
แสบไส้ ...ฟุดฟิดฟอไฟแบบเหลิม-เหลิม
ลีลาการฟุดฟิดฟอไฟของนักการเมืองฝีปากกล้าเรียกเสียงอื้อหือฮือฮาจากผู้ที่ได้ยินได้ฟังอย่างท่วมท้นล้นเหลือ จนถูกนำมาพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก
ลีลาการฟุดฟิดฟอไฟของนักการเมืองฝีปากกล้าเรียกเสียงอื้อหือฮือฮาจากผู้ที่ได้ยินได้ฟังอย่างท่วมท้นล้นเหลือ จนถูกนำมาพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก
เรื่อง อนันเดียร์
แสบไส้จริงๆ
ทันทีที่ได้เห็นมาด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คนดัง ลุกขึ้นอภิปรายกลางสภา ด้วยภาษาไทยคำอังกฤษคำ สำเนียงแปร่งหูบาดใจ ถ่ายทอดสดออกโทรทัศน์ต่อหน้าผู้ฟังที่เป็นคนไทยกว่า 70 ล้านคนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ลีลาการฟุดฟิดฟอไฟของนักการเมืองฝีปากกล้ารายนี้ เรียกเสียงอื้อหือฮือฮาจากผู้ที่ได้ยินได้ฟังอย่างท่วมท้นล้นเหลือ จนถูกนำมาพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก หลากความเห็นหลายอารมณ์ บ้างชื่นชม บ้างขบขัน ทั้งในวงสนทนาและบนเว็บบอร์ดต่างๆ ในโลกไซเบอร์
งานนี้ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ดี กับวีรกรรมที่ชาวเน็ตเรียกกันว่า “ฟุดฟิดฟอไฟแบบเหลิม-เหลิม”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายเป็นภาษาอังกฤษกลางสภา ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นไปอย่างครึกครื้น มีหลายเสียงชื่นชมในความพยายามของนักการเมืองคนดังในครั้งนี้ ขณะอีกหลายคนก็หัวเราะขบขัน พร้อมกับออกโรงโจมตีการใช้ภาษาอังกฤษผิดๆ เพี้ยนๆ
แต่สำหรับ อ.ไอรดา (นามสมมติ) อาจารย์พิเศษวิชาภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ผู้ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษของนักการเมืองไทยไว้อย่างน่าสนใจ
“ที่ผ่านมาที่ได้เห็นข่าวนักการเมืองไทยหลายท่านให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ หรือชี้แจงต่อหน้าสาธารณชนด้วยภาษาอังกฤษ เท่าที่ได้ยินพบว่าบางครั้งจะตอบไม่ตรงคำถาม หรือพูดแล้วฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะสำเนียงค่อนข้างจะผิดเพี้ยน แต่อย่างไรก็ขอเรียนตามตรงว่าการพูดภาษาไทยคำอังกฤษคำ หรือพูดแล้วมีสำเนียงประหลาด ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องสำคัญอะไร หากเนื้อหาหลักๆ ยังคงอยู่ และสามารถสื่อสารออกมาแล้วทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ตรงกัน”
“กรณีที่คุณเฉลิมอภิปรายเป็นภาษาอังกฤษในสภา โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว คิดว่าการอภิปรายครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในสภา ซึ่งผู้ฟังเป็นคนไทยทั้งประเทศกำลังจับตามอง ก็ควรอภิปรายเป็นภาษาไทยเป็นหลัก เพื่อเป็นการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนขึ้นโดยง่าย แต่ก็เชื่อว่านักการเมืองที่มีประสบการณ์มาก และยังเป็นคนพูดเก่งอย่างคุณเฉลิมคงคิดพิจารณามาดีแล้วในการเลือกที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการอภิปรายในครั้งนี้”
ถามว่าจำเป็นไหมที่นักการเมืองไทยควรมีความรู้ในเรื่องการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ
“ก็คงต้องดูว่านักการเมืองท่านนั้นมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร ตรงไหนมากกว่า ถ้าบทบาทหน้าที่เขาต้องติดต่อเจรจาทำความเข้าใจกับต่างชาติ ก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร อย่างเช่นกระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงพาณิชย์ ก็ถือว่าภาษาอังกฤษมีความจำเป็นมาก แต่ถ้าเป็นหน่วยงานที่อยู่ในประเทศ ในส่วนภูมิภาค ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับต่างชาติ ก็อาจจะมีความสำคัญรองลงมา” อาจารย์รายนี้ลงความเห็นทิ้งท้าย
