posttoday
ดอกบัวยังคงผลิบาน

ดอกบัวยังคงผลิบาน

07 มกราคม 2558

วิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนาภาวนา

แค่ดู แค่รู้ แค่สังเกต ไม่เกี่ยวอะไรกับทักษะการคิด

เพราะสมถภาวนามีข้อจำกัด ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงสอนวิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนาภาวนาไม่จำเป็นต้องอยู่ในอิริยาบถนั่งนิ่งเสมอไป ไม่จำเป็นต้องมีท่วงท่าอะไรในวิปัสสนาภาวนา เราต้องการแค่ “การสังเกต” หรือการ “ดูอยู่ใกล้ๆ” (อนุปสฺสนา) แค่นั้น

ถามว่า “ใครดู”

ตอบว่า “สติดู”

ถามว่า “ดูอะไร”

ดูลงไปยังฐานของสภาวธรรมหรือฐานของสัจธรรมทั้ง 4 คือ

(1) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ฐานที่ตั้งแห่งสติ คือ กาย หมายถึง ร่างกายและลมหายใจ)

(2) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ฐานที่ตั้งแห่งสติ คือ เวทนา หมายถึง ความรู้สึก, สุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุข/อทุกขมสุขเวทนา)

(3) จิตตาปัสสนาสติปัฏฐาน (ฐานที่ตั้งแห่งสติ คือ จิต หมายถึง ความคิดปรุงแต่งหรืออาการของจิตในลักษณะต่างๆ

(4) ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ฐานที่ตั้งแห่งสติ คือ ธรรม หมายถึง อาการของสิ่งที่เกิดสืบเนื่องจากจิต เช่น นิวรณ์ 5 อัน ได้แก่ กิเลสที่หมักดองอยู่ในความเคยชินมาแต่เดิม เช่น ความหวนคำนึงถึงความสุขที่เคยเสพเสวย
ความหงุดหงิดขัดข้อง ความเศร้าหมองหรือง่วงงุนของดวงจิต ความหดหู่ท้อแท้ ความคลางแคลงสงสัย เป็นต้น หรือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาของกาย ของจิต ที่จะทยอยปรากฏตัวให้เห็นผ่านความเจ็บปวดของร่างกาย หรือความรู้สึกอึดอัดขัดข้องเคร่งตึงของกายของจิตในขณะเฝ้าดูกายและจิต หรือการหยั่งเห็นอริยสัจที่จะค่อยๆ เผยออกมาเป็นประสบการณ์ทางจิตให้เห็นตามลำดับ)

ฐานของสติทั้ง 4 นี้ เรียกกันง่ายๆ ว่า

กลุ่มที่ 1 กายและสิ่งที่สืบเนื่องกับกาย

กลุ่มที่ 2 จิตและสิ่งที่สืบเนื่องกับจิต หรือ

กายและคุณภาพของกาย

จิตและคุณภาพของจิต

ที่ฐานทั้งสี่นี้ เราจะใช้เป็นสนามปฏิบัติการค้นหาความจริงของชีวิต นอกจากฐานทั้งสี่นี้แล้ว การค้นหาความจริงของชีวิตจะไม่มีผล ความจริงที่แท้นั้นอยู่ที่ฐานทั้งสี่ ซึ่งสรุปให้เหลือเพียงสองอย่างคือ กาย กับ จิต หรือรูปกับนาม

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า พระองค์ทรงแสดงโลกเหตุเกิดของโลกและความดับสลายของโลกที่ร่างกายอันกว้างศอก ยาววา ที่มีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) พร้อมทั้งใจนี้เท่านั้น

ในพระพุทธศาสนา คำว่า “โลก” หมายถึง ชีวิตรู้จักชีวิตตามความเป็นจริง ก็หมายถึง รู้จักโลกทั้งใบที่ร่างกายและจิตใจนี้

มีอริยสัจสี่อยู่ครบถ้วน

กิเลสก็อยู่ที่นี่ สังสารวัฏก็อยู่ที่นี่ และนิพพานก็อยู่ที่นี่

การค้นหาความจริงสุดท้ายของชีวิตนอกเหนือไปจากนี้ เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า

ในครั้งพุทธกาลว่ากันว่า เคยมีผู้มีฤทธิ์คนหนึ่งเหาะเหินเดินหาวไปทั่วทั้งสากลจักรวาล เพื่อหาจุดสิ้นสุดของโลก แต่แล้วก็ไม่พบ เขาได้รับคำแนะนำให้มาทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า การหาจุดสิ้นสุดของโลกโดยวิธีทางกายภาพ เช่น ด้วยการเหาะไป ด้วยการขับขี่ยานพาหนะ เป็นต้น เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เพราะจุดสิ้นสุดของโลกไม่ได้อยู่ภายนอก หากแต่อยู่ภายในตัวของเราเอง

อยู่ที่กาย กับ จิตของเราเอง

อยู่ที่ลมหายใจของเราเอง

อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้

วิปัสสนาภาวนานั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แต่ก็เป็นเรื่องยากมากด้วยเช่นกัน

ที่ว่าเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะเราสามารถปฏิบัติได้โดยไม่เลือกเทศะและท่วงท่า คือ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในความสงบก็ได้ ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรเลย (ยกเว้นสำหรับชาวตะวันตกที่นั่งขัดสมาธิไม่สะดวก อาจนั่งบนเบาะรองนั่งสูงๆ หรือบนเก้าอี้ก็ได้) ไม่จำเป็นต้องนั่งเสมอไปก็ได้ หรืออันที่จริงควรจะกล่าวว่าไม่เกี่ยวกับการนั่ง หรือการยืนด้วยซ้ำไป เพราะวิปัสสนาภาวนานั้น ต้องการเพียงการเฝ้าดู หรือการสังเกตเท่านั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถไหน วิปัสสนาภาวนาสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ขอแต่เพียงเราตามดู ตามรู้ ตามสังเกตกาย เวทนา จิต และธรรมไปตามธรรมชาติอันเป็นธรรมดาเท่านั้น

ที่บอกว่าตามธรรมชาติอันเป็นธรรมดาก็หมายความว่า ท่านเพียงแค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิมของมัน ท่านไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องจัดแต่ง กายอยู่อย่างไร เป็นไปตามเดิมของมัน ท่านไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องจัดแต่ง กายอยู่อย่างไร ก็สังเกตลงไปที่กาย จิตรู้สึกอย่างไร ก็สังเกตลงไปในความรู้สึกอย่างนั้น ความคิดกำลังปรุงแต่งอยู่อย่างไร ก็อย่าหักห้าม แค่เพียงตามดูความคิดไป หรือจะมีสภาวธรรมอะไรปรากฏขึ้นมาในดวงจิต ในกาย ในความรู้สึก ในหุบห้วงแห่งความเงียบหรือความมหัศจรรย์ที่จิตรังสรรค์ขึ้นมา ท่านก็แค่เฝ้าดูมันต่อไป อย่าพยายามอยากให้มันเป็นอย่างไร แค่เพียงท่าน “อยาก” ให้มันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านจะ “พลาด” จากวิปัสสนาภาวนาทันที

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท