
ดอกบัวยังคงผลิบาน (The Lotus is Still Blooming)
สัจธรรมสากลสำหรับคนทั้งโลก
สัจธรรมสากลสำหรับคนทั้งโลก
สมาธิภาวนา เป็นคำสอนสากลสำหรับคนทั้งโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นคนไทย หรือเป็นชาวฝรั่งเศส อเมริกัน อินเดีย จีน เป็นชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ความแตกต่างภายนอกเหล่านี้ เป็นเพียงเปลือกนอกของความเป็นคน หากถอดสมมติเหล่านี้ออกทิ้งไปเนื้อในของเราก็คือ “มนุษยชาติ” เหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น
สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น เป็นความจริงสากลที่มีอยู่คู่โลกคู่จักรวาลมานานแล้ว ไม่ว่าพระพุทธองค์จะมาตรัสรู้หรือไม่ก็ตาม สัจธรรมนั้นก็ยังคงมีอยู่ เหมือนกฎธรรมชาติต่างๆ ที่นักวิทยาศาสตร์มาค้นพบนั้นก็มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎสัมพัทธภาพที่ค้นพบโดยไอน์สไตน์ กฎแห่งแรงโน้มถ่วงที่ค้นพบโดยเซอร์ไอแซก นิวตัน เป็นต้น กฎธรรมชาติเหล่านี้ล้วนดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระก่อนการมาถึงของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ในเมื่อสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบเป็นความจริงสากล ดังนั้นมันย่อมใช้ได้ผลสำหรับคนทั้งโลก
เราต้องไม่ลืมว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมนั้น พระองค์ไม่ได้แสดงพระพุทธศาสนา (เพราะคำนี้เพิ่งมีใช้ราวพันปีหลังจากพุทธปรินิพพาน) คำว่า พระพุทธศาสนาไม่เคยมีอยู่ในยุคสมัยของพระองค์ พระพุทธองค์จึงไม่เคยทรงแสดงธรรมสำหรับชาวพุทธ แต่ทรงแสดงธรรมสำหรับชาวโลกหรือมนุษยชาติทั้งผอง
นี่คือความเข้าใจพื้นฐานที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกันเสียก่อน เมื่อเข้าใจเรื่องพื้นฐานร่วมกันเป็นอย่างดีแล้ว จากนี้ทุกคนก็วางใจได้เลยว่า สมาธิภาวนาที่เรากำลังจะเรียนรู้ร่วมกันนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับความเป็นศาสนา ซึ่งเป็นเพียงสมมติบัญญัติที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมาไม่นาน หากแต่มันคือศิลปะในการดำเนินชีวิต ลืมไปเลยว่าท่านเป็นชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชาวมุสลิม ความเป็นมนุษย์ของเรานั้น เก่าแก่กว่าความเป็นศาสนิกของทุกศาสนา ตัวอาตมาเองก็ไม่เคยสนใจเรื่องการเพิ่มศาสนิกการเปลี่ยนใครให้มาเป็นชาวพุทธ
อาตมาสนใจแค่การแบ่งปันสิ่งที่มีประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลกเท่านั้น
จิตตภาวนา
ไม่ใช่การศึกษาเรื่องจิต แต่คือ การนำจิตมาศึกษา
เอาล่ะ จากนี้เรามาดูกันว่า พระพุทธองค์ทรงสอนอะไร และเราจะนำคำสอนที่พระองค์ทรงค้นพบมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
แก่นคำสอนสำคัญของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ “นิพพาน” หรือ “ชีวิตที่ลอยตัวอยู่เหนือความทุกข์”
