posttoday
ลายแทงแห่งการเตรียมตัวตาย (ตอนจบ)

ลายแทงแห่งการเตรียมตัวตาย (ตอนจบ)

16 ธันวาคม 2557

การที่พระพุทธองค์ทรงถือว่า การเจริญมรณัสสติ เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญสติอีกรูปแบบหนึ่งนั้น ก็เพราะทรงมีพุทธประสงค์ให้คนส่วนใหญ่ “หายจากความประมาทมัวเมาในชีวิต” เพราะในโลกนี้มีความจำนวนมากใช้ชีวิตดังหนึ่งตัวเองจะไม่แก่ ไม่ตาย กิน ดื่ม เสพ เที่ยว หลับนอน อหังการ บ้ายศ ทรัพย์ อำนาจ ลืมตัวลืมตน จนหลงลืมกุศลผลบุญ หลงลืมสัจธรรมของชีวิต ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างดังหนึ่งว่า สิ่งเหล่านั้นจะเป็นสมบัติอันเที่ยงแท้ของตน หรือดังหนึ่งตนจะสามารถขนเอาไปใช้ในสัมปรายภพได้ทั้งหมดทั้งสิ้น หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงทุกสิ่งที่ครอบครอง คือ ของขอยืมมาทั้งนั้น พอสิ้นชีพวายชนม์ สรรพสิ่งบรรดามีต้องส่งคืนโลกนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น หาหยิบอะไรติดมือไปได้แม้แต่ชิ้นเดียวได้ไม่

การที่พระพุทธองค์ทรงถือว่า การเจริญมรณัสสติ เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญสติอีกรูปแบบหนึ่งนั้น ก็เพราะทรงมีพุทธประสงค์ให้คนส่วนใหญ่ “หายจากความประมาทมัวเมาในชีวิต” เพราะในโลกนี้มีความจำนวนมากใช้ชีวิตดังหนึ่งตัวเองจะไม่แก่ ไม่ตาย กิน ดื่ม เสพ เที่ยว หลับนอน อหังการ บ้ายศ ทรัพย์ อำนาจ ลืมตัวลืมตน จนหลงลืมกุศลผลบุญ หลงลืมสัจธรรมของชีวิต ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างดังหนึ่งว่า สิ่งเหล่านั้นจะเป็นสมบัติอันเที่ยงแท้ของตน หรือดังหนึ่งตนจะสามารถขนเอาไปใช้ในสัมปรายภพได้ทั้งหมดทั้งสิ้น หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงทุกสิ่งที่ครอบครอง คือ ของขอยืมมาทั้งนั้น พอสิ้นชีพวายชนม์ สรรพสิ่งบรรดามีต้องส่งคืนโลกนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น หาหยิบอะไรติดมือไปได้แม้แต่ชิ้นเดียวได้ไม่

สรรพสิ่ง คือ ของใช้ ไม่มีอะไรเป็นของฉัน

ความจริงเป็นดังนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจ

มักมากโลภโมโทสัน อยากครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างดังหนึ่งตัวเองจะมีอายุสัก 84,000 ปี ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงอยู่กันไม่ถึงร้อยปี หรือเกินไปกว่านี้ก็น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

ทั้งๆ ที่ชีวิตแสนสั้น

เวลาก็มีจำกัด

ความตายก็กำลังไล่กวดเข้ามาอยู่ทุกขณะจิต

แต่จะมีกี่คนที่สำเหนียกรู้ถึงสัจธรรมเหล่านี้

เพราะมัวดำรงชีวิตกันด้วยความประมาทเช่นนี้เอง ครั้นความตายมาถึงเข้าคนส่วนใหญ่จึงร้องห่มร้องไห้แทบล้มประดาตาย ไม่อาจเตรียมใจไม่อาจเตรียมตัว ไม่อาจเตรียมเสบียงสำหรับภพหน้า ไม่อาจเตรียมฝึกจิตให้ประณีตตื่นรู้จนสามารถบรรลุถึงภาวะเหนือความตายขึ้นไปอย่างถาวรคือพระนิพพาน

คนทุกวันนี้ มัวแต่ทำกรมธรรม์ประกันชีวิต สะสมเงินทอง

แต่ไม่สนใจการทำกรมธรรม์ประกันภพหน้า คือ สะสมกุศลผลบุญหรือปัญญาบารมี อันจะทำให้ตนลอยพ้นเหนือเกิดเหนือตาย

พอความตายวูบผ่านเข้ามา จึงกลัวตายจนลนลาน ทำอะไรไม่ถูกไม่ทันไม่ทั่ว บางคนกลัวจนเป็นลมสลบไสล ร้องห่มร้องไห้เหมือนจะเพิ่มคนตายไปอีกหนึ่งคน ทั้งๆ ที่ศพของคนที่ตนรักก็ยังไม่ได้ทำฌาปนกิจด้วยซ้ำไป

