
บุญหรือบาป... พุทธหรือพราหมณ์ พึงพิจารณา!!
ปุจฉา : ...มีโครงการทำบุญกันมากในอินเดีย... จริงๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ดีของชาวพุทธเรา...
ปุจฉา : ...มีโครงการทำบุญกันมากในอินเดีย... จริงๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ดีของชาวพุทธเรา... แต่ทำไมดูเหมือนว่าพระอาจารย์จะไม่ค่อยเห็นด้วย...ขอเป็นธรรมะเพื่อปีใหม่ของชาวไทยทุกคนด้วยนะครับ!
วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนทุกท่าน ...ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นด้วยความรู้เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนที่พูดกันว่า ศรัทธาที่มีปัญญา หรือความเชื่ออย่างมีความรู้ จริงๆ แล้ว ความศรัทธานั้นจะต้องมีสติกำกับดูแลจนรู้เข้าใจในประโยชน์แห่งศรัทธาว่า ถูกต้องตรงธรรม ที่เรียกว่า ศรัทธาธรรมจึงจะเป็นพลังแห่งศรัทธาที่นำไปสู่การเพียรชอบอย่างมีสติ จนประกอบจิตตั้งมั่น เรียกว่า มีสมาธิที่นำไปสู่การก่อเกิดปัญญา ...สติจึงเป็นอุปการธรรมที่ยิ่งใหญ่ต่อกิจการกองกุศล หากขาดสติแล้วก็จะแปรรูปผลจากการกระทำเป็นกองอกุศลฝ่ายบาปได้ทันที เพราะเมื่อขาดสติแล้ว การกระทำดังกล่าวจะมุ่งไปสู่ทิศทางความชั่วทันที...
...สติจึงเป็นอุปการธรรมที่จะปรับความสมดุลให้ศรัทธากับปัญญาและความเพียร (วิริยะ) กับความตั้งมั่นของจิต หรือกำลังจิต (สมาธิ) เป็นไปอย่างพอเหมาะต่อกัน ไม่ให้ศรัทธานำปัญญาจนหลง... ไม่ให้ปัญญานำศรัทธาไปจนฟุ้งซ่าน... แม้ความเพียร (วิริยะ) กับความตั้งมั่น (สมาธิ) ก็เช่นกัน จะต้องสมดุลกัน จึงจะได้ผลสมบูรณ์ และที่สุดแห่งสติก็ต้องพอเหมาะ เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างมีปัญญา อันนำไปสู่การขจัดโมหจิต (จิตหลง) ให้สิ้นไป
...โมหจิตทำให้เกิดโมหาคติในอคติ ๔ ที่ว่าลำเอียงเพราะหลง คือ ความหลงผิด ด้วยรู้ไม่จริง... ไม่ถูกต้องชอบธรรม จึงนำไปสู่การพูดและการกระทำที่ผิดไปจากทำนองคลองธรรม ...แม้ตั้งความปรารถนาขอได้บุญกุศล แต่กลับก่อบาปอกุศลได้ เพราะรู้ไม่จริง ด้วยอำนาจโมหะ
...ผู้ที่ถูกอำนาจโมหจิตครอบงำ จึงนำไปสู่ความเป็นผู้มีโมหจริต... หนึ่งในจริตทั้ง ๖ ที่กล่าวไว้ว่า คนมีโมหจริตจะเดินมีรอยตีนหนักทั้งปลาย-ส้น ชอบนั่งเหม่อใจลอย ที่กล่าวว่า ขวัญอ่อน ไม่ค่อยมีสติ คนมีโมหจริต มีลักษณะทางธรรมที่เป็นคนท้อถอยง่าย ฟุ้งซ่านรำคาญได้เร็ว ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนสูง ยากสละคืน จึงปิดกั้นตนเองจากการพัฒนาจิตใจ เพื่อให้เกิดปัญญา!!
พระพุทธศาสนาของเราเป็นพุทธศาสตร์ที่ประกาศหลักความจริงอันสูงสุด ที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ความจริงอันประเสริฐ เหตุแห่งทุกข์ความจริงอันประเสริฐ ความดับทุกข์ความจริงอันประเสริฐ และวิธีการปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ความจริงอันประเสริฐ ซึ่งการจะเข้าสู่ความสำเร็จเพื่อรู้แจ้งในอริยสัจทั้ง ๔ ประการได้นั้น ต้องปฏิบัติบูชา คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อรู้แจ้งในความจริงอันประเสริฐ ว่า นี่ทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรรู้ เหตุแห่งทุกข์ เป็นสิ่งที่ต้องละ ความดับทุกข์ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง และหนทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ เป็นสิ่งที่ต้องเจริญให้มาก
เครื่องมืออุปกรณ์ที่นำมาสู่การพัฒนาจิต เพื่อการดำเนินไปตามหนทางแห่งการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์นั้น ได้แก่ องค์ธรรม ๘ ประการ มี สัมมาทิฏฐิ เป็นเบื้องต้น... มีที่สุด คือ สัมมาสมาธิ ที่ย่อลงอยู่ในรูปไตรสิกขา ได้แก่ ศีล... สมาธิ... ปัญญา โดยมุ่งเน้นพัฒนากาย-วาจา-ใจ ให้สุจริตในเบื้องต้น จนสามารถพัฒนาจิตให้เกิดสติที่ถึงพร้อมด้วยองค์ความรู้ เพื่อการหยั่งเห็น (ญาณ)... เพื่อปัญญา (ความรู้ชอบ)... เพื่อวิชชา (ความรู้-ความเห็นที่ถูกต้องตามอริยสัจ) และเพื่อแสงสว่างอันนำไปสู่ความดับทุกข์สิ้น คือ พระนิพพาน...
ดังนั้น การเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาเถรวาทอันเป็นไปตามพุทธคติดั้งเดิม จะต้องเข้ามาเพื่อการพัฒนาจิต จนรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ด้วยมรรควิธีที่มีองค์ธรรม ๘ ประการ ที่เรียกว่า อริยมรรค...
พระพุทธศาสนาของเราถูกฝ่ายมารพยายามแปลงรูปลดระดับลงจากอริยสัจเหลือแค่เพียงระดับศีลธรรม ตั้งแต่สมัยอัศวโฆษเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาภายหลังพุทธปรินิพพาน ประมาณ ๕๐๐ ปี ด้วยภัยร้ายจากพราหมณ์ที่มุ่งทำลายพระพุทธศาสนาให้สิ้นไป โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ศุงคะขึ้นครองแผ่นดินมคธในชมพูทวีป... เพื่อความอยู่รอดของพระพุทธศาสนา จึงมีการลดระดับการสอนลงเหลือเพียงแค่การไม่ทำบาป... การทำบุญกุศลให้ถึงพร้อม โดยโฆษณาเรื่องนรก-สวรรค์ เป็นเครื่องหมายว่า ทำบุญอย่างนี้ไปสวรรค์... ทำบาปอย่างนี้ไปนรก ที่เรียกว่าสร้างสวรรค์ให้คนอยาก...เขียนนรกให้คนกลัว ...ทิศทางของพระพุทธศาสนา จึงมิได้มุ่งไปที่ปฏิบัติบูชา แต่กลับเข้าสู่อามิสบูชาที่ต่อมาเป็นภัยร้าย
ในการทำให้พระพุทธศาสนาสูญสลายไปจากชมพูทวีป...
วันนี้ของพระพุทธศาสนาก็ยังดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ เพราะพวกผีเปรตในร่างคนเข้ามา เพื่อหวังลาภสักการะปัจจัยเงิน-ทอง บางตัวก็ฉิบหายไปแล้วจากพระศาสนา แต่ก็ยังห่มผ้ากาสาหากินอยู่... ที่สำคัญ มันฉลาดในเรื่องการคิดโครงการบุญมาชักชวนให้เข้าร่วมโครงการบ้าบุญ โดยชวนเชื่อตามคตินรก-สวรรค์ในชาดก... เรื่องของเรื่องจึงวุ่นวายไปทั่วศาสนจักร เพราะมีการยื้อแย่งทำมาหากินของบรรดาผีเปรตที่หวังสูบน้ำเลือด-น้ำเหลืองจากบรรดาศรัทธาญาติมิตรทั้งหลาย ...พวกพราหมณ์จึงนั่งมองดูอย่างสมเพชในการปฏิบัติตนแบบนักสังคมสงเคราะห์ของบรรดาผู้อ้างว่าเป็นชาวพุทธ ที่ละทิ้งความสงเคราะห์ในวิถีพุทธไปอย่างสิ้นเชิง ...น่าสลดใจยิ่ง!!
เจริญพร







