
ศิลปะชั่วพริบฝัน กับงานส่งผ่านแรงบันดาลใจ
เหล่าศิลปินแห่งชาติที่อยู่ในงาน “ศิลปินแห่งชาติสัญจร” กล่าวคำพูดมากมายให้กับน้องๆ หนูๆ ที่เข้าอบรมในโครงการฟัง
โดย...พงศ์ พริบไหว
เหล่าศิลปินแห่งชาติที่อยู่ในงาน “ศิลปินแห่งชาติสัญจร” กล่าวคำพูดมากมายให้กับน้องๆ หนูๆ ที่เข้าอบรมในโครงการฟัง ผมจดจำประโยคและรีบหยิบปากกาเขียนซึ่งเป็นคำพูดทำนองว่า พวกเราเป็นเช่นดังแสงแดดที่คอยเลี้ยงต้นกล้าอ่อนให้งอกงาม ประโยคดังกล่าวเชื่อแน่ว่าเป็นคำตอบทั้งหมดที่ทำให้วันนี้เหล่าศิลปินแห่งชาติได้มารวมตัวกัน
หากนับเวลาก็เข้าขวบปีที่ 15 แล้วที่มีการจัดงาน “ศิลปินแห่งชาติสัญจร” ขึ้น โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่มี นันทิยา สว่างวุฒิธรรม อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นหัวเรือใหญ่
ในงานปีนี้ได้มีเหล่าศิลปินแห่งชาติกว่า 15 ท่าน พร้อมใจกันเดินทางขึ้นเหนือมายัง จ.เชียงราย เพื่อให้ความรู้ในเรื่องศิลปะแขนงต่างๆ ให้กับเด็กชนเผ่าที่เล่าเรียนอยู่บริเวณโดยรอบ อ.แม่ฟ้าหลวง ในคลาสเรียนวันนี้มีเด็กเข้าร่วมกว่า 200 ชีวิต ซึ่งจะแบ่งกันตามความถนัดไปประจำอยู่ที่ฐานต่างๆ โดยแบ่งออกตามสาขาต่างๆ อาทิ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ และศิลปการแสดง ซึ่งแต่ละฐานจะมีศิลปินแห่งชาติสาขานั้นๆ คอยสอนแบบใกล้ชิดตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว
ก่อนจะแยกกันไปเรียนรู้การเป็นศิลปินในเวลา 2 วันเต็ม เด็กๆ จะได้เห็นการทำงานแบบเรียลไทม์ของบรรดาศิลปินแห่งชาติ ที่ต้องบอกเลยว่าคงเห็นกันได้ไม่บ่อยที่ยอดฝีมือทางด้านศิลปะมาทำงานพร้อมๆ กันในสถานที่เดียว ซึ่งโครงการดังกล่าวจะสัญจรไปทั่วทั้ง 4 ภาค เพื่อเป็นต้นธารแห่งแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่ขาดโอกาส โดยหลังจากสร้างการเรียนรู้และปล่อยเด็กนักเรียนสร้างผลงาน ทางศิลปินแห่งชาติจะคัดเอาผลงานที่ดีที่สุดเพื่อมอบทุนการศึกษา ทั้งยังเป็นการจุดประกายให้เด็กๆ อยากเรียนรู้ในเรื่องของศิลปะเช่นดังที่ อาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์หนึ่งในคณะศิลปินได้กล่าวไว้
“แน่นอน พวกเรามาที่นี่เพราะต้องการจุดประกายให้เด็กๆ เห็นความสำคัญของศิลปะแขนงต่างๆ และใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตัวเขาเอง ซึ่งพวกเราพยายามใช้กระบวนการและเวลาทั้งหมดที่มีเพื่อจะปลุกให้เด็กๆ ตื่นเต้นและสนุกกับการทำงานศิลปะ และปรากฏว่าเมื่อปล่อยให้พวกเขาทำงานผมรู้สึกว่าคุณภาพของงานที่เด็กๆ ทำดีกว่าที่ผมคาดหวังไว้มากมาย แล้วทำให้ค้นพบว่าเด็กชนเผ่าหลายคนทำผลงานได้ดี และบางคนโดดเด่นมากสามารถฝึกและไปต่อได้ เพราะประการสำคัญนี่คือการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้พบตัวเขาเอง
