
เลี้ยงลูกให้หลบหลีกค่านิยมตามสมัย
สิ่งที่ทันสมัยอาจไม่ใช่สิ่งท่ี่ดีที่สุดเสมอไปเพราะหากเราลองดูเทรนด์ในอดีตที่ผ่านมา คนในยุค 20-30 ปีก่อนหน้านี้ ก็คาดการณ์ว่ามนุษย์ยุคเราในปี ค.ศ. 2000 จะต้องใช้รถที่เหาะในอากาศได้หรือเราจะไปตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ค่านิยมและเทรนด์ที่ดูเหมือนจะทันสมัยสุดโต่งขนาดนั้น ก็ไม่ได้เป็นจริงและไม่ได้เกิดขึ้นจริงเสมอไป
สิ่งที่ทันสมัยอาจไม่ใช่สิ่งท่ี่ดีที่สุดเสมอไปเพราะหากเราลองดูเทรนด์ในอดีตที่ผ่านมา คนในยุค 20-30 ปีก่อนหน้านี้ ก็คาดการณ์ว่ามนุษย์ยุคเราในปี ค.ศ. 2000 จะต้องใช้รถที่เหาะในอากาศได้หรือเราจะไปตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ค่านิยมและเทรนด์ที่ดูเหมือนจะทันสมัยสุดโต่งขนาดนั้น ก็ไม่ได้เป็นจริงและไม่ได้เกิดขึ้นจริงเสมอไป
เรายังคงใช้ล้อขับเคลื่อนรถยนต์ไปบนถนน ทั้งๆ ที่ล้อเป็นนวัตกรรมตั้งแต่สมัยอียิปต์ หรือเรายังคงนั่งเก้าอี้สี่ขา ไม่ใช่เก้าอี้ที่ลอยได้ในอากาศ ทั้งๆ ที่เก้าอี้ก็เป็นนวัตกรรมเมื่อหลายพันปีมาแล้วเหมือนกัน และอีกหลายๆ สิ่งที่เรายังคงใช้และขายได้อย่างเทน้ำเทท่าในปัจจุบัน ก็เป็นของที่ใช้กันมานานหลายเจเนอเรชั่น โดยที่ “ของทันสมัย” นั้น มาแล้วก็ไป ใครที่เป็นคนที่ต้องมี “โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่” ทันทีที่มันออกมาสู่ตลาด และต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านี้ให้อินเทรนด์ตลอดเวลานั้น อาจไม่ได้สังเกตเลยว่า ในที่สุดแล้วของเหล่านี้ก็จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ “มาแล้วก็ไป” ในขณะที่ของที่ทรงคุณค่าจริงๆ กลับเป็นของที่พิสูจน์แล้วรุ่นต่อรุ่นว่า อยู่ยั่งยืนยง เช่น เก้าอี้ ลูกล้อ หรือโต๊ะธรรมดาๆ ตู้ธรรมดาๆ แม้กระทั่ง “หนังสือเล่ม” ที่คนทั่วโลกก็ยังคงใช้อยู่มากกว่า คินเดิลหรืออีบุ๊ก และหากให้หนูดีคาดเดา สิ่งเหล่านี้ก็คงจะอยู่คู่กับมนุษย์ไปอีกนานแม้เราจะมีสินค้าทันสมัยออกมาสู่ตลาดอีกเท่าไหร่ก็ตามดังนั้น การใช้ชีวิตที่ทันสมัยเกินไปหรือสอนลูกให้เสพสิ่งที่อินเทรนด์ตลอดเวลาอาจเป็นวิถีชีวิตที่ไม่ดีเสมอไป โดยเฉพาะการปล่อยให้เด็กและตัวเราไหลไปตามกระแสสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยที่แม้มันดูน่าตื่นเต้นแค่ไหนแต่ก็อาจเป็น“สิ่งน่าสนใจที่ไร้สาระ” ในระยะยาวของชีวิตเรา
สำหรับตัวหนูดีชอบประโยคของโซเครติสที่บอกว่า “An unexamined life is not worth living” (ชีวิตที่ไม่ได้นำมาคิดวิเคราะห์ให้ดีนั้นไม่น่าใช้)แต่อยากจะต่อเพิ่มไปว่า “An unexamined society is not worth living in” (สังคมที่ไม่ได้ถูกเรานำมาคิดวิเคราะห์นั้นก็ไม่น่าใช้ชีวิตอยู่) ซึ่งไอเดียนี้เป็นไอเดียของอาจารย์ที่สอนเรื่องสังคมสมัยหนูดีเรียนปริญญาตรีและจำได้แม่นเลยว่า เราต้องคอยตั้งคำถามสังคมเสมอว่า สังคมที่เราอยู่ตอนนี้แนวคิดและทัศนคติโดยรวมเป็นอย่างไร และใครเป็นคนกำหนดเทรนด์นั้นๆ
หนูดีชอบวิธีคิดนี้มาก เพราะเราจะไม่มีวันตกเป็นทาสหรือตกเป็นเหยื่อกระแสไหนๆ เลยหากเราคอยตั้งคำถามอยู่เสมอ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทำไมเราต้องคอยฟังแฟชั่นกูรูตลอดทุกซีซั่นว่า สีไหนจะอินสีไหนจะเอาต์ เช่น ปีนี้ต้องใส่เขียวนีออนนะ ส่วนซีซั่นหน้าต้องเป็นสีม่วงลาเวนเดอร์ หนูดีจะสงสัยตลอดเลยว่า มันต้องเป็นเพราะเขาสต๊อกผ้าเขียวนีออนเยอะแน่ๆ เชียว เลยระบายสต๊อกออกตลาดใช่ไหมล่ะ (ซึ่งก็คงไม่ใช่หรอกค่ะ แต่มันน่าสงสัยไหมล่ะ)
หากเราคิดแบบนี้และคอยสอนลูกให้เขาไม่เชื่อกระแสใดๆ และไม่ตกเป็นเหยื่อโฆษณาง่ายๆ เท่ากับว่าเรากำลังสอนลูกให้มีไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง และจะทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ตกเป็นเหยื่อการชักชวนผิดๆ ของใคร หรือโฆษณาชวนเชื่อตัวใดๆ เลย
ผลหรือคะ ลูกของเราจะมีเงินเก็บเยอะมาก(เพราะไม่คิดว่าตัวเองต้องซื้อของอินเทรนด์ที่มักแพงและออกมาทุกซีซั่น) และไม่หลงคบคนผิด เชื่อคนผิด เพราะในสมองเขาจะมีเข็มทิศนำทางของตัวเองที่ชัดเจนมาก
สำคัญคือเราเองหากเป็นพ่อแม่ก็ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างด้วยเช่นกัน คนงกกับคนเห็นค่าเงินไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกันเสมอไป สอนลูกว่า ที่เราไม่ช็อปปิ้งบ้าคลั่งนั้นเป็นเพราะเราเป็นคนฉลาด ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนงก
เทคนิคที่สอนตัวเราให้ได้ผล เช่น ก่อนซื้อของแต่ละชิ้นคิดอย่างถี่ถ้วนทุกครั้ง และอธิบายกระบวนการคิดให้ลูกฟังด้วย อย่าคิดว่าเขาเด็กเกินไป พูดไปเถอะค่ะ มันจะค่อยๆ ซึมเองจัดระเบียบการเงินของเรา ศึกษาเรื่องการเงินเข้าคลาสบ้าง (ที่ตลาดหลักทรัพย์มีคลาสฟรีๆ เพียบ ตลอดปี) ให้ลูกเห็นว่า เราจริงจังกับการดูแลเห็นค่าเงินของเราไม่ตื่นเต้นอยากได้ของใหม่ๆ ทุกครั้งที่มันออกมาสู่ตลาด จนลูกชินกับพ่อแม่ที่ไม่มีพฤติกรรมเห่อของใหม่
เทคนิคสอนลูกที่ได้ผล เช่น สอนให้ลูกมีงานอดิเรกที่โบราณคลาสสิกและไม่ต้องใช้เงินเยอะ เช่น วาดภาพศิลปะ เต้น เล่นเครื่องดนตรี ปลูกผัก สะสมแสตมป์ ฯลฯ อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องวิ่งตามเทรนด์ และใช้เวลาว่างในการพัฒนาตัวเองจากขั้นสู่ขั้น ยิ่งถ้าพ่อแม่มีงานอดิเรกอะไรและชวนลูกร่วมได้จะสุดยอดเลยค่ะ มีแนวร่วมสนุกดีจะตายเวลาลูกดูโฆษณาอะไรแล้วอยากได้สิ่งนั้น ให้ชีี้ให้ลูกเห็นจุดอ่อนของสินค้าชิ้นนั้นให้ได้ หาไม่ยากหรอกค่ะ เพราะส่วนใหญ่โฆษณามักจะพูดแต่จุดดี เราหาจุดด้อยและชี้ให้ลูกรู้ จะได้สอนเขาให้ไม่ตกเป็นเหยื่อการ “ฟังแต่ส่วนดี” และสอนทับไปเลยว่า เวลาคบกับคนก็เหมือนกัน ส่วนใหญ่ตอนแรกเขาก็หันส่วนดีมาให้เห็นก่อนทั้งนั้น อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ จนกว่าเขาจะพิสูจน์ตัวเองก่อน และเช่นเดียวกัน สอนลูกว่า อย่าเป็นคนแบบนั้น เน้นความจริงใจให้คนอื่นเช่นกัน อยากเจอคนแบบไหนให้ลูกเป็นคนแบบนั้นก่อน
ค่านิยมทันสมัยไม่ได้แย่ทุกค่านิยมและก็ไม่ได้ดีไปเสียหมด หากเราใช้สมองของเราคิดวิเคราะห์ เลือกแต่ส่วนดี ไม่ทำตามค่านิยมที่ทำลายชีวิตและจิตวิญญาน รวมถึงเอาเงินเก็บของเราไปละลายกับสินค้าที่เปล่าประโยชน์ในระยะยาว เราจะพบว่า สังคมสมัยใหม่ยุคนี้น่าอยู่และเราสามารถมีชีวิตที่ดีได้ยิ่งกว่ายุคไหนๆ ที่ผ่านมาเลยค่ะ







