
เพราะอ่าน เขียน เรียน คิดเพ(ร)าะต้นกล้าวรรณกรรม
ค่าย“อ่าน เขียน เรียน คิด”ครั้งที่ 2 แม้จะอบรมเพียง 3 วัน 2 คืน แต่บทเรียนที่ได้รับนั้น ถือเป็น “รายละเอียดระหว่างบรรทัด” ที่ทรงคุณค่ายิ่ง อย่างน้อยก็จีรังให้ “รากฐาน” ของต้นกล้าวรรณกรรม มั่นคงขึ้นกว่าเดิม
ค่าย“อ่าน เขียน เรียน คิด”ครั้งที่ 2 แม้จะอบรมเพียง 3 วัน 2 คืน แต่บทเรียนที่ได้รับนั้น ถือเป็น “รายละเอียดระหว่างบรรทัด” ที่ทรงคุณค่ายิ่ง อย่างน้อยก็จีรังให้ “รากฐาน” ของต้นกล้าวรรณกรรม มั่นคงขึ้นกว่าเดิม
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
เบ่งบานงดงามตามธรรมชาติ เหล่า “ต้นกล้าวรรณกรรม” ก่อกำเนิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ท่วมท้นด้วย “ความ หลงใหล” เติบโตบนแปลงดินอันสมบูรณ์ ผ่านการแผ้วถางของยุคสมัยจากเก่าสู่ใหม่ และฉ่ำชุ่ม ด้วย “โอกาส” ที่เปิดกว้าง เสมือน หนึ่งธารน้ำไหลมารดริน
สัปดาห์ก่อนมีโอกาสเข้าร่วมค่าย “อ่าน เขียน เรียน คิด” ครั้งที่ 2 ณ วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยมูลนิธิซิเมนต์ไทยให้การสนับสนุน ได้เห็นเหล่า “นักอยากเขียน” กว่า 50 ชีวิต ออกเดินทางด้วยอารมณ์ครึกครื้น ทุกรอยเท้าประทับบนรอยทางอย่างลุ่มลึกและหนักแน่น
โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือความเป็น “มืออาชีพ”
ยอมรับว่า การที่เยาวชนผู้รักในงานด้านวรรณกรรมมารวมตัวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยมีให้ เห็นบ่อยนัก และถึงแม้กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นคนส่วนน้อยในสังคม แต่พลังในการ “รังสรรค์” กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งที่เข้าใจและเห็นคุณค่า รวมตัวกันขึ้นเพื่อเสริมโอกาสให้บรรดานักแสวงหาได้ก้าวต่อไป
“เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ - ชาติ กอบจิตติ - ศักดิ์สิริ มีสมสืบ - ไพวรินทร์ ขาวงาม - เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์” นักเขียนรางวัลซีไรต์ “ชมัยภร แสงกระจ่าง - ขจรฤทธิ์ รักษา – ทองแถม นาถจำนง – บัญชา อ่อนดี” ผู้คร่ำหวอดในวงการวรรณกรรม
เนาวรัตน์ บอกว่า การเป็นนักเขียนจะต้องเริ่มจากการเป็น “นักอยากเขียน” และต้องรู้จักการ “แต่งหนังสือ” คือการพิถีพิถันกับการแต่งตัวให้อักษร โดยนักเขียนที่ดีต้องมีความถึงพร้อม 4 ประการ คือ 1.ถึงเรื่องจะเขียน 2.ถึงอารมณ์ความรู้สึก 3.ถึงความสามารถในการถ่ายทอด และ 4.ถึงผู้อ่าน
“ที่สำคัญเหนือ สิ่งอื่นใดคือการอ่าน เราต้องอ่านมากๆ แล้วจะหาแนวทางของตัวเองเจอ เราอาจจะดึงแนวทางของคนโน้นมานิดคนนี้มาหน่อยก็ได้ จากนั้นก็ฝึกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นแนวทางของตัวเอง การอ่านหนังสือคือการอ่านความคิดของคนอื่น การเขียนคือการอ่านความคิดของตัวเอง ดังนั้นการอ่านเขียนคือการทำงานของความคิดที่จะทำให้เราเติบโตทางปัญญา”
“สิ่งสำคัญของ นักเขียนคือต้องหลุดออกจากกรอบที่สังคมกำหนดเอาไว้ให้ได้” ชมัยภร กล่าวเสริม
เธอ อธิบายต่อว่า สิ่งสำคัญสำหรับนักเขียนไม่ใช่ความรู้ที่มาจากตำราเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้
“ที่บอกว่าการอ่านและเขียนเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะการอ่านคือการสัมผัสตัวตนของผู้เขียนเรื่องนั้นๆ ซึ่งจะทำให้เราเกิดการเรียนรู้ เมื่อเราอ่านมากขึ้นๆ เรื่อยๆ กระบวนการการรับสารของเรา จะแปลงเป็นกระบวนการถ่ายทอดคือการเขียนได้อย่างไม่รู้ตัว”เธอยืนยัน
เธอ กล่าวอีกว่า ระยะเวลาหรือความรวดเร็วในการเขียนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะนักเขียนชื่อดังบางคน วันทั้งวันอาจกลั่นกรองออกมาได้เพียงบรรทัดเดียว ดังนั้นขอให้ยึดจุดพอใจเป็นหลัก แต่ที่สำคัญคือเราต้องอยากเขียน เริ่มเขียน และรู้จริงในเรื่องที่เขียน
ส่วนเจ้าของรางวัลซีไรต์ 2 สมัยอย่าง ชาติ กอบจิตติ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญที่สุดคือใจที่รักและพร้อมจะทุ่มเทกับมันจริงๆ
“บางครั้งจะไม่ เห็นผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆ แต่เราทำเพราะมีความสุข วันหนึ่งก็จะสำเร็จ” เขากล่าวอย่างเชื่อมัน และว่าคนสมัยใหม่ได้เปรียบคนสมัยก่อนเป็นอย่างมาก เพราะมีการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น มันง่ายสำหรับการเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องถามตัวเองก่อนว่าอยากจะเขียนจริงๆ หรือไม่ ถ้าตอบตัวเองว่า “ลองๆ ดู” แนะนำว่าอย่าเริ่มเลยดีกว่า
“คุณต้องอ่านมากๆ เมื่อข้างในเราแข็งแรง เกิดความเป็นตัวของตัวเอง ทุกอย่างมันจะออกมาเอง ไม่ต้องกังวล”
สำหรับเทคนิคการอ่าน เขา แนะนำว่า การอ่านหนังสือเหมือนซื้อกางเกงยีนส์มาหนึ่งตัว เราต้องรู้จัก “เลาะตะเข็บ” ดูว่าเขาเย็บอย่างไร ใช้ผ้าอะไร เช่น ศึกษาภาษา หรือเทคนิคต่างๆ ของนักเขียนเหล่านั้น อย่างไรก็ตามทราบดีว่าอ่านลักษณะนี้คงจะไม่สนุก แต่เป็นการอ่านเพื่อเรียนรู้
“สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เกิดความสมบูรณ์ แต่ความสมบูรณ์ไม่ใช่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เลย ดังนั้นการเขียนจะต้องให้ความคิดไปในเรื่อง ให้ความรู้จากความรู้จริงของการศึกษา และต้องให้ความบันเทิงจนคนอ่านวางไม่ลงด้วย"
นอกเหนือจากคำแนะนำทางวิชาการได้ที่รับ ยังมีห้วงเวลาอันน่าจดจำในช่วงค่ำคืน
เว้งฟ้ากว้างมองเห็นจันทราทรงกลด ลมหนาวพัดโชยกลิ่นแมกไม้นานาพันธุ์ “เนาวรัตน์ - ศักดิ์สิริ - ไพวรินทร์ - เรวัตร์ - ทองแถม” ล้อม วงร่วมกับเหล่าต้นกล้า บรรเลงเพลงสลับลำนำ – อ่านบทกวี ... ยินเสียงหัวเราะร่าดังกังวาลไกล
ค่าย “อ่าน เขียน เรียน คิด” ครั้งที่ 2 แม้จะอบรมเพียง 3 วัน 2 คืน แต่บทเรียนที่ได้รับนั้น ถือเป็น “รายละเอียดระหว่างบรรทัด” ที่ทรงคุณค่ายิ่ง
อย่างน้อยก็จีรังให้ “รากฐาน” ของต้นกล้าวรรณกรรม มั่นคงขึ้นกว่าเดิม







