
ความแตกต่างแห่งวัย
....คุณสลิล
ท่านผู้อ่านที่เคารพ อาทิตย์ก่อนเขียนเรื่องชราไปแล้ว อาทิตย์นี้ขอเขียนเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือเรื่องของ
“วัย” มนุษย์ในปัจจุบันใช้ชีวิตเหมือนกับว่า จะไม่มีวันตาย และไม่มีวันแก่ ด้วยวิทยาการต่างๆ ทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ช่วยประคับประคองไว้ แต่ในความจริงแล้ว ทุกเวลานาทีที่ผ่านไปเราต่างเดินหน้าไปสู่ความแก่ชราและความตายในทางธรรมส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่า อายุขัยของคนเราปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 75 ปี ซึ่งลดลงจากสมัยพุทธกาล ซึ่งมักอยู่กันเป็นร้อยปี
ในระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่นั้นในแต่ละช่วงอายุหรือแต่ละวัยนั้น ก็มีความแตกต่างกันสำหรับการแบ่งช่วงวัยต่างๆ นั้น อาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ วัย 3 และวัย 10
วัย 3 ได้แก่ ปฐมวัย ทุติยวัย และตติยวัย ซึ่งถ้ากำหนดอายุไว้ที่ 75 ปี ก็ใช้ 3 หารได้เลย จะได้ดังนี้
n ปฐมวัย คือตั้งแต่ เกิดจนอายุ 25 ปี
n ทุติยวัย คือตั้งแต่อายุ 25 ปี ไปจนถึง 50 ปี
n ตติยวัย คือตั้งแต่อายุ 50 ปี ไปจนถึง 75 ปี
ส่วนการแบ่ง วัย 10 นั้น ท่านแบ่งไว้ตามอายุขัย 100 ปี ซึ่งถ้าอายุขัยลดลงอย่างในปัจจุบันเป็น 75 ปี ก็อาจต้องลดลงตามลำดับ วัย 10 ตามอายุขัย 100 ปีมีดังนี้
1. มันททสกวัย คือ วัยอ่อน นับตั้งแต่อายุ 1 ถึง 10 ปี
2. ขิฑฑาทสกวัย คือ วัยสนุกสนาน นับตั้งแต่อายุ 10 ถึง 20 ปี
3. วัณณทสกวัย คือ วัยสวยงาม นับตั้งแต่อายุ 20 ถึง 30 ปี
4. พลทสกวัย คือ วัยมีกำลัง นับตั้งแต่อายุ 30 ถึง 40 ปี
5. ปัญญาทสกวัย คือ วัยมีปัญญา นับตั้งแต่อายุ 40 ถึง 50 ปี
6. หานิทสกวัย คือ วัยเสื่อม นับตั้งแต่อายุ 50 ถึง 60 ปี
7. ปัพภารทสกวัย คือ วัยที่ร่างกายเริ่มโค้งงอ นับตั้งแต่อายุ 60 ถึง 70 ปี
8. วังกทสกวัย คือ วัยที่ร่างกายโค้งงอ นับตั้งแต่อายุ 70 ถึง 80 ปี
9. โมมูหทสกวัย คือ วัยหลง นับตั้งแต่อายุ 80 ถึง 90 ปี
10. สยนทสกวัย คือ วัยนอนลุกไม่ขึ้น นับตั้งแต่อายุ 90 ถึง 100 ปี
วัยส่งผลให้คนที่อยู่ช่วงวัยนั้นๆ เช่น ผู้ที่อยู่ในช่วง วัยมีปัญญา ท่านว่าแม้คนโง่ ก็จะฉลาดขึ้นหน่อยเมื่อถึงวัยนี้ อาจเป็นเพราะได้มีประสบการณ์ผ่านชีวิตมามากขึ้น ส่วนวัยที่เสื่อมที่โค้งงอนั้น เราคงเห็นกันทั่วไปอยู่แล้ว การโค้งงอ ทางการแพทย์ก็พิสูจน์ว่าเป็นเพราะกระดูกที่เริ่มพรุนเริ่มทำให้เกิดอาการโค้งงอของหลังนั่นเอง ซึ่งก็ตรงกับหลักทางพระพุทธศาสนา
จะเห็นได้ว่าวัยต่างๆ ก็นับเป็นช่วงประมาณ 10 ปีเท่านั้น ซึ่งไม่นานเลย เราจึงไม่ควรประมาทในวัย ว่าเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาวหรือว่าเรายังสุขภาพแข็งแรง คงจะอยู่ไปได้อีกนาน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะสามารถอยู่ได้ครบทุกวัย ดังนี้ เนื่องจากความตายนั้นไม่มีนิมิตเครื่องหมาย แม้คนในปฐมวัยก็อาจตายได้ ในทุติยวัย ก็เช่นกัน ความตายไม่ได้รอให้ถึงตติยวัยและครบอายุขัยเท่านั้น
คนบางคนตายเพราะสิ้นบุญ แม้อายุขัยยังมีก็ตายเสียแล้ว (ปุญญักขยมรณะ) บางคนก็ตายเพราะสิ้นอายุขัย แม้บุญยังไม่สิ้น (อายุกขยมรณะ) บางคนตายเพราะทั้งสิ้นบุญสิ้นอายุขัย (สรสมรณะ) บางคนตายเพราะถูกวิบากกรรมชั่วมาตัดรอน เช่น เกิดอุบัติเหตุต่างๆ (อุปักกมมรณะ) การตายจึงมีถึง 4 ประการดังที่กล่าวมานี้ ดังนั้นเราจึงเห็นคนตายที่อายุน้อยกว่า 75 ปี ก็มี มากกว่า 75 ปี ก็มี หรือ ที่ 75 ปี ก็มี
ผู้ที่อยู่ได้นานกว่าอายุขัยนั้นนับว่าบุญที่นำมาเกิดมีกำลังมาก ทั้งอาจได้รับการอุปถัมภ์จากบุญกุศลอื่นด้วย ทั้งไม่มีผลของอกุศลกรรมเข้ามาตัดรอน อย่างไรก็ตามเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะตายเมื่อไร ก็ควรไม่ประมาทในวัย เร่งทำความดี ไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ..