หมายความว่า ความทุกข์ยังคงมีอยู่ แต่จิตที่ตื่นรู้ขึ้นมาแล้ว จะเป็นอิสระจากความทุกข์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งความทุกข์ทางใจ) ดั่งดอกบัวที่ลอยพ้นน้ำ ไม่ได้หมายความว่า น้ำไม่มีอยู่ น้ำนั้นยังคงมีอยู่ แต่ดอกบัวนั้นลอยตัวอยู่เหนือน้ำขึ้นไป
วิธีการบรรลุถึงชีวิตที่ปราศจากความทุกข์นั้น เราเรียกว่า “จิตตภาวนา” เราก็ใช้คำว่า “สมาธิภาวนา” ก็ได้ เพราะในการฝึกจิตนั้น ใช้กระบวนการสมาธิภาวนาเป็นแกนของการฝึก ขอให้เราลองจินตนาการถึงพระพุทธปฏิมาในพุทธศาสนา อิริยาบถหนึ่งซึ่งเราจะเห็นอย่างเด่นชัดของพระพุทธปฏิมาก็คือ พระพุทธองค์จะทรงสงบอยู่ในปางสมาธิภาวนา
การฝึกสมาธิมีสองรูปแบบ
รูปแบบที่หนึ่ง คือ สมถภาวนา แปลว่า “การฝึกใจให้สงบ”
รูปแบบที่สอง คือ วิปัสสนาภาวนา แปลว่า “การฝึกใจให้เห็นแจ้ง”
สมถภาวนา เน้นความสงบ ดังนั้นจึงต้องการสถานที่ที่เอื้อให้เกิดความเงียบ เช่น เราอาจต้องฝึกในห้องที่ปราศจากคนและเสียงรบกวน เราอาจต้องนั่งในท่าที่เป็นมาตรฐาน คือ นั่งขัดสมาธิ ตั้งตัวตรง วางมือทั้งสองไว้บนหน้าตัก ตามดูแลหายใจเข้า ลมหายใจออก ด้วยความรู้สึกตัวตามดู ตามรู้ ตามสังเกตอยู่อย่างนั้น โดยปราศจากการบังคับควบคุม เมื่อตามดูลมหายใจไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง จิตที่ชอบคิด จิตที่ชอบฟุ้งซ่าน จิตที่ชอบกระซิบ (อยู่ในหัว) ก็จะเงียบเสียงลง จากนั้นโลกจะเข้าสู่ภาวะของความเงียบ ความนิ่ง ความมั่นคงลงตัว ความผ่อนคลาย ความเบิกบาน และความสุข
ในบางคนระหว่างที่จิตสัมผัสกับความสุข อาจมีปีติแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ในบางคนอาจรู้สึกเหมือนตัวลอย น้ำตาไหล ตัวโยกโคลง ในบางคนอาจเกิดความรู้สึกอยากร้องไห้ หรืออยากหัวเราะออกมาดังๆ จนสุดเสียง เมื่อสภาวะอย่างนี้เกิดขึ้น ก็ให้เพียงแค่รู้ ปล่อยให้มันดำเนินไป อย่าขัดขวาง อย่าปฏิเสธ หรือบางคนอาจหายเงียบเข้าไปในความเงียบเหมือนจักรวาลทั้งจักรวาลเหลือเพียงตัวคนเดียว หรืออาจเงียบยิ่งกว่านั้น จนไม่มีใครเหลืออยู่ในจักรวาลนี้เลย
ในบางคนอาจรู้สึกได้ถึงแสงสว่างที่แผ่กระจายออกมาจากตัวเองแล้วค่อยๆ กระจายออกไปจนเต็มห้อง จากห้องขยายออกไปจนคลุมทั้งโลกทั้งจักรวาล จนมองเห็นแต่แสงสว่างกระจ่างนวลไปทุกหนทุกแห่ง แต่พวกเราไม่ต้องตกใจ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสภาวะของจิตเท่านั้น สภาวะนี้เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ใช่ของจริง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างโมงยามแห่งสมาธิภาวนาเราแค่ตระหนักรู้เท่านั้น อย่าทำอะไรมากไปกว่านั้น อย่ากลัว อย่าวิตก อย่าหวั่นไหว อย่าเพิ่งลุกจากที่นั่งด้วยความตื่นกลัว อย่าสะดุ้ง อย่าหวาดเสียว แค่สังเกตปรากฏการณ์ทุกอย่างด้วยความผ่อนคลาย งานของเราในสมาธิภาวนาก็คือ “แค่ดู แค่รู้ แค่สังเกต” อย่าตามสิ่งเหล่านั้นไป อย่าเข้าไปในสิ่งเหล่านั้น จงทำตัวดังหนึ่งเป็นเพียงคนอยู่ข้างเวทีแห่งมหาอุปรากรเท่านั้น หากเราไม่เผลอเข้าไปเป็น “ผู้เล่น” อยู่บนเวที (คือไม่หลงเข้าใจผิดว่าปรากฏการณ์ทั้งหมดเป็นความจริง หรือไม่หลุดเข้าไปในโลกที่จิตสร้างขึ้น) เมื่อฝึกไปถึงระดับหนึ่ง จิตของเราจะผ่อนคลาย ในความผ่อนคลายมีความสดชื่นรื่นเย็นเป็นกำไร เราแค่ดู แค่รู้ต่อไป จากนั้นเมื่อผ่านวันเวลามาพอสมควร สภาวธรรมทั้งหมดจะหายไป จะเหลืออยู่เพียงความสดชื่นรื่นเย็น และลมหายใจอันแสนจะแผ่วเบาและอ่อนโยน
ลมหายใจของเราจะประณีตดังหนึ่งปุยฝ้าย ทั้งเนื้อทั้งตัวของเราจะเบาสบายดังหนึ่งจะปลิวลอยไปกับลม หรือดังหนึ่งจะตกแตกหักเอาง่ายๆ แต่เราอย่าเพิ่งตกใจ เราแค่ประคองใจให้อยู่ในความตระหนักรู้เท่านั้น แค่ดู แค่รู้ต่อไป อย่าพยายามอะไรไปมากกว่านั้น ในโมงยามแห่งสมถภาวนาเช่นนี้ ชีวิตทั้งชีวิตจะคืนความสดชื่นรื่นเย็นและความสงบสุขให้กับเราอย่างมหัศจรรย์ มันมหัศจรรย์เสียจนกระทั่งว่า เมื่อท่านถอยออกมาจากสมถภาวนาแล้ว ท่านไม่อยากจะพูดกับใคร หรือไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
จุดเด่นของสมถภาวนา คือ ความสงบสุข แต่ความสงบสุข ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดที่เราควรไปให้ถึง ศักยภาพของดวงจิตยังไปได้ไกลกว่านั้นอีก และนั่นคือ เหตุผลที่เราต้องการต่อไปในวิปัสสนาภาวนา
จริงอยู่แม้สมถภาวนาไม่ได้ให้ปัญญาตื่นรู้แก่เรา แต่ในสมถภาวนาก็มีความสุขอันหวานล้ำเป็นกำไรแห่งชีวิต ในสมถภาวนา เราจะได้รับการฟื้นฟู เราจะได้รับการบำบัด เราจะได้รับการพักผ่อนอย่างลึกซึ้งร่างกายจิตใจจะเข้าสู่สภาวะรื่นเริงเบิกบาน แต่ไม่ถึงขั้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังหนึ่งการลอกคราบทางจิตวิญญาณแก่เราได้
ดังนั้น สมถภาวนาจึงมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูดูแลสุขภาพ ต่อการวางรากอันมั่นคงแห่งดวงจิต และต่อการเสวยสุขอันประณีตเหนือสุขจากประสาทสัมผัสอันเป็นสุขอย่างสามัญของปุถุชน ในพระพุทธศาสนา สมถภาวนาจึงเป็นวิธีฟื้นฟูดูแลสุขภาพอย่างหนึ่งสำหรับพระอริยเจ้า เราเรียกการเสวยผลแห่งสมถภาวนาอย่างนี้ว่า “ทิฏฐธรรมสุขวิหาร” (หมายถึง สมาธิภาวนาเพื่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันขณะ) แต่หากเราหยุดอยู่แค่นี้ เราจะตกสู่หลุมพรางของความสงบทันที เพราะด้วยความสุขสดชื่นรื่นเย็นเช่นนี้ เราจะไม่อยากทำอะไร เราจะพอใจแค่การพักอยู่ในถ้ำทองของสมาธิแล้วก็จมอยู่อย่างนั้น ดังนั้นภาวนาจารย์ท่านแต่ก่อนจึงเตือนว่า จงระวังสมถภาวนาให้ดีเพราะหมกอยู่ในความสงบสุข จนลืมโลกแห่งความเป็นจริง สำหรับบางคนที่เสพผลแห่งสมถภาวนาจนเลยเถิด ก็อาจถึงขั้นลาออกจากงาน วางจากภาระหน้าที่ หันหลังให้กับครอบครัว หรือเผลอสรุปเอาว่า นี่คือ ผลสูงสุดของการฝึกจิตแล้ว แต่นี่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความตื่นรู้ มันเป็นเพียงธรณีประตูของการฝึกจิตเพื่อไปสู่ความตื่นรู้เท่านั้นเอง กับดักของสมถภาวนาตรงนี้ คือ จุดที่เราทุกคนต้องระวังไว้ให้ดี







