
ในวันที่บ้านดำ ไม่มี ถวัลย์ ดัชนี
“จริงๆ เรื่องบ้านดำผมเตรียมตัวมาตลอดชีวิต ทั้งยังจริงจังกับการหาคำตอบให้บ้านดำ ให้สามารถอยู่ได้ด้วยการบริหารจัดการด้วยตัวเองมากว่า 10 ปีแล้ว แต่คนก็มักถามคำถามผมเสมอว่า พ่อตายแล้วบ้านดำจะทำยังไง...”
โดย...พงศ์ พริบไหว
“จริงๆ เรื่องบ้านดำผมเตรียมตัวมาตลอดชีวิต ทั้งยังจริงจังกับการหาคำตอบให้บ้านดำ ให้สามารถอยู่ได้ด้วยการบริหารจัดการด้วยตัวเองมากว่า 10 ปีแล้ว แต่คนก็มักถามคำถามผมเสมอว่า พ่อตายแล้วบ้านดำจะทำยังไง...”
ดอยธิเบศร์ ดัชนี พูดขึ้นมาครั้งหนึ่งขณะที่มีโอกาสได้พูดคุยกันกับเหล่ากองทัพนักข่าวนับสิบ ก่อนวันงานทำบุญครบรอบ 100 วัน ที่ ถวัลย์ ดัชนี บิดาของเขาจากไป ซึ่งนั่นเองเป็นสิ่งที่ “ม่องต้อย” ดอยธิเบศร์อยากสื่อสารให้เห็นอะไรบางอย่างที่เป็นเป้าหมายในอนาคตของบ้านดำในวันที่ไร้พ่อของเขา ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายต่อหลายคนเป็นห่วง...
ในฐานะศิลปินที่เฝ้ามอง
เช่นครั้งหนึ่งที่ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เคยกล่าวไว้ติดตลกแต่แฝงด้วยความจริงใจถึงการแบกรับภาระหนักหนาของลูก “พี่หวัน” ถวัลย์ ดัชนี ให้ฟังว่า
“ใครเกิดเป็นลูกพี่หวัน เหนื่อยนะเว้ย! (หัวเราะ) ต้องแบกภาระอันยิ่งใหญ่มากนะ คือเกิดเป็นลูกเศรษฐีคนหนึ่งที่มีเงินเยอะแยะมีบริษัทก็ยังง่ายกว่า เพราะอะไรรู้ไหม เพราะบ้านดำเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินไป การเกิดมาเป็นลูกของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้โดยไม่หวังผลตอบแทน แล้วลูกชายที่ต้องดูแลให้อยู่ได้เหมือนที่พ่อทำ และต้องจ่ายเงินทุกเดือนเพื่อทำทุกอย่างให้งดงามแบบนี้ไปตลอด เพื่อที่จะให้ผู้คนที่เข้ามาได้ความสุขกลับบ้าน
“แค่นี้ก็ยากแล้ว เพราะต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้อะไรกลับมาเลย ฉะนั้นลูกต้องเป็นเหมือนอภิชาตบุตรถึงจะรักษาสิ่งนี้ได้ แล้วต้องเป็นอภิชาตบุตรที่สามารถยิ่งใหญ่และทุ่มเททัดเทียมกับพ่อตัวเองด้วย ซึ่งตัวเขาไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ เพียงแต่เป็นคนจัดการดูแลบ้านดำด้วยความทุ่มเท ยิ่งพี่วัลย์ไม่ต้องการเก็บเงินใครอีก เพราะต้องการให้ที่นี่เป็นสมบัติของโลก ฉะนั้นเป็นเจตนารมณ์ที่โคตรยากที่ม่องต้อยต้องสานต่อ”
อ.เฉลิมชัย หัวเราะเมื่อพูดจบ แม้จะพูดโผงผางตามสไตล์ แต่นั่นคือหนึ่งในความหวังดีที่ฝากถึงม่องต้อย เพราะด้วยความที่เป็นคนสร้างวัดร่องขุ่นและเปิดให้เข้ามาศึกษาและแวะชมกันแบบฟรีๆ จึงรู้ดีในเรื่องของการบริหารจัดการที่ใช้เงินมากมายมหาศาล ซึ่งอย่างวัดร่องขุ่นเองก็ให้เงินต่อเดือนมากมายหลายล้านบาท ซึ่งคงไม่ต่างไปกับบ้านดำที่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งใน จ.เชียงราย
แน่นอนว่าในยุคที่อาจารย์ถวัลย์ยังอยู่ เงินจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้จ่ายในบ้านดำ ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา เพราะท่านคือศิลปินระดับโลกที่กล่าวกันว่าวาดรูปเพียงรูปเดียวก็สามารถขายรูปได้ทันทีเป็นเงินหลักล้าน แต่ครั้นที่ตัวอาจารย์ไม่อยู่ นั่นย่อมเป็นปัญหาใหญ่ที่จะพิสูจน์ว่า ม่องต้อยจะสามารถรักษาบ้านดำไว้ได้ไหม เพราะสุดท้ายแล้วการที่บ้านดำจะอยู่ได้ตลอดไป โดยการเปิดให้เข้าชมกันฟรีๆ คือตัวเขาเองต้องคิดทำบางสิ่งให้บ้านดำมีเงินเข้าทุกเดือน เพื่อหมุนเวียนเลี้ยงดูคนงานและบริหารจัดการดูแลความสวยงามของสถานที่วิจิตรแห่งนี้
ตรงจุดนี้ อ.เฉลิมชัย ได้แนะวิธีให้ฟังว่า ถ้าหากม่องต้อยต้องการให้บ้านดำอยู่ตรงนี้ ตัวเขาเองต้องช่วยตัวเอง ต้องทำทุกอย่างเพื่อทำให้แบรนด์ของพี่วัลย์หาเงินให้ได้มากที่สุด “แล้วต้องทำการตลาดอย่างอื่นด้วย ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้บ้านดำอยู่ได้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องขอ และเชื่อแน่ว่าม่องต้อยก็ไม่มีทางที่จะขอใครเช่นกัน เพราะสุดท้ายชีวิตของเขาต้องอยู่ที่นี่ ทุ่มเทกับที่นี่ แล้วตายไปกับสิ่งยิ่งใหญ่นี้”
ความรักปรากฏรูปของดอยธิเบศร์
ในวันที่ได้พูดคุยกับดอยธิเบศร์ หลังวันงานทำบุญครบรอบ 100 วัน ตัวเขาพยายามบอกเล่าให้เห็นเป้าหมายถึงก้าวต่อไปในวันที่บ้านดำไม่มีพ่อของเขาอยู่ให้ฟัง...
“จริงๆ มีคนตั้งคำถามนี้บ่อย ที่ผ่านมาก็จัดการดูแลบ้านดำมานานแล้ว แต่จะทำแบบเงียบๆ ซึ่งหากจะให้พูดถึงว่าเราจะดูแลเองไหวไหม มันต้องเล่าย้อนไปไกลเลยนะ เพราะคำว่าบ้านดำจริงๆ มันเหมือนเป็นคำถามที่อยู่ในใจผมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่า มันจะอยู่ได้ยังไง เพราะผมเป็นคนทำบัญชีก็จะเห็นพ่อใช้เงินดูแลบ้าน
ต่อเดือนเยอะนะ ตั้งแต่หลักหลายแสนไปจนถึงหลักหลายล้านเลย แล้วพ่อก็ทำแบบนี้มาเกือบ 40 ปี เงินก็ไม่ได้ไปไหน เขียนรูปได้เงินมาส่วนใหญ่ก็ให้กับบ้านดำหมด ซึ่งพ่อก็ทำแบบนั้นมาจนแบบแทบไม่เหลือเงิน เพราะมันไม่ได้ก่อเกิดรายได้ไง ก็ทำกันอยู่แบบนี้เป็นสิบปีก็มีค่าใช้จ่ายมหาศาล
“ด้วยความเป็นเด็กเห็นค่าใช้จ่ายมันเยอะ ก็เคยถามแกว่าในอนาคตจะทำไง พ่อก็บอกว่าเขาสร้างแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตเขาก็ไม่รู้แล้วแหละ ตอนนั้นพ่อตอบมาแบบนั้น ผมก็เลยพยายามหาคำตอบด้วยตัวเองว่าจะทำยังไงกับบ้านดำ จากเรียนศิลปะอยู่ ผมก็เลือกที่จะไปเรียนต่อปริญญาโท เรียนทางด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อหาคำตอบว่าบ้านดำจะอยู่ยังไง
“คือคนเรียนศิลปะส่วนใหญ่เขาใช้สมองซีกเดียว แต่ประเด็นคือเราต้องหาอีกซีกหนึ่งให้ได้ คือเราจะบริหารยังไง จะจัดการมันยังไง ก็เลยต้องไปเรียน คือตอนที่ไปเรียนพ่อก็ไม่ได้สนับสนุนหรอก เขาบอกว่าก็เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ แต่ผมอยากเรียนรู้ว่าในส่วนที่เราจะแก้ปัญหายังไง ทำยังไงให้บ้านดำอยู่ได้ ซึ่งตอนนั้นก็ 10 กว่าปีแล้วนะ”
เมื่อต้องการหาคำตอบให้ตัวเอง อีกทั้งด้วยรู้ถึงความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ ดอยธิเบศร์ จึงเลือกไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่จะทำให้บ้านดำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เขาเริ่มเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบ้านดำ เพื่อเอาข้อมูลของบ้านดำทั้งหมดมาเพื่อศึกษาค้นคว้าต่อไปในอนาคต จากผู้เป็นพ่อซึ่งรู้ดีที่สุดว่าศิลปะที่เขาสร้างเกิดและเริ่มจากสิ่งไหน อีกทั้งตั้งใจเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ให้คนรุ่นหลังด้วย