เพราะการที่พวกเขาได้พบตัวเองต่อไปเขาก็จะมีเครื่องมืออีกตัวเพิ่มขึ้นในชีวิต นั่นคือความสนใจในเรื่องของศิลปะ อย่างเด็กที่มาฝึกกับผมเขาก็จะได้เรื่องของวรรณศิลป์ เช่น การเขียนบันทึก การเขียนกวี และการเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ แล้วเรื่องใหญ่เลยที่เรามีค่ายสัญจรขึ้น เราอยากทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กนักเรียนคิดเรื่องศิลปะและการทำงานศิลปะเป็นเรื่องของความสุข เป็นเรื่องของความรัก เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อที่คิดว่าห่างไกล ซึ่งเมื่อกระบวนการทั้งหมดจบลง ผมรู้สึกประสบความสำเร็จในความรู้สึกมากเพราะรับรู้ได้ว่า พวกเขาได้เห็นโอกาสของตัวเอง”
อาจารย์ธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ กล่าวเสริมถึงตัวโครงการอีกว่า ตั้งแต่แรก คิดว่าจะต้องมาถ่ายทอดความรู้ให้กับ เด็กๆ ด้วยความรักความเมตตา เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยความรู้ที่มีอยู่ “แต่น่าประทับใจมากที่เรากลับได้มาเห็นแรงบันดาลใดใหม่ๆ ในผลงานของเด็กๆ ซึ่งเกิดมาจากเส้นสายแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจ เป็นผลงานที่มีคุณภาพทั้งในเรื่องของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตัวเองชัดเจน ซึ่งในจุดนี้มันทำให้เราได้เห็นผลสำเร็จของการปลูกฝังรากฐานศิลปะในเมืองไทยไปในแต่ละพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ
โดยแต่ละครั้งที่เราเดินทางไปถึงก็จะพบปรากฏการต่างกันไป ที่หนึ่งก็จะมีวิธีการคิดสร้างสรรค์งานในแบบของตัวเอง ซึ่งมันเปรียบเหมือนเป็นสีสันของดอกไม้ที่งดงามอันต่างที่ทาง แต่ทว่าเติบโตจากแสงอาทิตย์ดวงเดียวกัน แล้วผมมองว่าเมื่อเด็กเหล่านี้เขาเติบโตไปข้างหน้า ไม่ว่าพวกเขาจะไปศึกษาเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตแบบใดก็ตาม เมื่อไปยืนอยู่จุดนั้น สิ่งหนึ่งที่เขามีติดตัวไปคือศิลปะได้ให้ความเป็นมนุษย์ที่ละเมียดละไม ความช่างคิด และจะงอกงามเติบโตไปทำให้เขาประกอบอาชีพอะไรก็ได้ที่ต้องการ ซึ่งผมคาดหวังตรงนี้มากกว่า” อาจารย์ธงชัย พูดด้วยแววตาชื่นชม
โครงการถ่ายทอดศิลปะในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและส่งผ่านความรู้เรื่องศิลปะให้กับเด็กๆ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้คุณครูที่อยู่ไกลปืนเที่ยงได้เข้ามารับความรู้จากเหล่าศิลปินแห่งชาติอีกด้วย เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปส่งต่อให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่การศึกษาอันห่างไกล โดย ดร.กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ได้อธิบายถึงความสำคัญในเรื่องนี้ไว้
