posttoday
สวัสดีทุกๆเช้ากับความสุข

สวัสดีทุกๆเช้ากับความสุข

21 ธันวาคม 2557

เมื่อราวสองสามปีก่อน ฉันได้เข้าร่วมคอร์สปฏิบัติธรรม ซึ่งสอนโดยพระอาจารย์ท่านหนึ่ง

เมื่อราวสองสามปีก่อน ฉันได้เข้าร่วมคอร์สปฏิบัติธรรม ซึ่งสอนโดยพระอาจารย์ท่านหนึ่งและเหมือนเช่นทุกครั้งที่ได้ทำกิจกรรมนี้ ฉันมักเก็บตกคำสอนดีๆ เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิตหลังจากกลับมาเสมอและคำสอนที่ได้และโดนใจที่สุดจากพระอาจารย์ในครั้งนั้นก็คือ วลีที่ว่า “จงมอบของขวัญให้ตัวเอง ในรุ่งอรุณแห่งชีวิตทุกๆ เช้า ด้วยการกดสวิตช์ความรู้สึกตัว” ฟังดูแล้วฉันคิดว่ามีคุณค่าควรแก่การปฏิบัติและที่สำคัญการปฏิบัตินั้นช่างแสนจะง่าย อย่างไรก็ดีการที่เราจะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันง่ายและสามารถทำได้จริงหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีบททดสอบ และแล้วเช้าวันหนึ่งฉันก็พบกับบททดสอบนี้เข้าจนได้

เรื่องมันมีอยู่ว่าหลังจากที่ตัวเองเดินกลับมาจากซื้อของที่ตลาดใกล้บ้านเหมือนเช่นทุกๆ วัน ก่อนจะก้าวขาเดินผ่านประตูรั้วไปนั้น สายตาฉันก็ดันไปสะดุดหยุดอยู่ที่รั้วบ้านของตัวเอง สิ่งที่เห็นก็คือมีตัวอักษรตัวโตๆ ที่ถูกพ่นด้วยสีสเปรย์สีดำเป็นแถวยาวจรดแนวรั้ว ซึ่งจุดประสงค์ของเจ้าของผลงานนั้นก็คงเพื่อต้องการป่าวประกาศว่าตนกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันที่ว่านี้นะ ยังค่ะ--เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อมีชื่อสถาบันหนึ่งปรากฏขึ้น อีกสถาบันหนึ่งที่คงกำลังเขม่นกันอยู่จะทนได้อย่างไร

ดังนั้น เมื่อมีชื่อสถาบันซึ่งพ่นด้วยสีดำแล้ว ตัวแทนสมาชิกของอีกสถาบันหนึ่ง ก็เลยมาป่าวประกาศชื่อสถาบันตัวเองบ้าง ด้วยการพ่นตัวอักษรโตๆ กว่า ทับข้อความแรกนั้นด้วยสีสเปรย์สีขาว (ช่างมีน้ำใจที่หวังดี กลัวว่าเดี๋ยวคนอ่านจะแยกแยะไม่ออก) ผลก็คือรั้วบ้านของฉันที่เคยสะอาดตา ณ ตอนนี้มันได้กลายเป็นที่ประกาศศักดาของสองสถาบันนั้นไปแล้ว โดยไม่มีการบอกกล่าวหรือขออนุญาตแต่อย่างใดทั้งสิ้น

เมื่อย้อนกลับไปยังวินาทีแรก ตอนเหลือบไปเห็นข้อความนั้นอีกที ความปรี๊ด...จู่โจมจิตใจจนตั้งตัวไม่ติด ทั้งฉุน ทั้งเสียอารมณ์สุดจะบรรยาย เพราะคิดว่าคงต้องทาสีรั้วบ้านตัวเองใหม่ (อีกแล้ว) คำสอนของพระอาจารย์ที่ว่าให้มอบของขวัญให้ตัวเองถูกลืมไปหมด กลายเป็นการมอบอารมณ์ “ขยะ” ให้ตัวเองไปแล้วในเช้าวันนั้น

ไม่ใช่แค่เช้านั้นเช้าเดียว ผ่านไปแล้วหลายวันตัวอักษรแถวยาว 2 สี ที่รั้วบ้านตรงนั้น ก็ยังสร้างอารมณ์ขุ่นมัวให้ฉันได้ตลอด จนกระทั่งมีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น เพราะอยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่า ตัวเอง “คิดได้” ขึ้นมาแล้ว

เมื่อ “คิดได้” ทุกสิ่งก็สามารถเปลี่ยนไปได้จริงๆ

วันนั้นฉันหันมาถามตัวเองว่า จะปล่อยให้ทุกๆ เช้าของเราเริ่มต้นแบบนี้น่ะหรือ เพราะไม่ว่าอย่างไร เราก็ต้องเห็นมันทุกวันก่อนออกจากบ้านเสมอ

หลังจากนั้นจากที่เคยคิดว่าจะทาสีรั้วบ้านใหม่เร็วๆ ฉันเริ่มลังเลใจและคิดว่าปล่อยทิ้งเอาไว้อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน จะได้ใช้ตัวหนังสือสีดำขาวเหล่านั้นเพื่อเป็น “แบบฝึกหัดฝึกการรู้ตัว” จะดีกว่าหรือไม่ เพราะอย่างน้อยก็คงไม่มีใครรับประกันได้หรอกว่า ถึงจะทาสีรั้วใหม่ แล้วพวกน้องๆ เหล่านั้นจะไม่อยากมาพ่นสีทับที่รั้วบ้านของฉันอีกในอนาคต

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทุกอย่างก็ยังคงอยู่แบบนั้นเหมือนเดิม ตัวอักษรกวนอารมณ์ที่อยู่บนรั้ว อารมณ์ที่ขุ่นๆ ใจที่รู้สึกตัว และสุดท้ายอารมณ์เบิกบานที่เกิดขึ้น ในทุกๆ เช้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะรู้ว่าตัวเอง “เลือกได้” ที่จะให้เช้าวันนี้ของเรามีความรู้สึกแบบไหนแค่นั้นเอง

“If it’s not a beautiful morning, let your cheerfulness make it one”

จากเรื่องราวบนรั้วบ้าน ทำให้ตัวเองถอดบทเรียนได้ว่า ความทุกข์ใจใดๆ จะอยู่กับเราไม่นานหรอก ขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นตั้งใจจะคิดถึงมันหรือเลิกคิดถึงมัน

เมื่อเราเลิกคิดถึงความทุกข์ ความสุขก็จะค่อยๆ กลับมาหาเราอีกครั้งเองโดยไม่ต้องพยายาม สิ่งที่ชีวิตต้องพบเจอในแต่ละวันนั้นมีสีสันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ว่ามันจะเป็นสีดำหรือสีชมพู สดใสหรือหม่นมัวก็ตาม มันจะสวยงามตามที่มันเป็นเสมอ ถ้าหากเราเข้าใจและหมั่นสวัสดีกับความสุขให้ได้ทุกๆ เช้าของวันใหม่

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69