
แค่อยากพูดถึง ผู้ที่ได้ขุมทรัพย์อันอเนกอนันต์
หากเปรียบ Application ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง เป็นดั่งขุมทรัพย์มากมายมหาศาล ใครคือผู้ที่ “ได้”
หากเปรียบ Application ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง เป็นดั่งขุมทรัพย์มากมายมหาศาล ใครคือผู้ที่ “ได้” ขุมทรัพย์อันอเนกอนันต์นั้นอย่างแท้จริง
ผู้สร้าง
ตัวกลางการซื้อขาย
ผู้ลงสื่อโฆษณา
หรือผู้ซื้อเพื่อนำไปใช้งาน
ในมุมมองของผม ผมรู้สึกว่าผู้ซื้อเพื่อนำไปใช้งานนี่แหละ คือผู้ที่ได้ขุมทรัพย์อันมากมายมหาศาลตัวจริงเสียงจริง
ลองคิดดูว่า ถ้าไม่นับแอพพลิเคชั่นที่มีให้ดาวน์โหลดฟรี (ยิ่งของฟรี คนที่ดาวน์โหลดไปใช้งานก็มีแต่ได้กับได้) การเสียเงินเพื่อซื้อแอพพลิเคชั่นไปใช้ (บอกได้เลยว่าราคาไม่ได้แพงเกินกว่าข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวแม้แต่นิด) ความรู้สึกในการใช้งาน มันต่างจากการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นฟรีไปใช้อย่างเห็นได้ชัด
ที่ผมยกเรื่องของฟรีกับเสียเงินซื้อ และความรู้สึกที่แตกต่างนี้มาพูด ผมไม่ได้ตั้งใจสื่อความหมายว่าของฟรีนั้นไม่ดี ของซื้อดีกว่าเป็นไหนๆ ไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ แต่สิ่งที่ผมต้องการสื่อสารคือ พอเราตัดสินใจซื้อแอพพลิเคชั่นนั้นมาปุ๊บ แอพพลิเคชั่นนั้นมันเหมือนย้ำเตือนให้เรารู้ว่า เราเสียเงินซื้อ เราต้องใช้งานให้คุ้ม พอเราใช้งานบ่อยเข้าๆ เราจะรู้ได้โดยทันทีว่าแอพพลิเคชั่นที่เสียเงินซื้อ มันมีฟังก์ชั่นการทำงานที่ “ตอบโจทย์” เราได้มากมายหลายอย่าง
อย่างล่าสุด ผมตัดสินใจซื้อแอพพลิเคชั่น “บันทึกค่าใช้จ่าย” มาไว้ในงาน เชื่อไหมว่ามันเป็นแอพพลิเคชั่นที่ผมตามหามานาน (แน่นอนว่าต้องตามหาของฟรีก่อน) แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ เพราะมันไม่มี พอมี แล้วผมได้เจอ กลับพบว่าผมต้องเสียเงินซื้อแอพพลิเคชั่นนี้ในราคา 0.99 เหรียญสหรัฐ(ประมาณ 30 บาทไทย) ไหนๆ ก็ไหนๆ เมื่อเจอของดีแล้ว เช็กดูคำวิจารณ์คนที่ซื้อไปใช้งานหน่อยซิเออว่ะ ใครๆ ก็บอกว่าแอพพลิเคชั่นนี้ดี เลยตัดสินใจซื้อ พอซื้อมาใช้งานปุ๊บ “มันดีกับตัวเราจริงๆ แฮะ”
ดีตรงที่ว่า ทุกวันนี้เราตื่นขึ้นมาเป็นมนุษย์ทำงาน แถมยังใช้จ่ายเงินอีกสารพัด ยิ่งเป็นมนุษย์ผู้ชายการบันทึกค่าใช้จ่ายถือเป็นเรื่องที่หยุมหยิมยุ่งยากมากถึงมากที่สุด และก็เป็นเรื่องที่สร้างปัญหาอันบานปลายให้กับมนุษย์ผู้ชายได้มากโข (ดีไม่ดีอาจเป็นปัญหาสำหรับมนุษย์ทุกคน) พอผมมีเจ้าแอพพลิเคชั่นนี้เป็นผู้ช่วย เวลาซื้ออะไร ในแต่ละวัน ผมสามารถพิมพ์รายละเอียดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นนี้ได้ว่า เช้านี้รายรับที่เป็นยอดยกมาจากเมื่อวาน เป็นจำนวนเงินเท่าไร มีรายรับใหม่ๆเข้ามาบ้างไหม เท่าไหร่ และที่ต้องจ่ายไป จ่ายอะไรไปบ้าง ซื้ออะไรไปบ้าง จ่ายปุ๊บ ซื้อปุ๊บ ก็กรอกรายละเอียดพร้อมราคาปั๊บ แล้วมันก็จะคำนวณรายรับรายจ่ายให้กับเราโดยอัตโนมัติ
ถามว่าเรื่องง่ายๆ แค่นี้ ผมทำเองไม่ได้เลยเชียวหรือ บอกได้เลยครับว่า ผมเคยลองทำมาแล้วขีดเขียนลงบนกระดาษก็แล้ว หรือทำลงในสมุดรายรับรายจ่ายมาก็แล้ว ไปไม่รอดครับ ตายสถานเดียวเพราะมันยุ่งยากกับการมานั่งนึกย้อนสิ่งที่เราจ่ายไปในแต่ละวัน จำผิดจำถูกบ้าง ไหนจะต้องคำนวณเงินอีก ถูกผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่สำคัญ สมุดรายรับรายจ่ายมักไม่ค่อยได้อยู่กับตัว แต่กับแอพพลิเคชั่นที่อยู่ในมือถือนี่สิ มันอยู่กับตัวเรา ซื้อปุ๊บ พิมพ์ข้อมูลลงในแอพพลิเคชั่นในมือถือปั๊บ และที่สำคัญ มันช่วยเราในเรื่องคำนวณได้อย่างรวดเร็ว
นี่แหละครับ คือประเด็นที่ผมอยากพูดถึง สิ่งไหนที่ติดอยู่กับตัวเรา พกพาไปไหนได้ง่าย และเป็นตัวช่วยเราในสิ่งที่เราไม่ชอบ รู้สึกไม่ใช่ หรือไม่ถนัดเอาเสียเลย ต่อให้ต้องเสียเงินซื้อมา ซื้อมาแล้ว มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้จงใจขายของนะครับ ผมก็แค่เขียนถึง ใครคือผู้ที่ “ได้” ขุมทรัพย์อันอเนกอนันต์นั้นอย่างแท้จริง
ก็แค่นั้นเอง...