“คือครูสอนศิลปะให้กับเด็กชาวเขาส่วนมากก็จะรู้เรื่องเทคนิคในเรื่องของการปั้นและการวาด มาครั้งนี้นอกจากมาควบคุมเด็กๆ คุณครูก็จะได้เรียนรู้เทคนิคการสอนเพิ่มขึ้นอย่างการทำภาพพิมพ์ซึ่งเป็นเรื่อง
ซับซ้อน และส่วนมากครูเขาไม่มีโอกาสได้ทำมาก่อนซึ่งตรงนี้คุณครูก็จะได้เรียนรู้ด้วย แล้วในโครงการนี้เราจะได้เจอครูเยอะมากมันก็เหมือนกับการที่เขาได้เข้ามาเรียนกับศิลปินแห่งชาติผู้ที่ทำงานมาอย่างหนักและเป็นตัวจริง ซึ่งสามารถนำความรู้ที่ได้มานำกลับไปต่อยอดได้จริง”
ตรงจุดนี้เองที่ ดร.กมล ให้ความสำคัญไม่แพ้กับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ซึ่งจากการสัญจรมากว่า 10 ปี ปีละหลายๆ ครั้ง กระจายไปในแต่ละภาคของประเทศไทย ทำให้มีครูมากมายที่สามารถกลับไปให้ความรู้เรื่องศิลปะแก่เด็ก และนั่นถือเป็นรากฐานที่เข้มแข็งในการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ๆ ที่ห่างไกลโอกาส อีกทั้งจากการบอกกล่าวของศิลปินแห่งชาติ ลูกศิลป์หลายคนที่เป็นคุณครูตอนนี้นอกจากสอนศิลปะก็ยังผันตัวเองมาทำงานเขียนรูปแบบจริงจัง กลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงก็หลายคน
“คือกิจกรรมนี้ตอนนี้เราพยายามชักชวนศิลปินแห่งชาติรุ่นใหม่ๆ เข้ามาสานงานต่อ ซึ่งในเวลานี้ศิลปินแห่งชาติก็แบ่งได้มากกว่าเดิมหลายสาขา คือ กว้างขึ้นในการให้ความรู้ ถึงแม้ในเวลานี้จะมีศิลปินแห่งชาติที่เสียชีวิตไปบ้าง แต่เราก็มีศิลปินแห่งชาติรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำโครงการต่อไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราคาดหวังว่าโครงการนี้จะมีไปอีกยาวนาน ถึงแม้ปีหนึ่งจะสัญจรกันได้แค่ 4 ครั้ง เพราะรวมตัวกันยาก แต่พอถึงเวลาศิลปินแห่งชาติที่มาทำงานก็จะรู้หน้าที่ของตัวเอง ทุกคนมีปฏิญาณมุ่งมั่นมาแล้วต้องทำงานยังไงในเวลาสั้นๆ ให้เกิดผลสำเร็จมากที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้วประเทศชาติก็จะได้ประโยชน์ นั่นคือหัวใจสำคัญ”
ดร.กมล กล่าวถึงตัวโครงการทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น ซึ่งนอกจากที่กล่าวมา โครงการศิลปินแห่งชาติสัญจรยังทำงานขยายไปในอีกหลากหลายมิติ ตั้งแต่การฝึกอบรมเด็กนักเรียนประถมจนไปถึงระดับมหาวิทยาลัย ทั้งยังเปิดอบรมคุณครูที่สอนศิลปะในระดับต่างๆ และประชาชนผู้ที่สนใจศิลปะ ซึ่งแน่นอนว่าตลอดระยะเวลาการทำงานทุกสิ่งจะสมบูรณ์และเดินทางมาได้ไกลขนาดนี้มิได้เลย หากตัวศิลปินแห่งชาติเองไม่ทุ่มเทเวลาและแรงกายเพื่อหล่อเลี้ยงต้นอ่อนของศิลปะเช่นที่ทำ
และนั่นเองคือความหมายที่จริงแท้ของคำว่าศิลปินแห่งชาติ ครูผู้สร้างมากกว่าผลงานศิลปะ