ด้าน สุผจญ กลิ่นสุวรรณ ผู้ดำเนินรายการอิงลิช เบรคฟาสต์ ช่องไทยพีบีเอส เล่าให้ฟังว่า ได้เห็นเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษของนักการเมืองไทย และข้าราชการระดับสูงหลายต่อหลายครั้ง
“สมัยที่ผมยังเป็นผู้สื่อข่าวภาคภาษาอังกฤษที่ช่องเนชั่น แชนแนล เคยทำข่าวทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสายอื่นๆ ก็เคยเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าผู้ใหญ่หลายคนน่าจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่านี้ในบทบาทหน้าที่ที่เขาทำอยู่ หลายคนพูดได้สื่อสารได้ แต่ไม่เป๊ะเท่าไหร่ ยังโอเค เพราะคนฟังรู้เรื่อง คนที่พูดไม่ได้เลยก็มี ก็น่าจะหาล่ามแปลภาษาดีๆ สักคนไว้ข้างกาย หลายคนก็พูดคล่องปรู๊ดปร๊าดเลยไม่ผิดหวัง ส่วนใหญ่จะอยู่ในหน่วยงานที่ต้องติดต่อกับนานาประเทศ ขณะที่บางคนพูดได้แต่ยังติดอายไม่กล้าพูด” สุผจญถ่ายทอดภาพรวมให้ฟังคร่าวๆ
การใช้ล่ามคอยไปไหนมาไหนข้างกายเพื่อแปลภาษา หรือต้องสวมเฮดโฟนนั่งประชุมกับชาวต่างชาติ สุผจญมองว่าไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด เพราะหัวใจหลักสำคัญคือความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ของคนคนนั้นต่างหาก ภาษาเป็นเพียงเครื่องมือการสื่อสารเท่านั้น
“ปรากฏการณ์ โมนาชี่ หรือ แอน โซ ออน ของคุณเฉลิมในการอภิปรายครั้งที่ผ่านมา ผมรู้สึกชื่นชมแกนะ ชื่นชมในความพยายามของแก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ดิ้นรนตั้งแต่เป็นนายร้อยตำรวจเอก ศึกษาเล่าเรียนจนจบดอกเตอร์ กระทั่งมาเป็นข่าวอีกทีตอนที่พูดภาษาอังกฤษกลางสภา ผมไม่มองว่าเป็นปัญหาอะไร ส่วนพวกที่หัวเราะเยาะคุณเฉลิม ผมว่าคนเหล่านี้อิจฉามากกว่า อิจฉาในความกล้า ลึกๆ คนที่ด่าแกคงมีอคติอะไรบางอย่าง กับตัวเองก็อาจไม่กล้าพูด พูดไม่เก่ง หรือพูดเก่งแต่ไม่มีโอกาสได้ไปยืนพูดกลางสภาต่อหน้าคนเป็นสิบล้านหน้าจอทีวีอย่างเขาก็ได้”
ผู้ดำเนินรายการอิงลิช เบรคฟาสต์ แนะนำว่าคนระดับนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง หรือแม้แต่นักธุรกิจใหญ่ที่อยากเรียนภาษาอังกฤษตอนอายุเยอะๆ หากมีเวลา มีเงิน ก็ควรไปเรียนเพื่อเอาความรู้ติดตัวไว้
คริสโตเฟอร์ ไรท์ ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง พูดถึงการหันมาเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงๆ จังๆ ของคนไทยวัยกลางคนตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ที่พบเป็นนักธุรกิจ-พนักงานออฟฟิศระดับผู้บริหาร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องติดต่อค้าขายกับต่างชาติ และผู้ที่จะไปปักหลักใช้ชีวิตในต่างแดน
“เหตุผลหลักที่มาเรียนเอาตอนอายุเยอะๆ มีหลายรูปแบบ ทั้งเจอเหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น ต้องใช้ภาษาในการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ติดต่อเจรจากับต่างชาติ หรือมีปมด้อยว่าภาษาอังกฤษยาก จึงอยากจะเอาชนะในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย แต่โดยทั่วไปแล้ว แน่นอนว่าการเรียนภาษาอังกฤษของคนอายุมากเมื่อเทียบกับเด็ก เด็กจะพัฒนาไปได้เร็วกว่า เหมือนฟองน้ำเด็กๆ จะอ่อนนุ่มดูดซึมง่าย ขณะที่ฟองน้ำผู้ใหญ่จะแข็ง ดูดซึมน้ำได้น้อย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ภาษาอังกฤษเรียนได้ทุกคนไม่จำกัดวัย”
คริสโตเฟอร์บอกว่าความอายก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่ไม่อยากจะมาเรียนภาษาอังกฤษ ถ้าจะเรียนก็จะนิยมจ้างไปสอนแบบตัวต่อตัวมากกว่า
“ผมอยากจะบอกว่าการพูดภาษาอังกฤษ พูดผิดยังดีกว่าไม่พูดเลย คนไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษเพราะใจไม่ด้านพอ พูดผิดก็กลัวคนหัวเราะ กลัวโดนด่าว่าโง่ กลัวคนไทยกันเองนินทา จับผิด ผมขอแนะนำว่าอย่าไปแคร์สื่อ อย่าไปแคร์คนรอบข้าง เขาจะชม จะหัวเราะก็ช่างเขา มัวแต่กลัวมันจะทำให้เราไม่ก้าวหน้าครับ” อาจารย์คริสกล่าวแนะนำทิ้งท้าย