“5 ปีที่ผมเก็บข้อมูลทั้งหมด ผมสัมภาษณ์พ่อทุกเม็ด คือเรารู้ว่าสักวันเราต้องได้ใช้ คือถ้าพ่อไม่อยู่ตรงนี้ใครจะตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อสร้าง จากนั้นผมก็ออกเดินทางไปรอบโลกเพื่อดูวิธีการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ แต่พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ที่ไปดูมาส่วนใหญ่มันอยู่เองไม่ได้ มันมีรัฐบาลคอยสนับสนุน หรือไม่ก็เก็บเงินค่าเข้าชมแพงๆ จากนั้นผมจึงได้ข้อสรุปว่าควรทำอะไรบ้างที่เป็นทางออกของบ้านดำในอนาคต
“ในปี 2549 ผมก็เริ่มซื้อที่ดินที่ติดกับบ้านดำ แล้วทำบ้านดำ แกลเลอรี่ขึ้น เพื่อให้เข้ามาเพิ่มรายได้ ซึ่งผมคิดง่ายๆ แค่นี้ว่า สร้างงาน งานสร้างคน และพอสองอย่างลงตัวก็คือสร้างรายได้เพื่อหมุนเวียนจัดการในบ้านดำ ผมก็พยายามทำตรงนั้นด้วยเงินที่มีจำกัด ก็ค่อยๆ สร้างบ้านดำ แกลเลอรี่ ให้โตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเงินของตัวเอง ซึ่งพอมันมีรายได้เพื่อจ่ายเงินให้คนงาน มันก็เริ่มเป็นระบบให้บ้านดำอยู่ได้ ซึ่งถ้าผมไม่ทำตรงนี้ สุดท้ายบ้านดำมันก็จะล่มสลาย”
หลังจาก 10 ปีที่ดอยธิเบศร์เริ่มทำบ้านดำ แกลเลอรี่ เขาเข้าไปปรับเปลี่ยนมากมาย ทั้งเรื่องของการสร้างคนในชุมชนให้สามารถดูแลบ้านดำในหลายๆ ส่วน ทั้งเรื่องช่าง พนักงานดูแลความสะอาด และพนักงานดูร้านค้าของที่ระลึก และด้วยการจัดการในเรื่องคนที่ดี สิ่งนี้ได้คอยสร้างระบบใหม่ของบ้านดำ ซึ่งน้อยคนนักจะรู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่มีส่วนคอยดูแลอยู่เบื้องหลังคือดอยธิเบศร์ ที่สามารถหาเงินสร้างรายได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการดูแลบ้านดำได้ด้วยตัวเอง
“มีคนถามผมตลอดว่าทำไมไม่เก็บค่าบัตร คือจริงๆ มันสามารถเก็บได้ เขาก็ทำกันทั่วโลก แล้วที่นี่วันหนึ่งมีคนมาเที่ยวเป็นพัน เก็บเงิน 20 บาท ก็สามารถบริหารจัดการได้แล้ว แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ทำ เพราะถ้าพ่ออยู่พ่อก็จะไม่ทำแน่นอน แล้วผมคิดว่าผมไม่ได้จนปัญญาขนาดนั้น ผมยอมเหนื่อยเพื่อให้ทุกคนมีความสุขได้ ซึ่งที่ผ่านมาพ่อผมก็เห็นว่าผมทำอะไรอยู่ ช่วงที่แกมีชีวิตผมได้ทำทุกอย่างให้พ่อเห็น แล้วพ่อก็มีความสุขกับสิ่งที่ผมทำ และพ่อรู้ว่าสิ่งที่พ่อทำไว้ ความรักที่พ่อสร้างไว้มันจะอยู่ได้ยังไง ซึ่งพ่อก็ไม่ได้มีอะไรให้มานั่งห่วงอีกต่อไปแล้ว เขาถึงบอกใครต่อใครได้ว่า ถ้าเขาตายก็ไม่เสียใจแล้ว”
ลูกชายของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ได้วางอนาคตให้บ้านดำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ที่มีห้องสมุด มีการจัดอบรม บ้านดำต้องสามารถกิน อยู่ เรียนรู้ และฝึกฝนศิลปินรุ่นใหม่ๆ
นั่นคือสิ่งที่บ้านดำจะเป็นไปในวันที่ไร้ถวัลย์ ดัชนี







