posttoday
ข้อสังเกตจากความไม่เคยชิน

ข้อสังเกตจากความไม่เคยชิน

24 มกราคม 2558

ถ้าไม่อยู่กันด้วยความเคยชินเพียงอย่างเดียว เราย่อมจะรู้สึกได้ว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในสังคมของเราหลายอย่าง

ถ้าไม่อยู่กันด้วยความเคยชินเพียงอย่างเดียว เราย่อมจะรู้สึกได้ว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในสังคมของเราหลายอย่าง และจำนวนไม่น้อยในหมู่นั้นเป็นสัญญาณบอกว่า ความเปราะบางได้ทะยานถึงขีดสุดแล้ว บางเรื่องก็มีนัยบ่งว่ากำลังเข้าสู่เขตภยันตรายอย่างใหญ่หลวง

หากพิจารณารูปแบบ เนื้อหารายละเอียด และองค์กรที่เกี่ยวข้องเพียงแค่ 3 กรณี คือการทุจริตเชิงนโยบายในกรณีรับจำนำข้าว การทุจริตในกรณีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รวมทั้งกรณีการทลายเครือข่ายอดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ แค่นี้ ก็จะเห็นได้ว่ามีช่องว่าง ความอ่อนแอ และความเปราะบางขององค์กรสำคัญๆ ของบ้านเมืองเพียงไร

ถ้าเราไม่โยนเรื่องทั้งหมดว่าเป็นปัญหาตัวบุคคลแต่น้อมนำไปพิจารณาว่า ระบบหรือโครงสร้างมีจุดอ่อนอย่างไร ถึงเกิดความฉ้อฉลหรือความไม่ชอบมาพากลจนสร้างความเสียหาย บอบช้ำให้กับสังคมได้มากมายขนาดนี้ ก็จะตระหนักว่าภาวการณ์หลายอย่างของประเทศชาติน่าเป็นห่วงจริงๆ

ความสงบเรียบร้อยที่เกิดตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร อาจจะยับยั้งไม่ให้คนลุกขึ้นมาทำสงครามกลางเมืองกันได้ชั่วครู่ แต่ถ้าไม่ได้ใช้ช่วงเวลานี้จัดระเบียบหรือปรับปรุงโครงสร้าง ซ่อมแซมระบบ ปรับปรุงตัวบุคคล อะไรต่างๆ ให้ดีแล้ว วันหนึ่งที่พลิกหินทับหญ้าออก มันก็คงจะระบัดใบเหมือนเดิม

ว่าง่ายๆ คือ เสียของนั่นล่ะ

ถามว่า แล้วมันมีสัญญาณอะไรในทางที่ดีบ้างไหม เพราะเวลาของคณะปฏิวัติก็กำลังหดลงเรื่อยๆ?

ในแง่การปฏิรูปแล้ว นอกจากการปฏิรูปการเมืองโดยการจัดทำกติกาคือรัฐธรรมนูญใหม่แล้วยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนเลย

อย่างสถาบันตำรวจซึ่งเป็นด่านหน้าของกระบวนการยุติธรรมที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดแต่มีปัญหามากที่สุด และที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องมือในทางการเมืองรับใช้นักการเมืองมากที่สุด ก็ยังไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง ซ้ำร้ายผู้มีอำนาจในการควบคุมดูแลยังบอกด้วยว่า การปฏิรูปตำรวจให้เป็นเรื่องตำรวจจัดการกันเอง

เวรกรรมไหมล่ะ?

ตอนนี้มาถึงครึ่งทางแล้ว เรายังฝันอีกหรือว่าจะมีการปฏิรูปองค์กรนี้ให้ดีขึ้นได้ในช่วงเวลาการใช้อำนาจพิเศษแบบนี้

ถ้าไม่อยู่กันด้วยความเคยชินเพียงอย่างเดียว ก็ต้องประหลาดใจยิ่งขึ้นว่า แม้สภาปฏิรูปจะมีมติในเรื่องการเปิดสัมปทานพลังงานรอบใหม่ไปแล้ว แต่รัฐบาลก็ไม่เห็นด้วย และดึงดันที่จะเปิดสัมปทานต่อไป อันนี้จะแปลความเป็นอย่างไรได้ นอกเสียจากว่าจะปฏิรูปสิ่งใดหรือไม่ มันก็เรื่องของฉัน และสภาปฏิรูปก็ไม่ต่างอะไรกับสภาโจ๊กที่เขาตั้งขึ้นมาแสดงปาหี่หลอกคนเท่านั้น

แล้วเราจะหวังอะไรได้กับการปฏิรูป?

นี่ยังไม่ทะลวงไส้สภาปฏิรูปนะครับ ว่าแต่ละชุดได้แตะต้องโครงสร้างหรือตระหนักหรือไม่ว่าตัวเองต้องจัดการปัญหาในเชิงระบบและรายละเอียดอย่างไร เพราะหลายชุดก็ทำแต่เรื่องกะโหลกกะลา จนต้องมีการสัมมนาจัดระบบความคิดกันเองของสมาชิกสภาปฏิรูป เพื่อให้การทำงานประสานสอดคล้องต้องกันไปแล้ว

ในขณะที่ภาวะการนำอยู่ในสภาพเช่นว่า ทว่ายังต้องรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเรื่องปากท้องของประชาชนและเศรษฐกิจระดับโลกอีก แล้วรัฐบาลและ คสช.จะแยกจิต แบ่งไม้แบ่งมือออกทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม?

ว่าเรื่องโครงสร้างไปแล้ว หันไปดูเรื่องย่อยที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก อย่างเรื่องการจัดระเบียบสังคม ก็จะพบว่า แม้แต่การจัดระเบียบรถตู้ รถมอเตอร์ไซค์ ที่เคยได้ใจคนกรุงนั้น ตอนนี้ก็เละเทะหนักกว่าเก่าอีก

ผมขอแนะนำให้นายกรัฐมนตรีลองปลอมตัวไปยืนบนสะพานทางลงรถไฟฟ้าที่หมอชิต เพื่อสังเกตการจลาจลของการจราจรในช่วงเย็นๆ หรือหัวค่ำดูก็ได้ แล้วจะรู้ว่า ผลงานของลูกน้องท่านเป็นอย่างไร

การใช้อำนาจพิเศษไปจัดการเรื่องประดานี้ ก็เหมือนการวาดมือเอาจอกแหนออกจากผิวน้ำ ถ้าไม่แก้ให้ถูกจุด ไม่ว่าช้าหรือเร็วมันก็จะพรึ่บกลับมาอีก

แก้ปัญหาแบบไม่ต้องวาดมือบนผิวน้ำบ่อยๆ ให้กับประชาชนหน่อยได้ไหม?

พูดด้วยใจเป็นธรรม การปฏิวัติรัฐประหารมิใช่ยาครอบจักรวาลที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างให้เราได้ เพราะต่อให้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยแท้ๆ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่อาจแก้ให้เราได้แต่พูดด้วยใจเป็นธรรม เมื่อได้อำนาจมาด้วยวิธีนี้ ก็ย่อมต้องมีความสามารถมากกว่าปกติ และแบกรับความหวังและแปรสภาพให้เป็นจริงได้มากกว่าปกติมิใช่หรือ?

ถ้ามันยังไม่ใช่และไม่ได้อีก ก็น่ากังขาว่า หรือแท้จริงแล้วสิ่งที่พวกเราถนัดกันที่สุดคือ ปล่อยให้อะไรๆ มันถล่มลงแล้วค่อยแก้ไขปัญหาไปตามสภาพ?

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท