
รอยยิ้มอันแจ่มแจ้ง...
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
ก่อนวันขึ้นปีใหม่ปีนี้ ผมได้รับ ส.ค.ส.พิเศษชิ้นหนึ่ง
อาจารย์สำลี ใจดี เภสัชกรต้นแบบผู้ปิดทองหลังพระในสังคมนี้มายาวนาน ได้เมตตาส่งปฏิทินธรรมะซึ่งสำนักพิมพ์สุขภาพใจได้จัดทำขึ้นเป็นประจำมาให้
ปฏิทินธรรมะนี้จะเป็นภาพประกอบคำกลอนของท่านพระพุทธทาสมา เพื่อเตือนใจให้ผู้ใช้ได้อะไรมากกว่าดูวัน เดือน ปี
ด้านหนึ่งของกล่องบรรจุปฏิทินที่ส่งมาปีนี้มีเทศนา เรื่อง พรปีใหม่ของท่านพระพุทธทาสภิกขุอยู่ด้วย นับว่าเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์และคุณค่าซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เนื้อหาเทศนา เรื่อง “พรปีใหม่” ที่ท่านว่าไว้นั้นสรุปความสั้นๆ ได้ว่า เหตุของความสุข คือ ความรู้แจ้ง
ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า ความเข้าใจถูกต้องจากความรู้แจ้ง เป็นเหตุให้ได้ความสุข ถ้าเราจะมีความสุขยิ่งกว่าปีเก่าก็ต้องมีความรู้แจ้งให้ยิ่งไปกว่าปีเก่า
การที่จะเป็นอย่างนั้นได้ต้อง “ประมวลเอาเรื่องราวทั้งหมดทั้งสิ้นแต่หนหลังมาพิจารณาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง”
ถ้าพิจารณาแล้ว “ยังยิ้มไม่ออก” แสดงว่า “ยังไม่แจ่มแจ้ง” เพราะถ้า “แจ่มแจ้ง” ต้อง “ยิ้มออก”
แล้วทำอย่างไรจะยิ้มออกเล่า?
ท่านอธิบายไว้ว่า ถ้าเราจะยิ้มออกต้องไม่เอาสิ่งที่ทำให้เกิดความรำคาญเกลียดชังตัวเอง เช่น ทำอะไรผิดพลาดไปมาเป็นเครื่องวิตกกังวลให้เป็นทุกข์หรือให้เร่าร้อน แต่ให้เอามาเป็นความรู้ สำหรับสอนให้รู้ เพื่อที่ต่อไปอย่าได้ทำอีก ส่วนอะไรที่เป็นความถูกต้องแล้วก็ให้เอามาพิจารณาในลักษณะที่ว่า มันเป็นของมันอย่างนั้นไม่ควรดีใจอะไรให้มากเกินไป
ท่านว่า ถ้าใครทำอย่างนี้ได้ก็จะเป็นคนสม่ำเสมอหรือคงที่ ไม่ว่าทำอะไรถูกหรือผิดมันก็จะเป็นการศึกษาไป ถ้าสะดุดใจคำว่าการศึกษากับ “บทเรียน” ผมคิดว่าการที่ท่านเลือกใช้คำว่า “การศึกษา” แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนกระบวนการที่เราต้องจัดการกับความถูกหรือผิดที่ชัดเจน
เมื่อทำเช่นนั้นได้ ท่านว่าแม้ทำผิดมันก็จะไม่เป็นความทุกข์ ทำถูกก็จะไม่หลงระเริง
ท่านพุทธทาสแนะให้พิจารณาว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีเหตุปัจจัยของมันเองและเป็นตามเหตุปัจจัยของมันเอง เป็นไปตามกฎธรรมชาติ และพึงเข้าใจว่ากฎธรรมชาติเป็นกฎตายตัวเด็ดขาด ฉะนั้นเราอย่าไปอวดตัวเข้าไปจัดการแก้ไขทำอะไรกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ มีแต่ต้องปรับปรุงตัวให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์เหล่านี้
ถ้าเราปฏิบัติถูกเรื่อง ให้เป็นไปตามถูกต้องตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ ต่อให้มีความทุกข์เกิดขึ้น เราจะพอเข้าใจและยิ้มออกมาได้
“พอปฏิบัติเรื่องนี้ถูกต้องเสร็จสิ้นไปก็ยิ้มออกมาได้...ขอให้ฟังดีๆ ว่า มันกระทบกระเทือนความรู้สึกมากอยู่เหมือนกันถึงยิ้มออกมาได้ อย่าให้มากกว่านี้...ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนยิ้มได้บ้างเพิ่มขึ้น ...ถ้าปีเก่ายิ้มไม่ค่อยออก ปีนี้ก็ควรยิ้มออกบ้าง ถ้าปีเก่ายิ้มแห้งๆ ปีนี้ก็ยิ้มอย่างสดชื่นได้เพราะมันมีเหตุมีผลมากขึ้นนั่นเอง...”
นี้เป็นหลักสั้นๆ ที่ท่านพุทธทาสแนะไว้ว่า เราจะทำให้มันเกิดปีใหม่ที่ดีกว่าปีเก่าขึ้นมาได้อย่างไร
ช่วงเวลาปีใหม่เป็นเวลาแห่งความสุข สนุกสนาน ขณะเดียวกัน ถ้าใครอยู่คนเดียวไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีลูกหลานมาชุมนุมกันก็อาจจะเป็นช่วงเวลาแห่งความระทมทุกข์ สิ่งเดียวกันแท้ๆ แต่ขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้นมันก็เป็นแค่ความคิด
สุขก็เพราะคิด ทุกข์ก็เพราะคิด ฉะนั้นมีคนมาแนะให้คิดให้ถูกแล้วทำให้ถูก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนกับใคร มันก็จะดีกว่าเก่าแน่นอน พรปีใหม่เช่นนี้จึงนับว่า เป็นพรที่มีค่าและยังให้เกิดความสุขและชุ่มชื่นใจ
สารความสุขจากปฏิทินชุดนี้ ทำให้ผมนึกถึงแท็กซี่คันหนึ่ง
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง ผมเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง ขณะที่กำลังจะเปิดประตูออกแล้วออกปากบอกจุดหมายปลายทางเพื่อฟังคำตอบว่า เขายินดีจะให้บริการหรือเปล่า ผมก็ถึงกับผงะไปนิดเพราะมีสติ๊กเกอร์ตัวอักษรขนาดใหญ่เขียนติดไว้ว่า “แท็กซี่คันนี้ ไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร เชิญครับ”
ความสนใจที่เกิดจากความสะดุดใจที่เห็นข้อความดังกล่าว กลายเป็นความประทับใจหลังจากที่คุยกันไปตลอดทาง
แท็กซี่หนุ่มบอกว่า ก่อนที่จะเลือกอาชีพใดเราควรประเมินและทราบล่วงหน้าก่อนแล้วว่า เราจะต้องเผชิญอะไรหลังจากเราตัดสินใจ
“จะมาขับแท็กซี่ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่า รถติดเป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราจะบ่นทำไมเลือกทำไม ผมว่า เราต้องคิดแก้ไขปัญหา และมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ไขปัญหา เวลารถติดคนก็จะเรียกหาแต่จราจรแต่ลองถามกลับดูไหมว่า ถ้าทุกคนช่วยกันขับให้ดีขึ้นมันจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นไหม อย่างพี่ขึ้นรถผมก็ไม่ต้องเสียเวลาถามกัน อย่างนี้ก็ช่วยประหยัดเวลารถก็ติดน้อยลง...”
ผมได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างจากในช่วงเวลา 40-50 นาที ที่ร่วมทางกับแท็กซี่คันนั้น
ไม่ใช่จู่ๆ เขาก็คิดอะไรได้แบบนี้นะครับ เขาลองผิดลองถูกมาเยอะ แต่สุดท้ายเมื่อตั้งหลักได้และทดสอบแล้วจึงกลายเป็นทัศนคติที่แน่นอนกับชีวิต
คนที่แจ่มแจ้งกับตัวเองและแจ่มแจ้งกับโลกย่อมมีความสุขแน่นอน
ปีนี้เฟซบุ๊กมีโปรแกรมให้รวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบปีของตัวเอง เพื่อเอามาแบ่งปันให้กับคนอื่นซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีแต่แค่นั้น มันยังไม่เป็นการ “ประมวลเอาเรื่องราวทั้งหมดทั้งสิ้นแต่หนหลังมาพิจารณาให้เข้าใจแจ่มแจ้ง”
ไม่ว่าปีใหม่ที่จะถึงนี้ท่านจะอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ลองหาเวลาทบทวนเรื่องแต่หนหลังให้แจ่มแจ้งดู
หลังจากนั้นขอให้มีรอยยิ้มกันทุกคน สวัสดีปีใหม่ครับ







