posttoday
รสนาเตือนรัฐอย่าฉวยโอกาสขึ้นก็าซทั้งที่ราคาลด

รสนาเตือนรัฐอย่าฉวยโอกาสขึ้นก็าซทั้งที่ราคาลด

14 ธันวาคม 2557

"รสนา" เตือนนายกฯอย่าระวังมือชงนโยบายมีประโยชน์ทับซ้อน ชี้อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาก๊าซหลังลดน้ำมัน

"รสนา" เตือนนายกฯอย่าระวังมือชงนโยบายมีประโยชน์ทับซ้อน ชี้อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาก๊าซหลังลดน้ำมัน

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. น.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการลดราคาน้ำมัน และมีการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี โดยมีเนื้อหาดังนี้

"นายกฯควรระมัดระวังมือชงนโยบายที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน"

คุณไทยธรณ์เดินทางไปเยี่ยมคุณแม่และญาติพี่น้องที่อเมริกา และถ่ายรูปราคาน้ำมันจากปั๊มในรัฐต่างๆส่งมาให้ดูอยู่เรื่อยๆ วันนี้(13ธ.ค) คุณไทธรณ์เดินทางถึงรัฐ TENNESSEE และถ่ายรูปราคาน้ำมันในปั๊มมาให้ราคาน้ำมันเบนซินในรัฐเทนเนสซี่วันนี้ลดลงอีกตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

น้ำมันเบนซิน 87 ราคาแกลลอลละ 2.359$ = 20.03บาท/ลิตร
น้ำมันเบนซิน89 ราคาแกลลอนละ 2.509$ = 21.31บาท/ลิตร
น้ำมันเบนซิน 92 ราคาแกลลอนละ 2.659$ = 22.58 บาท/ลิตร

มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานจะประกาศลดราคาน้ำมันในวันจันทร์ที่15ธันวาคม และมากกว่าที่ลดครั้งละ.50-.60บาท/ลิตรเพราะขณะนี้ราคาตลาดโลกลดลงอย่างฮวบฮาบแล้ว จนแม้แต่ในอเมริกา ราคาน้ำมันรวมภาษีแล้ว ยังเหลือราคาเพียงลิตรละ 20-22บาท สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รัฐบาลยากจะหลีกเลี่ยงในการลดราคาให้สะท้อนกลไกตลาดโลกที่เคยอ้าง

แต่กลายเป็นว่าเมื่อต้องลดราคาน้ำมัน กพช.จะฉวยโอกาสขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีอีกกิโลกรัมละ 1.37บาท จาก24.16บาท/กก.เป็น 25.53บาท/กก.ทั้งที่ราคาก๊าซก็ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ไม่มีเหตุผลที่จะมาขึ้นราคาก๊าซในขณะนี้

ข่าวที่ว่านายกฯจะทำตามข้อเสนอแบบนี้ในวันที่15ธ.ค คือลดราคาน้ำมัน แต่ขึ้นราคาแอลพีจี หากเป็นเช่นนั้นจริง ของขวัญปีใหม่ของท่านนายกฯก็ไม่ควรเรียกว่าเป็นการ "คืนความสุข" ให้ประชาชน แต่น่าจะเป็นการสาด"ความทุกข์" ให้ประชาชนมากกว่า เพราะราคาก๊าซหุงต้มขณะนี้ถังละ415บาทก็ทำให้ประชาชนแบกภาระค่าครองชีพหลังแอ่นแล้ว การขึ้นราคาก๊าซหุงต้มอีกกิโลกรัมละ1.37บาทเท่ากับขึ้นราคาอีกถังละ 20.55บาท ประชาชนจะยิ่งยากลำบากมากขึ้นอีก

การดำเนินนโยบายเช่นนี้ จะกลายเป็นว่ารัฐบาลมุ่งคืนความสุขให้กลุ่มทุนพลังงานมากกว่าประชาชน เพราะนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่า โอบอุ้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้ได้ใช้ก๊าซแอลพีจีราคาถูกจากอ่าวไทย แต่ผลักดันประชาชนทุกกลุ่มไปใช้ก๊าซแอลพีจีในราคานำเข้า

การขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีในกลุ่มที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง(ครัวเรือน,ยานยนต์และอุตสาหกรรม) ที่ใช้วันละ12.9ล้านกิโลกรัม มีการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีมาแล้วกิโลกรัมละ5.9827บาท/กก หากมีการขึ้นราคาอีกกิโลกรัมละ 1.37บาท จะเท่ากับขึ้นราคาถึงกิโลกรัมละ 7.3527บาท เป็นการเพิ่มกำไรให้ธุรกิจก๊าซวันละ 94.8ล้านบาทหรือปีละ 34,617ล้านบาท เป็นกำไรเพิ่มขึ้นเหนาะๆจากการล้วงกระเป๋าประชาชน และกำไรที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นรายได้เข้ารัฐ ทั้งที่กิจการก๊าซเป็นกิจการผูกขาดที่ไม่มีการแข่งขันผู้กำหนดนโยบายก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนอีก แล้วประชาชนจะพึ่งพาใครได้?

ควรแล้วหรือที่ท่านนายกฯจะรับฟังแต่กลุ่มทุนพลังงาน และข้าราชการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในธุรกิจพลังงาน ที่ยุให้ขึ้นราคาก๊าซที่ประชาชนใช้เพื่อการยังชีพให้เป็นราคาตลาดโลก100% แล้วก๊าซในอ่าวไทยที่ประชาชนมีส่วนเป็นเจ้าของ ประชาชนไม่มีสิทธิใช้ในฐานะเป็นเจ้าของทรัพยากรในราคาที่เป็นธรรมเลยหรือ?

ผู้มีส่วนร่วมในการชงนโยบายในกพช.ที่กำหนดให้ขึ้นราคาก๊าซ และในกบง.ที่กำหนดนโยบายราคาน้ำมัน เป็นข้าราชการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะเป็นทั้งคนกำหนดนโยบายของรัฐ และสวมหมวกเป็นกรรมการอยู่ในบริษัทก๊าซและน้ำมันที่เป็นผู้รับผลโดยตรงจากนโยบายราคาที่ตนชงและกำหนดให้เก็บจากประชาชน

แล้วประชาชนจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าคนเหล่านั้น มิได้กำหนดนโยบาย เพื่อให้พวกตนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจพลังงาน? เพราะการลดราคาน้ำมันน้อย และช้า และการผลักประชาชนไปใช้ราคาแอลพีจีตลาดโลก เพื่อให้ปิโตรเคมีได้ใช้ก๊าซราคาถูกในประเทศ ล้วนเป็นการเพิ่มพูนกำไรให้เอกชนที่ข้าราชการเหล่าน้ันไปนั่งเป็นกรรมการ และได้รับผลตอบแทนโดยตรงจากกำไรที่เพิ่มขึ้น

ท่านนายกรัฐมนตรีจึงควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ ต้องระมัดระวังในการฟังบรรดามือชงนโยบายให้ท่าน ว่าเป็นผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือไม่ ก่อนที่จะประกาศนโยบายให้ของขวัญในการคืนความสุขประชาชนแบบผิดๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท