posttoday
ห้องทดลองของโลก

ห้องทดลองของโลก

20 ธันวาคม 2557

พลานุภาพของข่าวสารที่มีผลต่อการซื้อขายหุ้น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณบอกว่า

พลานุภาพของข่าวสารที่มีผลต่อการซื้อขายหุ้น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณบอกว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องตื่นรู้และเตรียมการรับมือภาวะสงครามข่าวสารอย่างจริงจังได้แล้ว

ความจริงตอนที่คนทั่วโลกตื่นเต้นกับอาหรับสปริง และอื่นๆ นั้น ใครบางคนตื่นเต้นกับปรากฏการณ์เหล่านั้นไปด้วย แต่หาตระหนักไม่ว่า เมืองไทยเรานี่ล่ะจะเป็นสมรภูมิสำคัญแห่งหนึ่งของการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร

ผมเชื่อและเคยพูดในที่สัมมนาวงการสื่อสารมวลชนว่า ด้วยอัตราการเติบโตของการใช้สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต และการใช้โซเชียลมีเดีย ที่เป็นอยู่ เมืองไทยจะเป็นด่านหน้าและเป็นห้องทดลองของโลกในเรื่องผลกระทบของการใช้โซเชียลมีเดีย ผมเชื่อว่า ปัญหาความมั่นคงแบบใหม่ ปัญหาจริยธรรมแบบใหม่ ฯลฯ  ที่ไม่เคยเป็นจะโผล่มาให้เห็นเต็มไปหมดและสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนผู้คน และบ้านเมือง ไปอย่างเกินจินตนาการ

มีร่องรอยที่บอกว่าเราทำสงครามข้อมูลข่าวสารกันมานานแล้วอยู่หลายประการ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสังเกตหรือไม่เท่านั้นเอง อาวุธสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรอบทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ กลุ่มการเมืองต่างๆ ล้วนผลิตสื่อ และเนื้อหาข่าวสารต่างๆ ขึ้นมาทำสงครามกันขนานใหญ่ เรือธงของแต่ละข้างอาจจะเป็นสถานีโทรทัศน์ทางการเมือง และวิทยุชุมชนบางแห่ง แต่ถ้าเกาะติดให้ดีแล้ว จะพบว่า มีสารพัดวิธี บางช่วงบางตอนผลิตเป็นนิยายถ่ายสำเนาเอกสารไปวางไว้ตามร้านอาหารต่างจังหวัด พอก้าวหน้าหน่อยก็ส่งทั้งไลน์ ทั้งคลิป ฯลฯ

มองเห็นกันมานาน แต่ก็ยังคลำกันไม่ถูกจุด แก้กันไม่ถูกทาง

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เคยตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ แต่ก็ทำกันได้ไม่ถึงไหนก็มีการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นไม่ต้องพูดว่าจะปฏิรูปอะไรกันเพราะทำสงครามข้อมูลข่าวสารกันเอิกเกริกสนุกสนาน พอรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มา ก็จะปฏิรูป แต่ก็ไม่เห็นแววว่า จะปฏิรูปอะไรที่จะรับมือสิ่งเหล่านี้ได้เท่าใดนัก

เหตุที่บอกว่า การที่หุ้นตกถล่มทลายเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาควรจะเป็นจุดเริ่มที่ควรจะตื่นรู้เรื่องนี้โดยทั่วกันก็เพราะกรณีพระสุขภาพพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี หรือกรณี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ก็ดี ล้วนแสดงให้เห็นว่า ไม่มีพื้นที่ที่เป็นเขตปลอดการทำสงครามข่าวสารในสังคมไทยอีกต่อไป

ยิ่งพินิจถึงสิ่งที่เกิดจากการรายงานของสื่อมวลชนหรือสื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นไปตามความเติบโตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยแล้ว ควรที่คนมีหน้าที่ทั้งหลายต้องตระหนักว่า เมื่อไม่มีการละเว้นพื้นที่ การป้องกันและการรับมือก็ต้องเข้มแข็งและเข้มข้นขึ้น

ไม่แค่ระดับประเทศ ระดับองค์กรทั่วไป แม้แต่ระดับบุคคลก็ต้องทำแผนหรือเตรียมรับสถานการณ์นี้โดยทั่วกัน โดยถือว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเตรียมการรับมือ

เรื่องราวประดานี้เป็นช่องทางทำมาหากินได้ด้วยนะครับ มีองค์กรสื่อบางองค์กรจัดสัมมนาในเรื่องนี้กันบ้างแล้วแต่เท่าที่ดูวิทยากรและดูองค์กร ผมว่าอาจจะยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่อยากจะใช้บริการได้ไม่มากนัก

ของอย่างนี้จะมีแผนรอแก้ไขเมื่อปลายเหตุก็ไม่ได้ เพราะในสภาพการทำสงครามข้อมูลข่าวสารนั้น ถ้าตั้งรับแต่อย่างเดียวก็เท่ากับแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง มันต้องมีการสร้างช่องทางสื่อสาร การสร้างเครือข่าย การเข้าใจสภาพการไหลเวียนของข่าวสาร เข้าใจว่าเวลาและวิธีการสื่อสาร การใช้ภาษา ภาพ และการจัดการอื่นๆ อีกมายมาย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเห็นข่าวทางไลน์ชิ้นหนึ่ง ไม่ต้องคะเนเลยว่าจะมีผลกระทบต่อผู้ถูกพาดพิงอย่างไร เพราะท่านเองก็เป็นคนสำคัญและกำลังทำงานสำคัญในชาติ เลยส่งข้อความไปบอก ปรากฏว่า ท่านรีบตอบกลับในเวลาอันรวดเร็วและลงมือแก้ไขสถานการณ์ทันควัน จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างหมดจด ส่วนหนึ่งอาจเพราะท่านมีเครือข่ายต่างๆ อยู่ในมือมาก จึงสามารถนำข้อเท็จจริงที่ตัวมีออกไปสู่ช่องทางเหล่านั้นได้ และใช้พลังที่มีอยู่ไปทำให้องค์กรที่เผยแพร่ข่าวสารชุดแรกยุติการบิดเบือนข่าวสารนั้นได้ แล้วเอาข้อความที่เป็นจริง ไม่ถูกตัดต่อมานำเสนอแทน แต่กี่คนจะทำได้อย่างนี้ ?

นอกจากเป็นเรื่องที่เราและองค์กร หรือสถาบันต่างๆ ต้องทบทวนและเตรียมการของตัวเองแล้ว ผมว่า ในพื้นที่ส่วนกลางรัฐเองต้องเข้ามาจัดการและวางระบบให้ดี การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล หรือการปรับปรุงกระบวนการรับผิดรับชอบในการบิดเบือนข่าวสารเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ฯลฯ ต้องมีออกมา

เชื่อไหมครับว่า กลุ่มที่ศึกษาและชำนาญเรื่องสงครามข่าวสารมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในทุกๆ ประเทศคือ กองทัพและฝ่ายความมั่นคง ถ้าปกครองด้วยระบบทหารแล้วยังทำอะไรในเรื่องไม่ได้ ก็ตัวใครตัวมัน

เอ่อ...ด้วยความเกรงใจ ผมว่า ดูท่ามันจะเป็นอย่างหลังนี่ล่ะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท