
ในความลำบากลำบนเหลือทนของชีวิต เจคอบ ลอว์เรนซ์
หอศิลป์ เดอะ ฟิลิปส์ คอลเลกชั่น กรุงวอชิงตัน ดีซี จัดแสดงผลงานของยอดศิลปินอเมริกันผิวสีในตำนาน เจคอบ ลอว์เรนซ์ ในนิทรรศการ Jacob Lawrence’s “Struggle...From the History of the American People”ซึ่งจัดตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 9 ส.ค.ศกนี้
หอศิลป์ เดอะ ฟิลิปส์ คอลเลกชั่น กรุงวอชิงตัน ดีซี จัดแสดงผลงานของยอดศิลปินอเมริกันผิวสีในตำนาน เจคอบ ลอว์เรนซ์ ในนิทรรศการ Jacob Lawrence’s “Struggle...From the History of the American People”ซึ่งจัดตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 9 ส.ค.ศกนี้
สำหรับผลงานที่จัดแสดงในครั้งนี้ เป็นการสร้างสรรค์ของเจคอบ ระหว่างปี 1954-1956 เล่าเรื่องราวของชาวอเมริกันผิวสี ที่คล้ายบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ที่เรียงตามลำดับเหตุการณ์ โดยเขาเล่าตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติ เดอะ เกรท เวสต์เวิร์ด เอ็กซ์แพนชั่น ในปี 1817 ที่มีความสำคัญเกือบเทียบเท่ากับการประกาศอิสรภาพของอเมริกา การขยายดินแดนไปทางตะวันตกของสหรัฐ การอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวเม็กซิกันเข้ามายังสหรัฐ ช่วงเวลาตื่นทอง ฯลฯ ทำให้เกิดความยากลำบากในชีวิตของคนผิวขาวมากเพียงไร คนผิวสียิ่งลำบากมากกว่านั้นอีกหลายเท่าตัวนัก
สำหรับเฉพาะเหตุการณ์ Revolutionary War ในปี 1817 อย่างเดียว ทางหอศิลป์ เดอะ ฟิลิปส์ คอลเลกชั่น จัดแสดงเป็นซีรี่ส์มากกว่า 12 ภาพ โดยส่วนใหญ่ขอยืมมาจากคอลเลกชั่น Jacob Lawrence : Struggle…From the History of the American People ของฮาร์วีย์ และฮาร์วีย์-แอน รอสส์
ปี 1954 คือเวลาหนึ่งทศวรรษหลังจากเขาได้สร้างสรรค์ผลงานอันเอกอุในชุด The Migration Series เป็นผลสำเร็จ เจคอบ ลอว์เรนซ์ ก็เริ่มสร้างสรรค์ผลงานใหม่อีกกว่า 60 ภาพ โดยอุทิศพื้นที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอเมริกันชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของทาสผิวดำ รวมไปถึงชาวอินเดียนแดง หรือ Native Americans พร้อมด้วยฉากหลังที่เป็นเรื่องราวความขัดแย้ง
ในแต่ละภาพแต่ละชุดยังมีคำบรรยายภาพ ที่นำโควตคำพูดของบุคคลที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหวช่วงนั้น ตั้งแต่ แพตทริก เฮนรี, เจมส์ แมดิสัน, เทอคัมเซอห์ และเฮนรี เคลย์
ซีรี่ส์ Struggle...From the History of the American People นับว่าเป็นผลงานภาพชุดสุดท้าย ที่เจคอบสะบัดพู่กันเล่าเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์อเมริกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขาก็วาดภาพที่เล่าเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์และเอ่ยอ้างถึงบุคคลสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตูสแซงต์ ลูแวร์กตูร์ ผู้นำของคนผิวสีที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านฝรั่งเศสในเฮติ เฟรเดอริก ดักลาส ทาสชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ผู้นำความจริงอันยากแค้นของทาส มาสู่ความสนใจของชาวอเมริกันผิวขาว แฮร์เรียต ทับแมน นักต่อสู้สาวชาวอเมริกันผิวสี รวมถึง จอห์น บราวน์ นักต่อสู้เพื่อการเลิกทาสของสหรัฐ
สำหรับซีรี่ส์ Struggle...From the History of the American People นับเป็นการต่อยอดมาจากผลงานชิ้นก่อนๆ โดยในเบื้องแรกไอเดียของเจคอบคือการพิมพ์หนังสือสักเล่ม ประกอบด้วยภาพวาด 60 ภาพ ที่เล่าเกี่ยวกับความลำบากลำบนเหลือทนของชีวิตชาวผิวสีเมื่อครั้งอดีตในสหรัฐ ทว่า หลังจากที่เขาลงมือสร้างสรรค์ผลงานสำเร็จไป 30 ภาพ และจัดแสดงที่อลัน แกลเลอรี่ ไปในปี 1956-1958 เขาก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานอีก 30 รูปที่เหลืออีกเลย
หลังจากนั้น มีนักสะสมงานศิลปะหลายคนซื้อผลงานทั้ง 30 ภาพของเขาไปทั้งหมด ทำให้ไม่มีนักประวัติศาสตร์ศิลป์คนไหนได้โอกาสศึกษาภาพทั้ง 30 ภาพนี้มาก่อนเลย นิทรรศการ Jacob Lawrence’s “Struggle...From the History of the American People” จึงนับว่าเป็นการนำกลับมาจัดแสดงต่อหน้าสาธารณชนชาวอเมริกันและนักท่องเที่ยวผู้สนใจเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สมัยทศวรรษที่ 1960 นู่นเลย
“เดอะ ฟิลิปส์ คอลเลกชั่น ภูมิใจมากที่ได้นำเสนอผลงานอันเป็นตำนานของเจคอบ ลอว์เรนซ์ อันเป็นผลงานที่ไม่ธรรมดา ทั้งเนื้อหาเรื่องราวที่ปรากฏในภาพ รวมทั้งสีสัน รูปทรงที่สร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินท่านนี้” เอลซา สมิธกัลล์ ภัณฑารักษ์ผู้จัดแสดงผลงานกล่าวอีกว่า ผลงานชุดนี้นับเป็นจุดสุดยอดของเจคอบ หลังจากที่มี
สุดยอดผลงานอย่าง The Migration Series มาแล้ว แต่ยังสามารถพัฒนาการนำเสนอทางศิลปะได้โดดเด่นขึ้นไปอีกระดับ
นอกจากจัดแสดงนิทรรศการศิลปะแล้ว ทางหอศิลป์เดอะ ฟิลิปส์ คอลเลกชั่น ยังได้จัดทำเว็บไซต์เฉพาะเรื่องราว Struggle...From the History of the American People ต่อยอดจากงานแสดงครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังเตรียมการที่จะจัดนิทรรศการ People on the Move : Beauty and Struggle in Jacob Lawrence’s Migration Series ในปี 2016 โดยนำเอาทั้งสองสุดยอดซีรี่ส์ผลงานของ
เจคอบ ลอว์เรนซ์ มาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่
สำหรับ เจคอบ ลอว์เรนซ์ เป็นจิตรกรชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ที่รู้จักกันดีในผลงานที่วาดเรื่องราวชีวิตของอเมริกันผิวสี ผ่านภาพเขียนที่เรียกว่าเป็น ไดนามิก คิวบิสม์ โดยนับเป็นศิลปินอเมริกันรุ่นนู้นที่ไม่ได้รับอิทธิพลของโลกศิลปะฝรั่งเศสมากเท่ากับกลุ่มฮาเร็มในนิวยอร์ก