หรือไม่ใครบางคนก็ตายจากโลกนี้ไปอย่างไม่พัฒนา เกิดมาในฐานปุถุชนก็ตายไปอย่างปุถุชนคนมีกิเลสคนหนึ่ง (มามืดไปมืด/ตโมตมปรายโน)

แต่สำหรับท่านผู้เจริญมรณัสสติอยู่เสมอ เมื่อแว่วเสียงความตายหรือเพียงได้มองเห็นสัญญาณแห่งความตาย เช่น ความเจ็บป่วยครั้งใหญ่ของตนหรือของคนใกล้ตัว หรืออุบัติเหตุที่บังเอิญเกิดขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนไม่ว่ากับตนหรือกับคนใกล้ชิด และ/หรือได้เห็นข่าวของคนจำนวนมากบาดเจ็บล้มตายในอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ก็จะสามารถสำเหนียกรู้ถึงมัจจุมารที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ตัวเองอยู่ทุกขณะ สามารถที่จะลุกขึ้นมาเป็นครูสอนตนเตือนตนให้ดำรงอยู่ในครรลองของความไม่ประมาทได้อย่างทันท่วงที

คนที่เจริญมรณัสสติอยู่เสมอนั้น จะได้รับผลทันตา คือ ไม่ประหวั่นพรั่นพรึงต่อความตาย จะหันกลับมาใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า ไม่มีแม้สักวินาทีเดียวที่เขาจะพร่าผลาญเวลาไปอย่างไร้ประโยชน์ เขาจะถือว่าการฆ่าเวลาไปกับกิจกรรมอันไร้แก่นสารเป็นบาปชนิดหนึ่งซึ่งไม่พึงกระทำดังคำของพระบรมครูที่ว่า “ขโณ โว มา อุปจฺจคา” (อย่าปล่อยเวลาผ่านไปอย่างไร้ค่าแม้เพียงขณะจิตเดียว) จะกลับมาดูแล
ตัวเองและบุคคลอันเป็นที่รักอย่างดีที่สุด โดยไม่ต้องรอให้เขาเหล่านั้นเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาเสียก่อนพวกเขาจะรู้จักแสวงหาเวลาที่มีคุณค่าระหว่างกันและกันอย่างคุ้มค่าที่สุด ผิว์ความตายด่วนมาพรากคนอันเป็นที่รักจากไป ก็ไม่มีอะไรต้องมานั่งเสียใจ เพราะต่างก็ได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันมาอย่างดีที่สุดแล้ว ในแง่พฤติกรรมระหว่างวัน คนที่หมั่นเจริญมรณัสสติก็จะเลือกสรรทำแต่พฤติกรรมเชิงคุณภาพล้วนๆ ไม่พร่าผลาญเวลาไปกับการพยายามตามสนองกิเลสอย่างเหลวไหลไม่จบสิ้น

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราหมั่นระลึกถึงความตาย ไม่ใช่เพื่อจะให้กลัวตาย ไม่ใช่เพื่อจะให้หนีตาย แต่เพื่อที่จะให้เรารู้จักที่จะดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างดีที่สุด

หัวใจของการดำรงชีวิตอยู่อย่างดีที่สุด ก็คือ การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท

ไม่ประมาทในอะไรเล่า?

1.ไม่ประมาทในชีวิต     ว่าจะยืนยาว

2.ไม่ประมาทในวัย       ว่ายังหนุ่มสาว

3.ไม่ประมาทในสุขภาพ ว่ายังแข็งแรง

4.ไม่ประมาทเวลา     ว่ายังมีอีกมาก

5.ไม่ประมาทในธรรม    ว่าเอาไว้ก่อน
วันหลังค่อยสนใจ

ใครก็ตามประมาทในเหตุทั้ง 5 ประการนี้ มักจะต้องมานั่งเสียใจทุกครั้ง เมื่อบุคคลอันเป็นที่รักต้องมาพลัดพรากจากไป หรือแม้กระทั่งวันหนึ่งหากตัวเองจะต้องตายขึ้นมาบ้าง ก็มักจะต้องมานั่งบ่นเพ้อด้วยความเสียดายว่า “รู้อย่างนี้ ทำดีไปตั้งนานแล้ว” ดังนั้น หากเราไม่อยากเสียใจ ไม่อยากพลาดวันเวลาสำคัญของชีวิต ไม่อยากสูญเสียโอกาสในการได้ดำรงชีวิตอยู่กับบุคคลที่คู่ควรแก่การใส่ใจมากที่สุดในชีวิตนี้ ก็ควรหมั่นเจริญมรณัสสติอยู่เสมอ เพราะเมื่อเราใช้ชีวิตดังหนึ่งความตายกำลังกวักมือเรียกอยู่ข้างหน้าทุกขณะจิต เราจะเกิดความตระหนักรู้ว่า ชีวิตมีค่าแค่ไหน มารดรบิดา สามีภริยา ลูกแก้วเมียขวัญสำคัญเพียงไร สุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพียงไร และทรัพย์สินศฤงคาร อำนาจราชศักดิ์เป็นเพียงสิ่งสมมติมายาเพียงชั่วคราวได้อย่างไร

ความตายจะเป็นดั่งระฆังแห่งสติที่เตือนให้เรากลับมาดำรงอยู่กับความจริง และอยู่กับสิ่งที่เป็นแก่นสาร ทิ้งสิ่งที่เป็นเปลือกหรือหัวโขนของชีวิตอย่างรู้เท่าทัน

เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าของความตาย อะไรๆ ในโลก ก็กระจิริดไปเสียทั้งหมด

เราระลึกถึงความตาย เพื่อเข้าใกล้ชีวิตที่มีแก่นสารที่สุด

ดำรงอยู่อย่างคนที่ตื่นตัวและตื่นรู้ที่สุด

การระลึกถึงความตายแล้วเศร้าหมอง หดหู่จึงไม่ใช่มรณัสสติที่ถูกต้อง

หากที่ถูกแล้ว พอระลึกถึงว่า ตนจะต้องตายในวันหนึ่ง จิตจะตื่นขึ้นมาตระหนักรู้ถึงสัจธรรม แล้วเร่งรีบกระทำแต่กรรมดี ใช้ชีวิตนี้อย่างคุ้มค่าที่สุด นี่ต่างหากคือ สัมมาทิฏฐิ (ความเข้าใจที่ถูกต้อง) และสัมมาปฏิบัติ (พฤติกรรมที่ถูกต้อง) อันเป็นผลโดยตรงจากการเจริญมรณัสสติ

“อวัสสัง มะยา มะริตัพพัง”

“วันหนึ่ง เราจะต้องตาย”

“ชีวิตัง อนิจจัง”

“ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง”

“มะระณัง เม ชีวิตัง”

“ความตายของเรา เป็นของเที่ยง”

ตระหนักรู้สัจธรรมอย่างนี้แล้ว พึงดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท

ความชั่วต้องรีบหนี ความดีต้องรีบทำ

เพราะหากทำความดีช้าไป ผิว์ความตายมาพราก ก็จะมีแต่ความเศร้าและความเสียใจติดค้างอยู่ในใจไปตราบนานเท่านาน

แต่สำหรับบุคคลผู้ตื่นอยู่ หมั่นเจริญมรณานุสติอยู่เนืองๆ ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ครั้นความตายมาถึงเข้า ย่อมไม่วิโยคตกใจพร้อมเผชิญต่อความตาย ดังหนึ่งคนงานยืนรอเวลาเลิกงานด้วยใจยินดีปรีดา ถึงเวลาเมื่อไหร่ ก็พร้อมไปเมื่อนั้น

อะธุวัง ชีวิตัง,    ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน

ธุวัง มะระณัง,    ความตายเป็นของยั่งยืน

อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง,    อันเราจะพึงตายเป็นแท้

มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง,    ชีวิตของเรา มีความตาย เป็นที่สุด

ชีวิตัง เม อะนิยะตัง,     ชีวิตของเรา เป็นของไม่เที่ยง

มะระณัง เม นิยะตัง,   ความตายของเรา เป็นของเที่ยง

วะตะ,    ควรที่จะสังเวช

อะยัง กาโย,     ร่างกายนี้

อะจิรัง,     มิได้ตั้งอยู่นาน

อะเปตะวิญญาโณ,    ครั้นปราศจากวิญญาณ

ฉุฑโฑ,    อันเขาทิ้งเสียแล้ว

อะธิเสสสะติ,    จักนอนทับ

ปะฐะวิง,    ซึ่งแผ่นดิน

กะลิงคะรัง อิวะ,    ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน

นิรัตถัง,    หาประโยชน์มิได้

สัพเพ สังขารา อะนิจจา,    สังขารคือร่างกายจิตใจ, และรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น, มันไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป.

สัพเพ สังขารา ทุกขา,    สังขารคือร่างกายจิตใจ, และรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น, มันเป็นทุกข์ ทนยาก; พราะเกิดขึ้นแล้ว, แก่ เจ็บตายไป.

สัพเพ ธัมมา อะนัตตา,    สิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขารแลมิใช่สังขาร, ทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน;

ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าตัวว่าตนของเรา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท