
ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ (ตอนที่ 1)
เรื่อง : รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
ปัญหาอีกประการหนึ่งซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและภาวะสุขภาพใจและกายของผู้สูงอายุ คือ
“ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ” สัปดาห์นี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแขกรับเชิญของคอลัมน์นี้ค่ะความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และถูกปกปิด ซ่อนเร้น อยู่ในมุมมืดของสังคมไทย และยังไม่มีคำจำกัดความที่เป็นที่เข้าใจหรือยอมรับทั่วไป จากการศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุไทยปี พ.ศ. 2552 ของ รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา และ ดร.สุวิณี วิวัฒน์วานิช พิจารณาการกระทำที่เข้าข่ายความรุนแรงต่อผู้สูงอายุว่ามีลักษณะดังนี้
1) เป็นการกระทำส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดความเจ็บปวดและได้รับอันตราย หรือเกิดความทุกข์ ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสุขภาพ
2) การละเมิดสิทธิ การเอาประโยชน์ต่อทรัพย์สิน
3) เป็นการปล่อยปละละเลย ทอดทิ้ง ไม่ดูแล รวมทั้งการละเว้นการกระทำที่พึงกระทำ
4) เป็นการกระทำโดยบุคคลในครอบครัว หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ
5) เป็นการกระทำอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ชั่วคราว หรือต่อเนื่อง
การศึกษาดังกล่าวพบประเด็นปัญหาความรุนแรงต่อผู้สูงอายุที่น่าสนใจดังนี้
1) การถูกกระทำรุนแรงทางจิตใจ อาจเกิดจากกรณีที่ลูกหลานทอดทิ้งไม่ติดต่อ ไม่ดูแล หรืออาจเป็นกรณีที่ยังมีลูกหลานอยู่ด้วย แต่ผู้สูงอายุถูกกระทำรุนแรงทางด้านจิตใจ ด้วยคำพูดหรือพฤติกรรมที่ลูกแสดงออกต่อผู้สูงอายุ เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง การพูดที่ทำให้ผู้สูงอายุเสียใจ หมดกำลังใจ
2) การกระทำรุนแรงโดยการเอาเปรียบทรัพย์สิน พบในกรณีที่พ่อแม่ผู้สูงอายุได้แบ่งและมอบทรัพย์สินแก่ลูกเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็ถูกรังเกียจ ผลักไสไม่ให้อยู่บ้าน ผู้สูงอายุจึงต้องขอเข้าพักอาศัย ณ สถานสงเคราะห์คนชรา หรือพบกรณีที่ลูกๆ ให้บิดามารดาผู้สูงอายุไปขอทานมาเลี้ยงลูกหลาน นอกจากนี้ยังพบการเอาประโยชน์ทางทรัพย์สินจากผู้สูงอายุในรูปแบบอื่นๆ เช่น การยืมของมีค่า เงินทองแล้วไม่คืน การขโมยยักยอกทรัพย์สินของผู้สูงอายุ
3) การละเลย ทอดทิ้ง มักเป็นกรณีที่ผู้สูงอายุยากจนลำบาก สภาพการเป็นอยู่ไม่ดี ซึ่งมีสาเหตุ คือ ครอบครัวยากจน ลูกทอดทิ้งไม่ดูแล หรือลูกไปประกอบอาชีพที่อื่น ทิ้งให้อยู่บ้านตามลำพัง เมื่อผู้สูงอายุอยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง เจ็บป่วย ต้องการการดูแล ลูกหลานไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้ให้การดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้พบกรณีดังกล่าวจากการได้รับแจ้งจากเพื่อนบ้าน มีผู้พบเห็น หรือผู้สูงอายุมาขอความช่วยเหลือเอง
4) ผู้สูงอายุที่ถูกกระทำความรุนแรงทางด้านร่างกาย ได้แก่ การทุบตี ชกต่อย การทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากลูกเมาสุรา ติดสารเสพติด นอกจากนี้ยังพบผู้สูงอายุถูกกระทำรุนแรงทางเพศจากลูกที่ป่วยเป็นโรคจิต
5) ผู้สูงอายุไทยที่ถูกกระทำรุนแรงส่วนใหญ่จะไม่บอกหรือเปิดเผยข้อมูล ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระยะแรกๆ เพราะผู้สูงอายุจะรู้สึกอับอายว่าตนถูกกระทำจากลูกของตนเอง หรือต้องการปกป้องบุตรของตนเองมิให้เสื่อมเสีย อาการระยะแรกๆ ที่พบเห็น คือ ผู้สูงอายุมีอาการซึมเศร้า หรือพบมีร่องรอยตามร่างกาย คือ มีแผล ฟกช้ำ ดำเขียว มีร่องรอยบาดแผลตามร่างกาย
แนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุที่ถูกกระทำรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ถูกละเลย ทอดทิ้ง และถูกกระทำรุนแรงทางด้านจิตใจ จากลูกหรือสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้สูงอายุกลุ่มที่มีอายุมาก (80 ปีขึ้นไป) เพราะผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคม ขนาดของครอบครัวที่มีจำนวนบุตรลดลง สังคมที่มีความขัดแย้ง เกิดความรุนแรงในทุกระดับ จึงทำให้คาดว่าปัญหานี้จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน







