครสักคนหนึ่งสมมติว่าลูกชายอยากซื้อเสื้อผ้าให้พ่อให้แม่ ตั้งอกตั้งใจมาก ทำงานได้เงินเดือนเดือนแรกก็รวบรวมเงินซื้อเสื้อผ้ากลับไปให้พ่อให้แม่ที่บ้านเกิด กราบลงที่ตัก พ่อครับเงินเดือนจากเดือนแรกของลูกซื้อเสื้อผ้าให้พ่อให้แม่ใส่ ที่เหลือให้พ่อแม่ไว้ใช้นะครับ พอเวลาผ่านไปหวนมาระลึกนึกถึง เออ...ครั้งแรกที่เราได้นำเงินไปให้พ่อให้แม่ แม้ผ่านไปแล้วสัก 10 ปี ก็ยังมีความสุข นี่คือ สุขจากการที่เราได้ประกอบกุศลกรรม มันอยู่ในใจของเรายาวนาน
ความสุขจากการมีคุณธรรม อาจจะเรียกเป็นศัพท์ง่ายๆ ว่า กุศลกรรมสุขก็ได้ สุขจากการได้ทำกุศลกรรม คือเราได้ทำคุณงามความดีอะไรแล้ว ตอนที่ทำก็สุข ตอนที่นึกถึงก็สุข เช่น เราอยากจะให้อะไรใครสักคนหนึ่งสมมติว่าลูกชายอยากซื้อเสื้อผ้าให้พ่อให้แม่ ตั้งอกตั้งใจมาก ทำงานได้เงินเดือนเดือนแรกก็รวบรวมเงินซื้อเสื้อผ้ากลับไปให้พ่อให้แม่ที่บ้านเกิด กราบลงที่ตัก พ่อครับเงินเดือนจากเดือนแรกของลูกซื้อเสื้อผ้าให้พ่อให้แม่ใส่ ที่เหลือให้พ่อแม่ไว้ใช้นะครับ พอเวลาผ่านไปหวนมาระลึกนึกถึง เออ...ครั้งแรกที่เราได้นำเงินไปให้พ่อให้แม่ แม้ผ่านไปแล้วสัก 10 ปี ก็ยังมีความสุข นี่คือ สุขจากการที่เราได้ประกอบกุศลกรรม มันอยู่ในใจของเรายาวนาน
คุณหญิงคนหนึ่งเคยเล่าให้อาตมภาพฟัง บอกว่าปกติเวลาช็อปปิ้งใช้จ่ายเงินครั้งละหลักแสนขึ้นไป ถ้าไปเมืองนอกก็ไม่ต้องพูดถึง กลับมาบางทีก็จนไปเลย หมดไปเป็นสิบล้านยี่สิบล้านเป็นเรื่องปกติ แต่มีอยู่วันหนึ่งไปสนองงานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในต่างจังหวัดร่วมเป็นเจ้าภาพบริจาคขาเทียมขาละหมื่น เธอรับเป็นเจ้าภาพ 30 ขา ครั้งนี้ต้องโดยเสด็จไปมอบด้วย ทุกครั้งที่มีใครมาขอให้ช่วยทำการกุศล เธอบอกต้องการเท่าไหร่ก็เอาไป แต่ไม่เคยไปร่วมเพราะว่าไม่ค่อยติดดิน แต่ครั้งนี้โดยเสด็จไปร่วมงาน ถึงเวลามอบขาเทียมเธอได้มองเห็นคนยากจน คนขาขาดหลายร้อยคนที่ประสบอุบัติเหตุบ้าง เหยียบกับระเบิดบ้าง มารับขาเทียม สลดจิตสลดใจมาก ว่า โอ้ตายล่ะ...มนุษย์ในเมืองไทยมีคนที่พิกลพิการเยอะขนาดนี้เลยเหรอ
แล้วก็มีแม่ลูกคู่หนึ่งมารับขาเทียมจากเธอ ลูกเดินกะเผลกมากับแม่ แม่ก็แก่แล้วสุขภาพก็ไม่ดี ลูกกะเผลกๆ มา เธอก็ยื่นขาเทียมให้ เด็กชายรับมาสวม แม่ก็ช่วยสวมให้ สวมเสร็จแล้วลูกชายก็เดิน พอเดินได้แล้วลูกชายวิ่ง วิ่งเสร็จก็กลับกระโดดกอดแม่ แม่ครับผมเดินได้แล้ว สองคนแม่ลูกกอดคอกันร้องไห้ไม่สนใจใครทั้งสิ้น ดีอกดีใจกันสองคนแม่ลูกจนน้ำตาไหล
คุณหญิงยืนมองภาพนั้นยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ไม่รู้ว่าไหลออกมาเมื่อไหร่ เธอบอกว่าดิฉันไม่รู้ไปเที่ยวมากี่ประเทศ ช็อปปิ้งหมดเงินไปไม่รู้อีกกี่เท่าไหร่ ก็คิดว่ามีความสุขแล้ว แต่ในที่สุดพอสุขแล้วสักพักมันก็หาย แต่พอได้มาเป็นเจ้าภาพบริจาคขาเทียมในครั้งนี้ ผ่านมาแล้วเป็นปีนึกถึงเมื่อไรก็น้ำตาไหล ทำไมมีความสุข ที่ผ่านมาเธอมีความสุขเพราะคิดว่าเงินหมื่นของฉัน ฉันใช้เอง จึงไม่เคยเห็นคุณค่าเลย แต่พอไปบริจาคขาเทียม หนึ่งหมื่นเท่ากับหนึ่งชีวิตได้เกิดใหม่อีกครั้ง เกิดปีติเบิกบานใจ นึกถึงคราวใดก็รู้สึกว่า โอ้...ถ้าฉันใกล้ตายเมื่อไหร่ฉันจะนึกถึงภาพนี้ ฉันต้องไปดีแน่ๆ
สุขจากการประกอบกุศลกรรม แค่คิดก็สุข ยิ่งทำก็ยิ่งสุข ทำเสร็จแล้วย้อนหวนรำลึกถึงความหลัง ความสุขนั้นก็มาสนองผลซ้ำๆ อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นเราทุกคนนั้นมีความสุขทางประสาทสัมผัส แต่มันก็ไม่ยั่งยืน ความสุขจากการทำคุณงามความดี พาตัวเองไปนั่งสมาธิ พาตัวเองไปอาสาสมัคร พาตัวเองไปอ่านหนังสือให้คนหูหนวกตาบอดฟัง จูงคนแก่ข้ามถนนบ้าง เสียสละบริจาคทานบ้าง ทำงานอาสาสมัครให้สังคมบ้าง ทำสิ่งดีๆ เหล่านี้แล้วมันจะอยู่ในจิตในใจของเราไปตราบนานเท่านาน
ท่านพุทธทาส บอกว่า ถ้าเรามีขนมอร่อยๆ อยู่ในมือชิ้นหนึ่ง เรากินคนเดียวเราก็อิ่มแต่เพียงคนเดียว แต่ถ้าแบ่งขนมนั้นให้เพื่อนๆ กินอิ่ม เราก็จะอยู่ในใจเพื่อนไปตลอดชีวิต คิดดูสิ ความสุขจากการที่เราได้ทำคุณงามความดีมันลึกซึ้งขนาดนี้ ถ้าใครได้ทำคุณงามความดีแล้วก็จะรู้สึกอิ่มเอมเบิกบานแล้วมันจะมีผลต่อสุขภาพกายสุขภาพจิตของเราด้วย บางทีมีอำนาจมากถึงขนาดทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายขาดได้
ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรเป็นโรคลมจุกเสียดแน่นท้อง ถึงขั้นล้มตัวลงนอน เป็นโรคประจำตัว พระโมคคัลลานะรู้ว่าพระสารีบุตรป่วย และทุกครั้งที่ท่านปวดท้องก็จะหายได้ด้วยการฉันข้าวมธุปายาสที่ปรุงด้วยน้ำนมสด เทวดาก็รู้ความข้อนี้กลัวว่าเวลาพระโมคคัลลานะไปบิณฑบาต โยมจะไม่ตักบาตรด้วยข้าวมธุปายาส จึงไปสิงลูกของโยมในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตร (เหตุการณ์นี้เป็นที่มาของคำว่า ผีเข้า จริงๆ ผีไม่ได้เข้าเป็นเทวดาเข้าสิง) เมื่อลูกดิ้นพลาดๆ พ่อแม่ก็ถามเป็นอะไรลูก เทวดาก็บอกว่า เธอต้องการข้าวมธุปายาสตักบาตร ถ้าไม่เอาข้าวมธุปายาสตักบาตรลูกของเธอตาย ฝ่ายญาติโยมตระกูลอุปัฏฐากก็รีบปรุงข้าวมธุปายาสผสมด้วยน้ำนมสด ถวายพระโมคคัลลานะในขณะที่มาบิณฑบาต ท่านก็เอาข้าวมธุปายาสนั้นกลับไปถวายพระสารีบุตร
พระสารีบุตรเป็นพระอรหันต์มีทิพยจักษุถามพระโมคคัลลานะว่าอาหารบิณฑบาตนี้ท่านได้แต่ใดมา พระโมคคัลลานะก็บอกว่าโยมอุปัฏฐากของท่านถวาย พระสารีบุตรก็ถามต่อว่า โยมรู้ได้อย่างไรว่าผมป่วย พระโมคคัลลานะก็พูดว่า เออ...นั่นสิ ผมไม่ได้คิดประเด็นนี้ ท่านก็นั่งลงกำหนดจิตดู ก็เห็นว่าเทวดาองค์หนึ่งเข้าไปสิงลูกของโยมอุปัฏฐาก พระสารีบุตรก็บอกพระโมคคัลลานะว่าท่านเอาข้าวนี้ไปทิ้งเสีย ผมฉันไม่ได้หรอก อาหารได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ ไม่ได้เกิดจากการตักบาตรโดยวิธีธรรมชาติ มันเป็นการตักบาตรในลักษณะจัดสรร ฉะนั้นผมไม่ฉัน ผมยินดีตาย พระโมคคัลลานะทำตามที่พระสารีบุตรบอกด้วยการเอาอาหารบิณฑบาตนั้นไปเททิ้ง
พอพระโมคคัลลานะเดินออกไป พระสารีบุตรก็นั่งลงอธิษฐานจิต เดชะด้วยเดชแห่งศีลที่ข้าพเจ้ารักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต ขอให้เดชแห่งศีลนี้ช่วยมาเป็นบำบัดโรคให้ด้วย ท่านก็เกิดความปีติภาคภูมิใจในความสุขของท่านที่ได้กระทำถึงแม้จะล้มป่วยแทบตาย แต่ท่านไม่ได้ละเมิดศีล เพราะอาหารที่ได้มานั้นเป็นบิณฑบาตที่ไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม โยมเขาไม่ได้ศรัทธามาแต่ต้น แต่เทวดาเข้าไปบีบคั้นโยม ท่านก็บอกว่าผมตายดีกว่า ดีกว่าจะฉันอาหารที่ได้มาโดยมิชอบ
พออธิษฐานว่าข้าพเจ้ายินดีตายดีกว่าปล่อยให้ศีลขาดเท่านั้นเอง เดชานุภาพของศีลของท่านก็ขับไล่ลมพิษในท้องท่านออก หายลงไปในดิน ตั้งแต่นั้นมาท่านไม่ป่วยด้วยโรคนั้นอีกเลย ท่านก็มีความสุขมาก มีความสุขจากการที่ตัวเองยอมตายแต่ไม่ยอมละเมิดศีล ไม่เพียงขับไล่โรคของท่านออกไปได้เท่านั้น ท่านกลับได้รีบความสุขเอิบอาบเกิดปีติท่วมท้นกายของท่านตั้งแต่หัวจรดเท้า นี้คือความสุขอีกประการหนึ่งที่เรียกว่า ความสุขแบบนิรามิสสุข คือความสุขที่ไม่ขึ้นกับเงื่อนไขภายนอก เป็นความสุขเกิดจากใจที่ได้รับจากการสัมผัสคุณงามความดีล้วนๆ
ใจที่สูง พอไปสัมผัสกับใจที่สูง จะเติบโตออกมาเป็นคุณงามความดีที่เรียกกันว่า ความสุข เช่น เราคนไทยไปเฝ้าในหลวงที่เสด็จออก ณ สีหบัญชรพระที่นั่งอนันตสมาคม คนไทยเห็นในหลวงก็น้ำตาไหลเหมือนกันทั้งประเทศ บางคนดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านก็นั่งน้ำตาไหลกับเขาไปด้วย ปลื้มอกปลื้มใจ เพราะใจของเราปรารถนาดีต่อพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ปรารถนาดีต่อคนไทย ใจสูงของพระองค์ท่านกับใจสูงของคนไทยมาบวกกัน ก็ผลิบานออกมาเป็นความสุข นี้แหละเรียกว่าความสุขเกิดจากการที่เราได้ประกอบกุศลกรรม
เราทุกคนคงเคยประกอบกุศลกรรมคือคุณงามความดีที่เป็นต้นธารและต้นธารของความสุขเช่นนี้ ลองคิดดู ความสุขเช่นนี้เรามีไหม ความสุขเช่นนี้สำคัญมาก ถ้าเราไม่มีเลยเราก็จะลำบากในตอนที่เราใกล้ตาย
มนุษย์เรานั้นตอนใกล้ตายจะมีกรรมชนิดหนึ่งเข้ามาใกล้ๆ เขาเรียกว่า อาสันนกรรม แปลว่า กรรมใกล้ตาย กรรมใกล้ตายนั้นจะเป็นกรรมที่ตัดสินอนาคต ว่าเราจะไปเกิดในสุคติภูมิหรืออบายภูมิ ถ้าใช้ภาษาวัยรุ่น ก็จะถูกโหวตออกหรือจะเป็นแชมป์ก็ตอนนี้ กรรมของเราจะเป็นตัวกำหนดหรือจัดสรร
ถ้าเราทำคุณงามความดีเอาไว้แล้ว เมื่อเข้มข้นพอ มันจะเป็นอารมณ์ของจิต เรานึกถึงภาพอะไรปุ๊บ จิตดวงสุดท้ายที่เรียกว่าจุติจิตจะพลิกเป็นปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิตนี่แหละที่จะนำไปเกิดในภพใหม่ หากจิตดวงสุดท้ายของเราไปนึกถึงคุณงามความดีที่เราทำเอาไว้ปุ๊บเราก็ได้วีซ่าไปสู่คติภูมิ เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา หรือเป็นพรหม ทีนี้ในนาทีที่เจียนอยู่เจียนไปนั่นเอง ถ้าเราเกิดไปนึกถึงกรรมชั่ว เพราะเคยทำไว้เข้มข้นมากเลยนึกถึงเป็นฉากๆ เราก็ต้องตีตั๋วลงอบายภูมิ
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า เมื่อมีความสุขจากการสนองความอยากแล้ว ต้องหาความสุขจากการทำคุณงามความดีด้วย เพราะการกระทำคุณงามความดีนั้นแค่คิดก็มีความสุข ขณะลงมือทำก็มีความสุข ทำแล้วเมื่อหวนระลึกถึงก็เกิดความสุขอีก และก่อนตายก็จะย้อนกลับมากำหนดอนาคตของเราในภพหน้าอีกครั้งหนึ่ง นี่เรียกว่าเป็นความสุขที่เกิดจากการประกอบกุศลกรรมเป็นความสุขที่สูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง
เมื่อทำความดีแล้วมีความสุขแค่นั้นก็ยังไม่พอ เพราะในความดีนั้นก็ยังมีความทุกข์ บางคนทำความดีแล้วชอบคิดว่าไม่มีใครเห็นความดีของฉันเลย แล้วฉันจะทำไปทำไม เกิดความทุกข์อีก บางทีทำความดีแล้วคนอื่นประเมินความดีของเราต่ำไป เราน่าจะได้รับคำชมเต็มสิบ แต่ชมมาแค่ห้า ทำความดีแท้ๆ ก็ยังทุกข์
บางคนทำความดีแล้วยึดติดในความดี เห็นคนอื่นดีไม่เท่าตัว ไปดูถูกคนอื่น พอถูกคนอื่นเล่นงานกลับก็ทุกข์ เพราะความดีที่ตัวเองยึดไว้ เห็นโทษของความสุขที่เกิดจากการทำดีหรือยัง พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าไม่พอหรอก ทำความดีแม้จะมีความสุขก็ยังไม่พอ เพราะบางคนไปยึดติดความดี ไปแบกความดีเอาไว้ ถ้าจะให้ดีต้องก้าวขึ้นไปหาความสุขที่สูงกว่านั้น







